Tuesday, April 29, 2014

ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy


หนังสือชื่อ  :  ความสุขแห่งชีวิต (The Human Comedy)

ผู้แต่ง  :  วิลเลียม ซาโรยัน

ผู้แปล  :  มัทนี เกษกมล

สำนักพิมพ์  :  แพรว
 


เคยไหมคะ เคยอ่านหนังสือเล่มไหน เมื่ออ่านจบแล้ว รู้สึกสงบ คือหนังสือไม่ได้ทำให้สนุก หัวเราะ หากแต่ทำให้รู้สึกสงบ ครุ่นคิด ตรึกตรอง ...สำหรับออยแล้ว "ความสุขแห่งชีวิต" คือหนังสือเล่มที่ว่านี้ค่ะ

หนังสือเป็นเรื่องของครอบครัวแมคคอลี่ ที่อาศัยอยู่ในเมืองอิธคา ในช่วงเวลาสงครามค่ะ เมืองอิธคาเป็นเมืองเล็กๆ ผู้คนยากจน หนังสือสะท้อนถึงช่วงสงคราม ที่คนหนุ่มสาวในอเมริกาถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ยังเหลือแต่ผู้หญิง เด็ก และคนชราที่รออยู่ข้างหลังในเมืองอันสงบเงียบนี้ด้วยความหวัง

ครอบครัวเเมคคอลี่ ประกอบไปด้วย แมทธิว ผู้พ่อที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสองปีก่อน ลี่มิสซิสแมคคอลี่ คุณแม่ผู้เข้มแข็ง มาร์คัส ลูกชายคนโตที่โดนเกณฑ์ทหาร เบส น้องสาวคนต่อมา โฮเมอร์ น้องชายผู้ต้องทำงานตอนหลังเลิกเรียน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และ ยูลิสซิส น้องคนสุดท้องอายุสี่ขวบ

ในท่ามกลางบรรยากาศของความเงียบเหงา ของการที่คนที่รักจากไป และไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกหรือไม่ การรอคอยข่าวของบุคคลอันเป็นที่รักอย่างมีความหวัง โฮเมอร์ ได้งานทำเป็นเด็กส่งโทรเลขค่ะ เขาต้องนำข่าวด่วนไปให้ผู้คน ในสถานการณ์อย่างนี้ ข่าวด่วนของเขาคือ ความตายของบุคคลอันเป็นที่รักที่อยู่ไกล เขาจึงเหมือนผู้ส่งสารความตาย ...มันจึงเป็นงานที่กดดันทางอารมณ์สำหรับเด็กชายอายุสิบสี่ยิ่งนัก
 
"หนูต้องจำเอาไว้นะลูก" แม่พูด "จงให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีแก่คนอื่นเสมอ แม้จะต้องทำไปอย่างโง่ๆ และฟุ่มเฟือย หนูต้องให้แก่ทุกคนที่ผ่านมาในชีวิต แล้วจะไม่มีอะไรหรือใครจะใช้อำนาจใดมาหลอกลวงหนูได้ เพราะถ้าหนูให้แก่ขโมย เขาก็จะขโมยจากหนูไม่ได้ และเขาเองก็จะไม่ได้เป็นขโมยอีกต่อไป และยิ่งหนูให้มากเท่าไร ก็ต้องให้มากขึ้นอีกเท่านั้น"

"ย่อมจะมีความเจ็บปวดอยู่ในสิ่งต่างๆ เสมอ" มิสซิสแมคคอลี่พูด "แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะต้องสิ้นหวังไปเสียหมด คนดีๆ ย่อมจะทำให้ความเจ็บปวดหายไปได้เสมอ คนโง่จะไม่สังเกตเห็นนอกจากในตัวเอง คนชั่วจะทำให้ความเจ็บปวดฝังลึก แล้วแพร่ยังทุกแห่งที่เขาไป แต่ไม่ใช่ความผิดของใครเลย คนชั่วก็ไม่ต่างอะไรกับคนโง่หรือคนดี เขาไม่ได้ขอมาที่นี่และไม่ได้มาเพียงลำพังจากความไม่มีอะไรเลย แต่มาจากหลายๆ โลก หลายๆ อย่างประสมให้เกิดขึ้น คนชั่วไม่รู้หรอกว่าตัวเองชั่วร้าย เขายังเป็นคนบริสุทธิ์ ทุกๆ วันคนเราจะต้องยกโทษให้คนที่ชั่วร้าย พวกเขาจะต้องมีคนรัก เพราะมีบางอย่างในตัวเราทุกคนอยู่ในตัวคนที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก และบางอย่างในตัวคนที่ชั่วร้ายที่สุดก็มีอยู่ในตัวเราทุกคน เขาเป็นของเราและเราก็เป็นของเขา เราทุกคนเป็นอันหนึ่งเดียวกัน แยกกันไม่ได้ บทสวดมนต์วิงวอนของชาวนาก็เป็นบทสวดของแม่ เหมือนกับอาชญากรรมของฆาตกรก็เป็นอาชญากรรมของเเม่เหมือนกัน เมื่อคืนนี้ลูกร้องไห้ก็เพราะลูกเริ่มเรียนรู้ถึงสิ่งเหล่านี้"

ที่โรงเรียน โฮเมอร์มีเพื่อนร่วมชั้นที่เขาหมั่นไส้ คือ ฮิวเบิร์ต แอ๊คลี่ ค่ะ เนื่องจากกริยาเป็นผู้ดี และผู้หญิงที่โฮเมอร์แอบชอบ ดันไปชอบนายคนนี้ โฮเมอร์ป่วนจนคุณครูต้องลงโทษทั้งคู่หลังเลิกเรียนค่ะ

"ครูรู้จ้ะเรื่องนั้น" มิสฮิคส์อธิบาย "ครูรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่คนทุกคนในโลกก็รู้สึกว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นๆ ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ดีเท่ากับคนอื่นๆ โจ เทอร์ราโนว่า เป็นเด็กฉลาด มีไหวพริบกว่าฮวเบิร์ต แต่ฮิวเบิร์ตเขาก็มีแบบฉบับของเขาเอง ในประเทศประชาธิปไตย คนทุกคนมีสิทธิเท่ากันในแง่ของความพยายาม ทุกคนมีอิสระที่จะพยายามทำความดีหรือความเลว ที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีเกียรติหรืออย่างโง่เง่า ครูกระตือรือร้นอยากให้ลูกศิษย์ของครูทุกคนมีความพยายามที่จะทำความดี และเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีเกียรติด้วยกันทุกคน ลูกศิษย์ครูจะมีกิริยาท่าทางภายนอกเป็นอย่างไร ครูไม่เคยเดือดร้อนเลย ท่าทางโก้กับกิริยาสุภาพไม่เคยหลอกครูได้ ครูสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังลึกลงไปในกิริยาแต่ละชนิดนั้นต่างหาก ไม่ว่าลูกศิษย์ครูจะเป็นคนรวย หรือคนจน จะดำ จะขาว จะเหลือง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะเป็นเด็กฉลาดหรือปัญญาทึบ จะเป็นอัจฉริยะหรือเป็นเด็กธรรมดา ครูไม่สนใจทั้งนั้น ถ้าหากว่าเด็กคนนั้นมีความรักเพื่อนมนุษย์ ถ้าเขามีหัวใจ -- ถ้าเขารักความจริงและรักเกียรติ -- ถ้าเขาเคารพผู้ที่ด้อยกว่าและรักผู้ที่เหนือกว่า ถ้าเด็กๆ ในชั้นของครูเป็นมนุษย์ ครูก็ไม่ได้อยากให้เป็นมนุษย์ที่มีกิริยามารยาทเหมือนกันไปหมด ถ้าเป็นเด็กดีแล้ว จะแตกต่างกันไปถึงไหนก็ไม่เป็นไรเลย ครูอยากให้ลูกศิษย์ของครูทุกคนเป็นตัวของตัวเอง โฮเมอร์ ครูไม่ได้อยากให้เธอเป็นเหมือนใครสักคนเพียงเพื่อจะทำให้ครูพอใจหรือเพื่อว่าครูจะสอนได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้น อีกหน่อยครูก็คงเบื่อ เพราะห้องเรียนจะเต็มไปด้วยสุภาพสตรีสุภาพบุรุษตัวน้อยๆ ที่เพียบพร้อม ครูอยากให้ลูกศิษย์ของครูเป็นคนธรรมดาๆ ที่แตกต่างกันไป -- คนหนึ่งอาจจะเก่งเป็นพิเศษ -- อีกคนอาจจะร่าเริงหรือแก่นแก้ว -- ครูอยากให้ฮิวเบิร์ต แอ๊คลี่ มาฟังครูที่นี่ด้วยกันกับเธอเหลือเกิน -- เขาจะได้ทำความเข้าใจกับเธอ ถ้าหากว่าเดี๋ยวนี้เธอสองคนจะไม่ถูกกัน นั่นก็เป็นธรรมดา ครูอยากให้เขารู้ว่าทั้งเธอและขาเริ่มเป็นอารยะ เพราะเธอยอมรับนับถือซึ่งกันและกันทั้งๆ ที่ไม่ถูกกัน นี่และคือความหมายของอารยะ นี่แหละคือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้จากการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์โบราณ"

 ออยได้หนังสือเล่มนี้มานานแล้วค่ะ ตั้งแต่ปี 2543 แต่อ่านทีไร ก็ได้ความสงบกลับมาเหมือนเดิม หนังสืออาจจะเขียนว่า เป็น "วรรณกรรมเยาวชน" แต่คนผู้ใหญ่ยิ่งอ่านยิ่งดีค่ะ เพราะเราผ่านโลกมามากกว่า ยิ่งอ่านเเล้ว ยิ่งเข้าใจโลกมากขึ้น 

ออยเช็คในเวปไซค์ของแพรวสำนักพิมพ์ พบว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่มีพิมพ์ใหม่ ...น่าเสียดายค่ะ อยากให้อ่านกัน เป็นหนังสือดีที่แนะนำ

Monday, April 28, 2014

ทะยานไกล...ให้ถึงฝัน : Put Your DREAM to the Best





หนังสือชื่อ  :  ทะยานไกล...ให้ถึงฝัน

ผู้แต่ง  :  John C. Maxwell

ผู้แปล   :  ปณต

สำนักพิมพ์  :  Nation Book



คุณมีความฝันหรือเปล่า?
ฝันคุณเป็นจริงแค่ไหน?

มาศึกษาวิธีทำฝันให้เป็นจริงได้จากหนังสือเล่มนี้ค่ะ ผู้แต่งได้นำเสนอการตั้งคำถามกับตัวเอง 10 ข้อ หากเราสามารถตอบคำถามง่ายๆ ทั้ง 10 ข้อนี้ได้ ฝันเราก็มีโอกาสเป็นจริงได้สูงแล้วค่ะ คำถามทั้ง 10 ข้อนี้คือ 
1. ความฝันนี้เป็นของเราจริงหรือ? - คือไม่ใช่อย่างเป็นโน้นเป็นนี่เพราะอยากให้คนที่เรารักพอใจ หรือเป็นความคาดหวังของพ่อแม่เรา
"เราไม่สามารถบรรลุความฝันที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของได้"
 
2. เราเห็นภาพฝันชัดเจนหรือเปล่า? - ความชัดเจนของความฝัน จะช่วยให้เรามองเห็นทางที่จะมุ่งไปสู่
"ก้าวแรกที่ขาดไม่ได้ของการเดินทางไปคว้าสิ่งที่เราต้องการคือ
การตัดสินใจเสียก่อนว่าเราต้องการอะไร"
- เบน สเตน                                 
 
3. เราควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ความฝันสำเร็จได้หรือเปล่า? - ความฝันของเราต้องไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ไม่ใช่เพียงแค่ฝัน หากแต่ต้องลงมือฝึกฝนปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย
"เราจะเป็นในสิ่งที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำอีก
สิ่งดีเลิศนั้นมิใช่การกระทำ แต่มันเป็นนิสัย"
- อริสโตเติล                                 

4. ฝันนั้นกระตุ้นให้เราไขว่คว้าหรือไม่? - ไม่ว่าจะยากลำบากสักเพียงไหน อุปสรรคมากมายเพียงใด แต่เราก็ยังมุ่งมั่นสู่ฝันนั้นอย่างไม่ลดละ
"ในชีวิตเราต้องตั้งเป้าหมายไว้สองอย่าง อย่างแรกคือ ทำในสิ่งที่เราต้องการ
อย่างที่สองคือ สนุกกับมัน ซึ่งคนที่ฉลาดที่สุดเท่านั้นจึงจะทำเป้าหมาย
อย่างที่สองสำเร็จ"
- โลแกน เพียร์แซลล์ สมิธ                       
 
5.  เรามีแผนการที่จะมุ่งสู่ฝันหรือยัง? - คือไม่ใช่แค่ฝันเห็นแต่เป้าหมายที่ประสบความสำเร็จแต่อย่างเดียว แต่เราต้องมีวิธีที่จะเดินทางไปสู่ความสำเร็จนั้นด้วย
"ความลับของความก้าวหน้าก็คือการเริ่มต้น
ความลับของการเริ่มต้นก็คือ ทำอะไรให้มันง่ายขึ้นเสียก่อน
ย่อยงานชิ้นใหญ่ให้เป็นงานเล็กๆ ที่ทำง่ายหลายๆ ชิ้น
แล้วเริ่มต้นจากชิ้้นแรก"
- มาร์ค ทเวน                                           

6. มีคนที่จำเป็นต่อความฝันของเราหรือยัง? - คนที่เป็นแรงบันดาลใจ คนที่จะช่วยให้เราบรรลุฝัน หรือทีมงานที่มีประสิทธิภาพของเรา
"ความฝันนั้นเป็นภาพบันดาลใจที่เราเห็นในใจของตนเอง
ซึ่งมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว"
- คริส ฮอดจ์                          
 
7. เราเต็มใจลงทุนเพื่อฝันหรือไม่? - ความฝันต้องลงมือทำ จึงจะเป็นจริง และในบางครั้ง เราต้องเสียสละบางอย่างเพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่ฝัน เราพร้อมหรือยัง เช่น เราอาจต้องเสียสละเวลา ในขณะที่คนอื่นรื่นเริง เพื่อนำมาฝึกซ้อมให้เป็นแชมป์ เป็นต้น
"ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเดินในเส้นทางใด จะมีคนบอกว่าเส้นทางนั้นผิดเสมอ
จากนั้นจะมีอุปสรรคเกินขึ้นจนกระตุ้นให้เราเชื่อว่า
สิ่งที่คนเหล่านั้นพูดเป็นความจริง
ดังนั้น การกำหนดทางเดินแล้วไปให้สุดทางนั้น
จึงจำเป็นต้องมีความกล้าอย่างมาก"
- ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน       
          
8. เราเข้าใกล้ฝันแค่ไหนแล้ว? - อย่าลืมที่จะประเมินตัวเองเป็นระยะๆ ว่าทางที่เรากำลังเดินอยู่นั่น คือทางที่ถูกต้อง ที่มุ่งไปสู่ฝันของเรา
"ความพยายามจะให้รางวัลแก่ผู้ที่ปฏิเสธการยอมแพ้เท่านั้น"
- ดับเบิลยู. คลีเมนต์ สโตน         
 
9. การมุ่งหน้าสู่ฝันนั้น ทำให้เรามีความสุขหรือเปล่า? - บางครั้งการได้มาซึ่งความฝัน ก็ต้องเเลกกับสิ่งล้ำค่าอื่นๆ บางทีมันอาจจะไม่คุ้ม เช่น เเลกกับชีวิตครอบครัว ซึ่งเราอย่าลืมพิจารณาเรื่องนี้ด้วย การประสบความสำเร็จอย่างเดียวดายไม่มีค่าอะไร เมื่อเทียบกับการมีความสุขอยู่ท่ามกลางครอบครัวและคนที่เรารัก
"และในท้ายที่สุด สิ่งที่เราพิชิตได้จะไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นตัวเราเอง"
 
10. ฝันของเราเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นหรือไม่? - เราควรทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ฝันของเราควรจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ฝันเพียงเพื่อตัวเอง
"หากใครสักคนได้รับโอกาสที่ทำให้ได้ชีวิตอย่างแสนพิเศษ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม
เขาย่อมไม่มีสิทธิ์เก็บมันไว้กับตัวเพียงคนเดียว"
- ฌาค อีฟ คูซโต          



Tuesday, April 1, 2014

ทำน้อยให้ได้มาก : The Power of Less






หนังสือชื่อ : ทำน้อยให้ได้มาก (The Power of Less)

ผู้แต่ง : Leo Babauta

ผู้แปล : วิกันดา พินทุวชิราภรณ์

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น


ขายแล้วค่ะ!!!


เราทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากันค่ะ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้เวลาในแต่ละวันนั้น ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เคยสังเกตกันไหมคะ ว่าบางคน (หรือแม้แต่ตัวเราเอง) ดูยุ่งอยู่ตลอดเวลา ยุ่งทั้งวัน แต่พอหมดวันมาทบทวนดู กลับเเทบไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง!!! 

หนังสือเล่มนี้บอกไว้ตั้งแต่หน้าปกเลยค่ะ ว่า "ความลับที่คนงานยุ่งตลอดเวลาไม่เคยรู้" และ "เพราะการทำมากไม่ได้หมายถึงผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นเสมอไป" -- จริง และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ!

หนังสือเเบ่งออกเป็น 2 ส่วนค่ะ คือส่วนของหลักการ และการนำไปใช้จริง --- จากที่อ่านมานะคะ สรุปง่ายๆ เคล็ดลับของการทำน้อยให้ได้มากคือ "ความเรียบง่าย" ค่ะ

ความเรียบง่าย หมายถึงในทุกๆอย่างค่ะ อย่าทำชีวิตให้มันยุ่งยากนัก หลักการง่ายๆ นี้ประกอบด้วย

- สร้างข้อจำกัด  ในหนังสือเล่มนี้หมายถึง การอย่าทำอะไรให้มันยุ่งยากเยิ่นเย้อค่ะ ทำงานให้กระชับ ตรงประเด็น ตั้งข้อจำกัดให้กับงาน จะช่วยลดเวลาได้มาก เช่น ตั้งข้อจำกัดว่า จะตอบและเช็คอีเมล์วันละสองครั้งเท่านั้น และจะเขียนอีเมล์ฉบับละไม่เกิน 5 ประโยค การจำกัดเวลาในการคุยโทรศัพท์ หรือการจำกัดเวลาที่ใช้ในการเล่นอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

- เลือกแต่สิ่งที่สำคัญ  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่สำคัญล่ะ? -- เราจะรู้ได้ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ -- "ค่านิยม และเป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร?" "เรารักในสิ่งไหน?" "อะไรที่มีความสำคัญ?" "งานชิ้นไหนที่ส่งผลกระทบมากที่สุด?" "งานใดที่ส่งผลกระทบในระยะยาวมากที่สุด?" "ความจำเป็นหรือความอยากได้?" 
หนังสือแนะนำให้ตั้งเป้าหมายและโครงการที่เรียบง่ายขึ้นมา สัก 3 โครงการค่ะ เหตุที่ไม่ใช่เเค่โครงการเดียว ก็เพราะว่า ในการทำงานจริงๆ นั้น อาจจะมีช่วงจังหวะที่โครงการที่หนึ่งต้องรอการตอบกลับ ดังนั้นระหว่างนั่น เราสามารถหยิบโครงการที่สองขึ้นมาทำได้ แต่หากมากกว่า 3 โครงการ ก็จะเยอะเกินไปค่ะ ทำให้เรายุ่งทั้งวัน แต่ทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

- ทำให้เรียบง่ายขึ้น  กำจัดสิ่งเล็กๆ ที่ไม่สำคัญออกไปค่ะ เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เลยคือการจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย มีแต่เฉพาะสิ่งที่จำเป็นสำหรับงานโครงการ ณ ขณะนั้นเท่านั้น งานบางอย่างที่เสียเวลา ไม่สำคัญ หากสามารถมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ ก็จงทำ รู้จักการปฏิเสธว่า "ไม่" กับการร้องขอของเพื่อนร่วมงานให้เราทำบางอย่าง ที่อาจทำให้เราหลุดจากงานเป้าหมายเราได้

- จดจ่อ  จดจ่อกับเป้าหมาย กับปัจจุบันขณะ กับงานที่อยู่ตรงหน้า และอย่าลืมที่มีความคิดเชิงบวกเสมอ ทำงานทีละอย่าง และทำอย่างจดจ่อ ไม่ผละไปทำอย่างอื่นจนกระทั่งงานส่วนนั้นเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน การทำเช่นนี้ จะทำให้เราได้งานที่เสร็จและมีประสิทธิภาพค่ะ เป็นการฝึกสมาธิ เนื่องจากตอนที่เรามีใจจดจ่อกับงานตรงหน้า สมาธิเราจะอยู่ในพะวงของงานที่เรากำลังทำ เราจะไม่สนใจสิ่งรอบตัวจนกระทั่งงานเสร็จ -- เทคนิคนี้ต้องมั่นฝึกฝนอยู่เสมอค่ะ และไม่ต้องหงุดหงิดสิ้นหวังนะคะ หากเราเผลอไผลใจลอยไปบ้าน ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว

- สร้างนิสัย  หัดสร้างนิสัยใหม่ที่เราอยากเป็นค่ะ หนังสือแนะนำให้สร้างนิสัยใหม่แค่ เดือนละหนึ่งอย่าง อย่าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเเบบปฏิวัติ คือเป็นคนใหม่ทั้งหมด เพราะทำได้ไม่กี่วัน คุณจะท้อค่ะ และกลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้น ให้เลือกนิสัยที่อยากเปลี่ยนแปลงขึ้นมาสักนิสัยหนึ่ง เขียนแผนการ ประกาศให้คนอื่นรับรู้ จากนั้นก็รายงานความคืบหน้ารายวัน แล้วก็ฉลองค่ะ เมื่อคุณทำสำเร็จ
ผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง การสร้างนิสัยใหม่ของเขาเอง ในการพยายามเลิกบุหรี่ กินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย -- เป็นนิสัยที่จะทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้นค่ะ
ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มจากนิสัยง่ายๆ ก่อนนะคะ เลือกนิสัยที่วัดผลได้ เช่น ออกกำลังกายวันละ 20 นาที เน้นที่ความเสมอต้นเสมอปลายค่ะ และให้มองโลกในแง่ดีเสมอ เพราะบางวันเราอาจจะขี้เกียจ หรือเคยชินกับนิสัยเก่า ทำให้ไม่อยากทำ มันก็แค่ความล้มเหลวชั่วคราว ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมี -- บางครั้งการเอาชนะนิสัยเดิมๆ ก็เพียงแค่ลุกออกไปเริ่มทำ เท่านั้นเอง -- เล่าจากประสบการณ์ของออยเองนะคะ บางวันออยก็ขี้เกียจออกไปว่ายน้ำออกกำลังกายมาก เเต่เพียงแค่ตัดใจลุก คว้ากระเป๋า เดินออกจากห้อง หลังจากนั้น ทุกอย่างก็จะอัตโนมัติค่ะ 

- เริ่มจากสิ่งเล็กๆ  เริ่มต้นทีละน้อยค่ะ ถึงแม้ว่าวันแรก เราอาจจะฮึด อยากทำเยอะๆ เช่น วันแรกของการออกกำลังกาย เราอาจอยากวิ่งสัก 5 กิโลเมตร ก็ให้หักใจไว้ค่ะ วิ่งสักแค่ 1 กิโลเมตรพอ เพราะหากเราโหมพลังในวันแรก วันถัดไป พลังจะตกค่ะ -- หากจะสร้างนิสัย ให้เริ่มทีละเล็กละน้อยค่ะ เน้นเสมอต้นเสมอปลาย ทำทุกวัน อย่าหยุดติดกันเกินสองวัน 
หรือแม้กระทั่งเป้าหมายชีวิต หรือโครงการของเราก็ดี หากเป็นโครงการใหญ่ ใช้เวลานานกว่าจะบรรลุผล หนังสือเล่มนี้ แนะนำว่า ให้ย่อยงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ ค่ะ แบบที่วัดผลได้ในแต่ละวัน และจากนั้นก็พยายามทำให้เสร็จตามแผนในแต่ละวัน

ลดความเร็วในชีวิตลงค่ะ ดูแลสุขภาพร่างกาย มองโลกในแง่ดีเสมอ ตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป พยายามเน้นทำแต่สิ่งที่เป็นเป้าหมายในชีวิต จดจ่อแต่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนกระทั่งงานเสร็จ และหาเวลาว่างๆ ให้ตัวเอง ในการทบทวนและปรับปรุงโครงการเสมอ -- แค่นี้ ชีวิตก็ง่ายขึ้น แต่งานกลับมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วค่ะ

หนังสือเล่มนี้ เพิ่งออกใหม่ค่ะ ยังน่าจะสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป หรือจะซื้อต่อจากออยก็ได้นะคะ ออยคิดราคา 110 บาทค่ะ (จากราคาปก 170 บาท) ค่าจัดส่งฟรีค่ะ สนใจติดต่อได้ที่ kasibanoy@gmail.com