Thursday, December 11, 2025

The Cinnamon Bun Book Store

 


หนังสือชื่อ  :  The Cinnamon Bun Book Store

ผู้แต่ง  :  Laurie Gilmore

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublisher Ltd


เป็นเล่มที่สองในชุด Dream Harbor Series ค่ะ (แต่ละเล่มอ่านแยกกันได้ค่ะ หรืออ่านก่อนหลังก็ได้ ไม่มีงง) เป็นนิยายรักใสๆ ไม่มีดราม่า ไม่มีมือที่สาม อ่านได้เบาๆ โดยมีฉากหลังเป็นหมู่บ้าน Dream Harbor ที่ตัวละครทุกคนอยู่

เล่มนี้เป็นเรื่องของ Hazel ผู้จัดการร้านหนังสือชื่อ Cinnamon Bun Book Store เป็นร้านหนังสือประจำเมืองแห่งนี้ -- ชีวิตของ Hazel เรียบง่ายมาเสมอ และตอนนี้เธออายุจะเข้าใกล้ 30 แล้ว อารมณ์วิกฤตวัย (ใกล้) กลางคน ทำให้ Hazel รู้สึกว่าอยากทำอะไรตื่นเต้นในชีวิตบ้าง 

ในร้านมีลูกค้าขาประจำ ที่ดูภายนอกไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือ อย่าง Noah แวะมาซื้อหนังสือประจำ เพื่อนๆ ของ Hazel กระซิบบอกเธอว่า Noah กำลังตามจีบเธออยู่ แต่ Hazel ไม่อยากจะเชื่อ --- Noah ทำทัวร์ตกปลาค่ะ เขามีเรือ และนำทัวร์พานักท่องเที่ยวไปตกปลา นอกเวลาล่องเรือ ก็พักอยู่ชั้นบนของผับของ Mac และถ้าว่างก็ลงมาข้างล่างมาช่วยงานเป็นบาร์เทนเดอร์ในผับ

ช่วงเดือนก่อนวันเกิดของ Hazel เธอพบว่า หนังสือที่วางขายในร้าน มีใครบางคนเอาปากกามาไฮไลต์บางประโยคในหนังสือ ทำให้หนังสือเล่มนั้นตีเป็นเสีย ขายไม่ได้ -- Hazel ไม่พอใจ แต่ขณะเดียวกันก็สงสัยในประโยคที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ และเริ่มทำตามที่หนังสือแนะนำ และ Noah ก็บังเอิญรู้เรื่องนี้ และก็ช่วยเธอ

Hazel ขอให้ Noah ช่วยเพราะคิดว่า Noah มีบุคลิกแบบคนไม่มีกังวลอะไร ใช้ชีวิตสบายๆ ไม่คิดลึก คิดมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับเธอ เธออยากเป็นคนแบบนั้นบ้าง และอยากมีชีวิตก่อนถึงวันครบรอบวันเกิดแบบสนุกๆ ลองใช้ชีวิตแบบไร้กังวล ไม่คิดมากดูบ้าง

คนที่ภายนอกดูเหมือนไม่คิดอะไรมากอย่าง Noah จริงๆ แล้วมีเรื่องในใจ Noah มีปมในใจเพราะเขาเรียนไม่จบ ถึงแม้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ระบบการเรียนไม่เหมาะกับเขา เขาไม่สามารถนั่งเรียนในห้องเรียนได้ จนสุดท้ายก็เรียนไม่จบ พอมาทำงานช่วยกิจการของพ่อ พองานที่รับผิดชอบเริ่มมีความซับซ้อนขึ้น เขาก็ไม่สามารถทำได้ ก็เลยออกจากบ้านมา ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง มาอยู่ที่ Dream Harbor -- ดังนั้น Noah จึงมีปมว่า ตนเองไม่ดีพอ ไม่ดีพอสำหรับคนดีๆ อย่าง Hazel ด้วย

เนี่ยแหละค่ะ ต่างคนก็ต่างจีบกันไประหว่างนั้นก็ไม่แน่ใจในอีกฝ่าย Hazel ก็คิดว่า ผู้ชายเป็นพวกสนุกไปเรื่อยๆ คงไม่จริงจังกับยายเฉิ่มอย่างเธอ ส่วน Noah ก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะสม ไม่ดีสำหรับผู้หญิงดีๆ อย่างเธอ

จบแฮปปี้ค่ะ พร้อมเฉลยว่าใครคือบุคคลปริศนาที่มาแอบทำไฮไลต์หนังสือในร้าน

สนุกแบบโลกสวย อ่านสบายๆ 


Saturday, November 22, 2025

ขบวนแห่ศพนักบุญปีเตอร์

 


หนังสือชื่อ  :  ขบวนแห่ศพนักบุญปีเตอร์

ผู้แต่ง  :  มิยาเบะ มิยูกิ

ผู้แปล  :  บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


สนุกมาก เป็นหนังสือที่สืบสวนที่สนุกที่สุดประจำปี 2025 ที่ได้อ่านมาเลยค่ะ ...หน้าปกและชื่อเรื่องจะเขียนว่าเล่ม 1 แต่ในอีบุ๊กคือครบจบในเล่มเดียวค่ะ 

นักบุญปีเตอร์คือ นักบุญหนึ่งในสาวกของพระเยซู ที่ปฏิเสธการเป็นสาวกของพระเยซูตอนที่พระเยซูถูกรุมล้อมและนำไปตรึงไม้กางเขน นักบุญปีเตอร์คงกลัวตาย กลัวความคลั่งของคนที่เขามาเอาตัวพระเยซู จึงปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระเยซูถึงสามครั้ง ...หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนไปแล้ว นักบุญปีเตอร์จึงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความรู้สึกผิด สุดท้ายนักบุญปีเตอร์ก็เสียชีวิตลงด้วยการถูกตรึงไม้กางเขนเช่นเดียวกับพระเยซู (แต่ตรึงแบบกลับหัวลง) 

ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนกระทำลงไป

หนังสือบรรยายตามสายตาของตัวเอกของเรื่อง คือ "ซึงิมูระ ซาบูโร" เป็นลูกเขยมหาเศรษฐี และถูกพ่อตาสั่งให้ลาออกจากงานเก่า มาทำงานเป็นรอง บ.ก. ของนิตยสารภายในของบริษัทพ่อตาเอง 

ซาบูโรและหัวหน้าต้องเดินทางไปสัมภาษณ์อดีตผู้บริหารบริษัทที่บ้านพักตากอากาศสำหรับคนชรา ...ขากลับก็นั่งรถเมล์กลับ ...กลายเป็นว่า หนึ่งในผู้โดยสารรถเมล์ลุกขึ้นมาเป็นโจรจับตัวประกัน 

ตัวประกันมีทั้งหมดหกคนรวมคนขับรถ คนร้ายปล่อยคนขับรถกับคนชราให้ออกไปแจ้งความบอกตำรวจ ดังนั้นในรถเมล์จึงเหลืออยู่ 5 คน รวมทั้งซาบูโรและหัวหน้า

คนร้ายไม่ได้ต้องการเงิน แต่เรียกร้องขอพบคน 3 คน ให้ตำรวจพามาให้ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง 

แน่นอนอยู่แล้วว่า การจับตัวประกันแบบนี้ คนร้ายจบไม่สวย ...ดังนั้นตอนจบคือตัวประกันทุกคนรอด และคนร้ายเสียชีวิต

....แต่เรื่องทั้งหมดไม่จบเพียงเท่านี้ 

หลังเหตุการณ์จี้ตัวประกันบนรถเมล์ กลายเป็นว่า ชีวิตของคนร้ายเป็นปริศนา ไม่มีใครทราบแรงจูงใจของเขา และสามคนที่เขาต้องการพบนั้นเกี่ยวข้องอะไร ต้องการพบเพื่ออะไร

เรื่องมันไม่จบ เพราะจู่ๆ ตัวประกันทุกคนก็ได้รับพัสดุ ภายในซองเป็นเงินจากคนร้าย บอกว่าเป็นค่าทำขวัญ ตัวประกันจึงมารวมตัวกันเพื่อปรึกษาเรื่องนี้ เพราะไม่กี่ชั่วโมงที่ตกเป็นตัวประกัน ทำให้ทุกคนรู้สึกผูกพันกัน ...ในหมู่ตัวประกัน มีบางคนต้องการใช้เงิน ส่วนบางคนไม่ต้องการแตะต้องเงินนี้ และอยากให้แจ้งตำรวจ ในที่สุดเลยตกลงกันว่า เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวก่อน ระหว่างนี้ก็จะสืบหาว่าใครคือคนส่งเงิน และเกี่ยวข้องอะไรกับคนร้าย รวมถึงสืบให้รู้ด้วยว่าคนร้ายมีแรงจูงใจอะไร จึงมาจี้รถเมล์

.

สนุกด้วยสำนวนการเขียน เรื่องที่เดาตอนจบไม่ได้ ซับซ้อน และมีแทรกด้วยชีวิตส่วนตัวของซาบูโรที่ไม่ง่ายเลย กับการเป็นหนูตกถังข้าวสาร ที่ต้องพยายามไม่ใส่ใจกับเสียงคนรอบข้าง และพยายามประคับประคองชีวิตสมรส (ภรรยาที่ไม่เพียงฐานะต่างกัน แต่วิธีคิดของคนเราก็เป็นไปตามฐานะด้วย)

.

อ่านจบเห็นด้วยกับซาบูโรที่ว่า ความชั่วร้ายติดต่อกันได้ ซาบูโรเปรียบเทียบว่าความชั่วเหมือนแหวนเอกธำมรงค์ในเรื่องลอร์ดออฟเดอะริง และเมื่ออยู่ในอำนาจของมัน ชีวิตก็ไม่มีวันสงบอีก 

Wednesday, November 19, 2025

โทคิโอะ


 หนังสือชื่อ  :  โทคิโอะ

ผู้แต่ง  :  ฮิงาชิโนะ เคโงะ

ผู้แปล  :  ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา 

สำนักพิมพ์  :   ไดฟุกุ


เป็นแนวเรื่องข้ามเวลา ลูกชายย้อนเวลากลับมาช่วยทำให้พ่อใช้ชีวิตอยู่ในร่องในรอย 

โทคิโอะ เป็นลูกชายของ "มิยาโมโตะ ทาคุมิ" -- ตัวโทคิโอะป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมที่ชื่อ "โรคเกรโกริอุส" -- เป็นโรคที่ไม่มีอยู่จริงค่ะ ผู้แต่งสมมุติขึ้นมา -- โรคนี้แสดงอาการขึ้นเมื่อโทคิโอะใกล้จบ ม.3 และทำให้เขาต้องนอนติดเตียงอยู่กว่าสามปี อาการมีแต่จะหนักขึ้นหนักขึ้น จนใกล้ถึงวาระสุดท้ายเต็มที

กลายเป็นว่า เมื่อตายไป โทคิโอะได้ย้อนเวลามาในปี 1979 ตอนที่ทาคุมิผู้พ่ออายุ 23 ปี -- ในตอนนั้นทาคุมิเป็นคนสันดานแย่ ไม่เป็นโล้เป็นพาย ทำงานไม่ทน เปลี่ยนงานบ่อย เงินก็ไถแฟนใช้ ทำตัวเอาแต่ใจ ลูกคุณหนู เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มีความฝันเลื่อนลอยว่าจะรวยสักวัน แต่สองมือไม่เคยทำอะไร 

โทคิโอะย้อนเวลามาเจอทาคุมิที่สวนสาธารณะฮานะยะชิกิ และก็ตามติดเขาตั้งแต่นั้น 

ทาคุมิตอนนั้นมีแฟนชื่อ "จิสุรุ" เป็นผู้หญิงดี คอยตามล้างตามเช็ดปัญหาที่ทาคุมิก่อ คอยฝากงานให้ แต่ทาคุมิก็ทำไม่ทน ...จนฟางเส้นสุดท้าย จิสุรุขอร้องให้ทาคุมิไปสมัครงานเป็น รปภ. ทาคุมิรับปาก แต่ไปสายเพราะมัวแต่เล่นปาจิโกะ แถมยังปากเสียทะเลาะกับคนให้สัมภาษณ์ ...พอทาคุมิกลับมาก็พบว่าจิสุรุทิ้งจดหมายลาไว้ให้ดูต่างหน้า เจ้าตัวหายไปเสียแล้ว

แต่ดูเหมือนว่า แฟนใหม่ของจิสุรุ (หรือผู้ชายที่จิสุรุหนีไปด้วยกัน) นั้นได้ก่อเรื่องบางอย่างไว้ ทำให้มาเฟียก็ออกตามหาเช่นกัน โดยมาเฟียข่มขู่ให้ทาคุมิหาแฟนให้เจอ

โทคิโอะอยากให้ทาคุมิไปพบแม่แท้ๆ ที่เขารังเกียจมาโดยตลอด ...ทาคุมิมีปมว่าพ่อแม่ทิ้งค่ะ โดยเขาไม่รู้ว่าพ่อแท้ๆ ของเขาเป็นใคร เขาเกิดมาจากแม่วัยรุ่น ตอนเล็กๆ เขาป่วยบ่อย แม่แท้ๆ ของเขาก็ป่วยทำให้ทำงานหนักไม่ได้ แม่แท้ๆ จึงตัดใจยกเขาให้เป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวที่ไม่มีบุตรคู่หนึ่ง

เมื่อทาคุมิรู้ความจริงเขาจึงรู้สึกโกรธ และไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆ จนกระทั่งแม่แท้ๆ ของเขากำลังป่วยหนัก และขอร้องให้เขามาดูใจเธอเป็นครั้งสุดท้าย ทาคุมิปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ...แต่โทคิโอะตื้อให้เขาไปเจอแม่ เพราะเป็นเส้นทางผ่านไปโอซากะเพื่อตามหาจิสุรุ (ที่คาดว่าไปหาเพื่อนที่นั่น)อยู่แล้ว

----

สนุกนะคะ อาจจะไม่ค่อยอินกับเรื่องย้อนเวลา แต่ผู้เขียนเล่าเรื่องได้สนุก คนแปลก็แปลดีค่ะ มีอธิบายบริบท หรือมุกบางมุกที่ถ้าไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นจะไม่เข้าใจ

เรื่องนี้ทิ้งปมให้ขบคิดเรื่องการมีชีวิต ...อย่างโทคิโอะ ถ้าเขารู้ว่าเขาเกิดมาพร้อมกับโรคทางพันธุกรรมที่รักษาไม่หาย และต้องตายทรมานตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจะโกรธพ่อแม่ของเขาหรือไม่? โดยเฉพาะถ้าเขารู้ว่าพ่อแม่เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะป่วย แต่เลือกที่จะไม่ทำแท้ง กลับปล่อยให้เขาคลอดออกมา

อ่านแล้วชวนให้พิจารณาเรื่องความตาย คนเราตายในที่สุดทุกคนแหละค่ะ แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่รู้ว่าเมื่อไร และวิธีใด การมีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน การสามารถหายใจเข้า-ออกในปัจจุบันขณะ จึงเป็นเรื่องที่ควรขอบคุณแล้ว 


Monday, November 17, 2025

ด้ายแห่งความหวัง

 


หนังสือชื่อ  :  ด้ายแห่งความหวัง

ผู้แต่ง  :  ฮิงาชิโนะ เคโงะ

ผู้แปล  :  บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


สนุกค่ะ ส่วนตัวคิดว่าเป็นนิยายของผู้เขียน "เคโงะ" ที่สนุกรองมาจากเรื่อง "พระอาทิตย์เที่ยงคืน" เลย -- อย่าให้หน้าปกหลอกเราค่ะ หน้าปกดูเศร้าๆ เรื่องตอนบทนำก็เศร้า แต่ถ้าอ่านจนจบจะสรุปได้ว่าเป็นหนังสือที่อบอุ่นหัวใจเล่มหนึ่งเลยทีเดียว

บทนำเกริ่นเรื่องโศกนาฏกรรมของครอบครัวฮิโอมิ ยูกิโนยุ กับเรโกะ ภรรยา ทั้งคู่สูญเสียลูกทั้งสองคนในคราวเดียวกันด้วยเหตุแผ่นดินไหว ทั้งสองสามีภรรยาใจสลาย แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะพยายามมีลูกใหม่อีกครั้ง เหมือนมีลูกใหม่เพื่อทดแทนความสูญเสีย เยียวยาจิตใจของทั้งคู่

จากนั้นหนังสือก็ตัดกลับเข้ายุคปัจจุบัน มีคดีที่ตำรวจอย่าง "มัตสึยิมะ ชูเฮ" ต้องสืบสวน คือคดีฆาตกรรมของหญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านเค้ก ที่พบเสียชีวิตจากการถูกแทง ...เป็นคดีที่ปวดหัวมาก เพราะผู้ตายไม่มีศัตรูที่ไหน เป็นคนดี หย่า และโสด ...ตำรวจมืดแปดด้านในการหาแรงจูงใจกับคดีฆาตกรรมครั้งนี้

ในอีกบท หนังสือก็เล่าถึง "โยชิฮาระ อายาโกะ" ผู้จัดการโรงแรมแบบเรียวกังแห่งหนึ่ง ซึ่งพ่อของเธอกำลังป่วยหนัก และวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาทุกทีๆ พ่อได้ทำพินัยกรรมแบบรับรองอย่างเป็นทางการไว้แล้ว ดังนั้นทนายจึงส่งสำเนาพินัยกรรมนั้นในเธออ่าน (ตามกฎหมายญี่ปุ่นคือ การทำพินัยกรรมแบบนี้ เปิดอ่านก่อนเสียขีวิตได้ คนข้างหลังจะได้เตรียมตัว เพราะพินัยกรรมตัวจริงได้รับการรับรองและลงทะเบียนในศาลแล้ว -- เหมือนของฮอลแลนด์) --- เนื้อหาหนึ่งในพินัยกรรมคือการรับรองบุตร ...บุตรซึ่งอายาโกะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองมีน้องชาย (คนละแม่) และน้องชายที่ว่าคือ "มัตสึยิมะ ชูเฮ" 

ดังนั้นในเล่มนี้ จึงมีสองเรื่องในเล่มเดียวกัน คือ เรื่องไขปริศนาคดีฆาตกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวฮิโอมิ ยูกิโนยุ อย่างคาดไม่ถึง และอีกเรื่องคือเรื่องชาติกำเนิดส่วนตัวของ "มัตสึยิมะ ชูเฮ" 

ความหมายของ "ด้ายแห่งความหวัง" ในหนังสือเล่มนี้ คือสายใยบางๆ ทางสายเลือดที่ผูกพันคนเข้าด้วยกัน ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดู 


Sunday, November 16, 2025

ไซเลนต์ โตเกียว

 


หนังสือชื่อ  :  ไซเลนต์ โตเกียว

ผู้แต่ง  :  ทาเคฮิโกะ ฮาตะ

ผู้แปล  :  เกวลิน ลิขิตวิทยาวุฒิ

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


อ่านแล้วเหมือนดูนิยายแอคชั่นมันๆ เรื่องหนึ่งเลยค่ะ 

.

หนังสือเริ่มด้วยการเล่าถึงตัวละครแต่ละคน ซึ่งดูเหมือนทั้งหมดไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย เช่น 

ฮาซาฮินะ จิน พ่อครัวฝีมือดีทำงานร้านอาหาร แต่เหมือนกำลังหนีใครบางคนหรืออะไรบางอย่าง ทำให้เขาต้องเปลี่ยนงานไปร้านอื่นๆ เรื่อยๆ

อินามิ อายาโนะ ที่มางานปาร์ตี้จับคู่ และได้เจอกับ สุนางะ โมโตกิ โปรแกรมเมอร์ที่ร่ำรวยและสันโดษ

คุรุสุ โคตะ เด็กทำงานเป็นพาร์ทไทม์ในรายการข่าวทีวี 

ยามาอุจิ ไอโกะ แม่บ้านธรรมดาๆ ที่ออกไปช้อปปิ้งซื้อของขวัญให้สามี ..ความซวยเกิดขึ้นเมื่อเธอไปนั่งพักที่ม้านั่งตัวหนึ่ง จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งมาบอกว่า ม้านั่งที่เธอนั่งอยู่นั้นมีระเบิด และถ้าเธอลุกขึ้นมันจะระเบิดทันที และออกคำสั่งให้เธอทำตาม 

.

..พอนักข่าวไปทำข่าว อายาโนะก็เลยสลับในนักข่าวคนหนึ่งนั่งแทน ...แต่เมื่อทีมกู้ระเบิดมาจัดการ ระเบิดก็เกิดระเบิดขึ้น ...แต่โชคดีเป็นระเบิดที่มีแต่เสียง ไม่มีดินระเบิด ...ส่วนไอโกะก็ลากโคตะหนีออกจากที่เกิดเหตุตามคำสั่งของคนราย

คนร้ายขู่ว่าจะมีการวางระเบิดอีก มีการระบุวันและเวลา พร้อมทั้งประกาศว่านี่คือสงคราม คนร้ายเรียกร้องขอคุยกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

.

ตำรวจพบว่า ระเบิดที่คนร้ายวางนั้น สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ ...แต่ดูเหมือนตำรวจไม่ค่อยเชื่อว่าคนร้ายจะทำตามคำขู่ จะวางระเบิดอีก แต่ก็ไม่ประมาท ส่วนนายกฯ ก็ปฏิเสธข้อเสนอขอพบของคนร้าย

คนร้ายขู่ว่าจะวางระเบิดที่รูปปั้นฮาจิโก ตำรวจเลยต้องปิดสถานที่และค้นหาระเบิด แต่ประชาชนก็สนใจ มามุงดู มาถ่ายรูปจนที่ตรงนั้นคึกคักกว่าทุกวัน (เลยเห็นได้ชัดว่า ตำรวจไม่ได้ซีเรียสว่าคนร้ายจะลงมือจริงๆ)

กลายเป็นว่า ระเบิดเกิดขึ้นจริง มีคนตายเยอะมาก 

.

คนร้ายขู่ว่าจะวางระเบิดอีกครั้ง แต่รอบนี้ไม่บอกสถานที่ บอกเพียงว่าเป็นที่ใดที่หนึ่งในโตเกียว

.

ความสนุกนอกจากการหาว่าใครคือคนร้ายแล้ว ยังคือการหาความเชื่อมโยงของตัวละครแต่ละตัว ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันเลย 




Friday, November 14, 2025

ยืมชื่อฆ่า

 


หนังสือชื่อ  :  ยืมชื่อฆ่า

ผู้แต่ง  :  ชิโมมุระ อัตสึชิ

ผู้แปล  :  ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


เป็นนิยายที่อึดอัดที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลยค่ะ ...คือด้วยการอ่านหนังสือ เราไม่เห็นหน้าตัวละคร เราจะจำแนกตัวละครแต่ละคนด้วยชื่อ ...แต่เล่มนี้ ตัวละครทุกคนมีชื่อเดียวกัน คือ "โอยามะ มาซาโนริ" แถมมีคนชื่อนี้ 9-10 คนในเล่มด้วย อีกทั้งตอนผู้แต่งเล่าย้อนอดีตก็ไม่ได้บอกว่านี่คือส่วนที่ย้อนอดีต 

ถึงแม้จะอ่านไปงงไป อึดอัดจนอ่านๆ วางๆ แต่ก็อ่านจนจบค่ะ เพราะเทไม่ลง เพราะอยากรู้ว่าใครกันแน่คือคนร้าย 

เรื่องเริ่มจากมีคดีฆาตกรรมเด็กหญิงมานามิจัง อายุ 6 ขวบ คนร้ายลงมืออย่างโหดเหี้ยม ในยุคที่ไม่มีการเซ็นเซอร์ภาพศพ ทำให้ภาพหลุดไปออนไลน์ และคนญี่ปุ่นมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้มาก ...จนในที่สุดตำรวจก็สามารถจับฆาตกรได้ ...แต่ฆาตกรเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี จึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อและหน้าตาได้ ทำให้ประชาชนยิ่งโกรธแค้น เพราะเยาวชนที่โหดเหี้ยมเช่นนี้คงติดคุกไม่นาน จึงมีการเรียกร้องให้เปิดเผยชื่อของคนร้าย

...และในที่สุด ชื่อของคนร้ายคดีนี้ก็หลุดออกมา นั่นคือชื่อ "โอยามะ มาซาโนริ" แต่ไม่มีภาพคนร้าย มีแต่ชือ ...ผลก็คือ คนที่ชื่อเหมือนคนร้ายและยิ่งอายุใกล้กันกลายเป็นซวยไปเลย ชีวิตตกอับ เขวไปเลย

เช่น โอยามะ มาซาโนริ ที่เป็นนักฟุตบอลดาวรุ่ง ก็ถูกหลุดจากทีมคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ...เขาคิดว่าสาเหตุน่าจะเป็นเพราะชื่อของเขา

หรือ โอยามะ มาซาโนริ ที่เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ร้านสะดวกซื้อ ก็โดนเพื่อนร่วมงานเมิน 

...และเมื่อวลาผ่านไป คนร้ายติดคุก คนก็เริ่มเลือนๆ ชื่อ "โอยามะ มาซาโนริ" ไปแล้ว 

เจ็ดปีต่อมา เมื่อคนร้ายพ้นโทษ พ่อของเหยื่อที่คับแค้นใจ ก็บุกไปทำร้าย จนกลายเป็นข่าว ทำให้ชื่อของ "โอยามะ มาซาโนริ" กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง

คนที่ชื่อ "โอยามะ มาซาโนริ" เหมือนกัน จึงรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม เลยรวมกลุ่มกันขึ้นเป็น "ชมรมเหยื่อชื่อ-สกุลเดียวกัน โอยามะ มาซาโนริ" มีสมาชิกตอนก่อตั้ง 9 คน ทั้งหมดชื่อ โอยามะ มาซาโนริ ...พอตอนนี้หนังสือจะแยก โอยามะ มาซาโนริ แต่ละคนด้วยรูปร่างหน้าตา หรืออดีต เช่น โอยามะ มาซาโนริคนตาเล็ก โอยามะ มาซาโนริจมูกชมพู่ โอยามะ มาซาโนริอดีตนักฟุตบอล โอยามะ มาซาโนริผมน้ำตาล เป็นต้น

...เริ่มต้นชมรมก็เหมือนมารวมกลุ่มกันปรับทุกข์จากการมีชื่อซ้ำกับฆาตกร ...ไปๆ มาๆ ก็มีการหา โอยามะ มาซาโนริ ที่เป็นฆาตกร เพราะคิดว่า ถ้าเปิดเผยหน้าตาของฆาตกรได้ ชีวิตพวกเขาก็จะได้สงบสักที (สมัยตอนเกิดเหตุเปิดไม่ได้เพราะยังเป็นเยาวชน แต่ตอนนี้เปิดได้แล้ว)

...แต่ถ้าหนึ่งใน โอยามะ มาซาโนริ นั่นคือฆาตกรตัวจริงล่ะ?

.

สนุกค่ะ (แต่อึดอัด) ให้แง่คิดด้วย เรื่องการล่าแม่มด ...สำหรับสถานการณ์ในหนังสือ เป็นสังคมญี่ปุ่น แต่ถ้าบริบทเปลี่ยนเป็นประเทศไทยคงไม่ใช่ปัญหา เพราะการเปลี่ยนชื่อทำได้ง่าย 

Tuesday, November 11, 2025

ฆาตกรรมเหนือเมฆ

 


หนังสือชื่อ  :  ฆาตกรรมเหนือเมฆ

ผู้แต่ง  :  ฮิงาชิโนะ เคโงะ

ผู้แปล  :  ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


นิยายนักสืบเบาๆ ค่ะ ที่ว่าเหนือเมฆก็เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นแอร์โฮสเตสทำงานบนเครื่องบิน สายการบิน NJA สายการบินในประเทศญี่ปุ่น ก็เลยเป็นที่มาของชื่อเหนือเมฆ แต่ไม่มีการฆาตกรรมบนเครื่องบินอะไรหรอกนะคะ มักจะเป็นเหตุเกิดเมื่อแลนด์บนพื้นดินแล้ว

ตัวเอกของเรื่องคือ Aโกะ กับ Bโกะ เป็นแอร์โฮสเตสทั้งคู่ ไม่ใช่พี่น้องกัน บุคลิก รูปร่างหน้าตาก็ต่างกัน แต่ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน 

ในหนังสือจะมีคดีต่างๆ เกิดขึ้นที่ให้คนทั้งคู่ต้องใช้ความสังเกตในการแก้ปัญหา (แล้วแจ้งตำรวจให้มาจับคนร้าย) 

ส่วนตัวคิดว่า ตอนที่สนุกที่สุดคือตอน "โปรดตรวจสัมภาระของท่าน" ซึ่งเป็นตอนที่ไม่มีการฆาตกรรมใดๆ เกิดขึ้นเลยค่ะ มีแต่ปริศนา -- คือสายการบินที่ทั้งสอง A B โกะทำงาน  ได้จัดกิจกรรมเที่ยวบินเบบี้ทัวร์ มีการจัดทัวร์พ่อแม่ลูกอ่อนไปเที่ยวเป็นเที่ยวบินพิเศษ ในเที่ยวบินนั้นมีเด็กทารกในเที่ยวบินทั้งหมด 26 คน ซึ่ง B โกะได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้โดยสารครอบครัวเด็กๆ เหล่านี้ -- ขาไปไม่มีปัญหาค่ะ แต่ขากลับโตเกียว ตอนที่ผู้โดยสารทุกคนลงจากเครื่องหมดแล้ว และแอร์โฮสเตสต้องตรวจสอบความเรียบร้อยภายในเครื่อง --- กลับปรากฎว่า มีเด็กทารกถูกทิ้งอยู่!

ทารกมาจากไหน? มาได้อย่างไร? ในเมื่อแม่ๆ ทุกคนที่พาลูกเดินทางมาในเบบี้ทัวร์ไม่มีใครที่ลูกตัวเองหายไป 

เราอ่านเป็น e-book และหนังสือมีการพิมพ์ผิดพลาดนิดหน่อย คือซ้ำทั้งเล่ม กลายเป็นเหมือนมีหนังสือสองเล่มในเล่มเดียว แต่ไม่มีอะไรเสียหายค่ะ แค่อ่านถึงครึ่งเล่มก็จบวางได้ เพราะอีกครึ่งคือวนบทซ้ำกลับมาหน้าแรกใหม่ 


Monday, November 10, 2025

The Ginger Bread Bakery

 


หนังสือชื่อ  :  The Ginger Bread Bakery

ผู้แต่ง  :  Laurie Gilmore

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers Ltd


เป็นซีรี่ย์อยู่ในชุด Dream Harbor ค่ะ แต่อ่านแยก อ่านสลับกันได้นะคะ นิยายรักอ่ะ ไม่มีงงหรอกค่ะ

ในเรื่องเป็นคู่ของ Annie เจ้าของร้านเบเกอรี่ กับ Mac เจ้าของผับประจำเมืองค่ะ ในเล่มอื่นๆ เราจะเห็นว่ามีฉากที่ทั้งคู่ทะเลาะกันเสมอๆ เหมือนไม่ว่า Mac จะทำอะไร Annie ก็ไม่ถูกใจไปซะทุกอย่าง เห็นได้ชัดว่าคู่นี้มีความหลังกัน

แล้วก็จริงๆ ด้วยค่ะ ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่ใช่เพื่อนกัน เพราะ Annie ขุ่นใจที่ Mac ชอบแกล้ง Logan (Mac เป็นหนุ่มฮอต และขี้แกล้ง) Annie จึงทำตัวเหมือนแม่แมวคอยปกป้อง Logan ดังนั้นทุกครั้งที่ Annie เจอหน้า Mac ก็จะทำหน้าเหม็นเบื่อไม่อยากเจอ ทำให้ Logan งงว่าเขาไปทำอะไรให้ หนุ่มนักกีฬาฮอตอย่างเขามีแต่สาวๆ รุมตอม ...ยกเว้นก็แต่ Annie

จนถึงตอนเรียนจบมัธยม (อายุ 19 ปี) ในขณะที่เพื่อนทุกคนมีเหตุให้ออกนอกเมือง ในเมืองช่วงคริสมาสต์เหลือแต่ Annie กับ Mac ต่างคนต่างไม่มีเพื่อนแฮงค์เอ้า ทั้งคู่ก็เลยคืนดีกันชั่วคราว 

Annie เลยได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้ว Mac นิสัยน่ารัก ขี่เล่น และเมื่อ Mac รู้ว่าอะไรในตัวเขาที่ทำให้ Annie ไม่พอใจมาตลอด เขาก็รีบส่งข้อความไปขอโทษ Logan ทันที ...ส่วน Mac ก็ได้รู้ว่า Annie มีความมุ่งมั่น ทั้งคู่ต่างเรียนรู้ความฝันของกันและกัน Mac ตั้งใจจะขอพ่อแม่ออกจากบ้านไปท่องเที่ยวทั่วอเมริกา เพราะตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ในขณะที่ Annie รู้ความต้องการของตนเองชัดเจนที่จะเปิดร้านเบเกอรี่ของตัวเอง

ทั้งคู่ตกหลุมรักกันในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนคริสมาสต์ ...ก่อนที่ Mac จะออกจากเมืองไปท่องโลก และ Mac สัญญาว่าจะกลับมาหาเธอ

....มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และ Mac ไม่กลับมาหา Annie อีกเลย (Mac จากเมืองไป 8 ปี มีกลับมาเยี่ยมแม่บ้าง แต่ไม่ได้เจอ Annie เลย) จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อน Mac กลับมารับช่วงต่อกิจการผับจากพ่อ และ Annie ก็ไม่ให้อภัยสิ่งที่ Mac ทำต่อเธอตั้งแต่นั้นมา

เห็นได้ในทุกเล่มของซีรี่ย์นี้ว่า Mac พยายามแหย่ ตอแย Annie ...เล่มนี้จึงมาเฉลยว่า เกิดอะไรขึ้นในอดีต และในขณะเดียวกัน ในเล่มนี้ก็เป็นเรื่องการตรียมจัดงานแต่งงานของ Logan กับ Jeannie (พระเอกกับนางเอกในเล่ม The Pumpkin Spice Cafe) โดยมี Annie และ Mac เป็นหนึ่งในเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว จึงเป็นเวลาที่ทั้งคู่ต้องใกล้ชิดกัน และต้องทำตัวดีๆ อย่าให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวลำบากใจ ...เลยเป็นโอกาสอันดีที่ Mac จะงอนง้อ และขอโอกาสครั้งที่สองค่ะ

 

Thursday, November 6, 2025

A Cinnamon Falls Mystery

 


หนังสือชื่อ  :  A Cinnamon Falls Mystery

ผู้แต่ง  :  R.L. Killmore

สำนักพิมพ์  :  Simon & Schuster UK Ltd, 2025


เป็นนิยายออกแนว romantic-crime ค่ะ แบบเน้นโรแมนติก เหตุเกิดในเมืองชื่อ "Cinnamon Falls" อยู่ในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

เรื่องเริ่มด้วย Nia หอบผ้าหอบผ่อน และจิตใจที่บอบช้ำ กลับบ้านเกิดที่ Cinnamon Falls หลังจากไปเรียน และทำงานอยู่ที่เมืองใหญ่แอตแลนต้าเสียหลายปี ก่อนไปถึงขั้นสาบานว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีก ... แต่หลังจากเมียของคู่หมั้นมาเคาะประตูบ้าน Nia จึงได้รู้ว่าตัวเองเป็นน้อยโดยไม่รู้ตัว คู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกันนั้น จริงๆ แล้วมีเมียมีลูกอยู่แล้ว ... Nia จึงหอบผ้าผ่อนออกจากอพาร์ทเมนต์ที่เคยเป็นรังรักโดยไม่อยู่รอเคลียร์กับคนหลอกลวง

.

มาแค่คืนเดียวก็เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นค่ะ คนที่ตายคือ Rosie เจ้าของร้านอาหารที่เป็นที่รักของทุกคนในเมือง Nia เพิ่งไปกินมื้อเย็นกับเพื่อนๆ ที่ร้านของ Rosie ในคืนก่อนเกิดเหตุ และ Nia สัญญาว่าจะแวะมาหา Rosie ในวันรุ่งขึ้น ...แต่กลายเป็นว่า Rosie ถูกฆาตกรรมในคืนวันนั้นเอง บนศพมีกระดาษเขียนข้อความไว้ว่า "ใครจะเป็นรายต่อไป" ชวนให้ระแวงว่าเมืองอันเงียบสงบนี้กำลังเผชิญกับฆาตกรต่อเนื่อง!

Rosie นั้นเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของ Nia ค่ะ

และ Rosie ก็เป็นแม่ของ Sienna เพื่อนสนิทของ Nia ตอนสมัยเรียนมัธยมที่นี่ด้วยกัน ...แต่ Sienna เสียชีวิตแล้ว สันนิษฐานว่าฆ่าตัวตาย Sienna กระโดดน้ำเสียชีวิตในคืนวันเรียนจบมัธยม โดยไม่มีใครทราบสาเหตุแม้แต่ Nia เพื่อนสนิท หรือ Rosie ผู้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ว่าทำไม อะไรเป็นเหตุให้ Sienna จบชีวิตตัวเอง

ส่วนพระเอกของเรื่องคือ Jesse เป็นแฟนเก่านางเอก Nia ค่ะ แฟนเก่าสมัยมัธยม ..แต่พอ Sienna เสียชีวิต Nia เสียใจมากจนไม่อยากอยู่ที่เมืองนี้อีกต่อไป เลยทิ้งทุกคน ทิ้งอดีต เดินทางออกไปผจญภัยในเมืองใหญ่ตามลำพัง

Jesse ตอนนี้ปลดประจำการทหาร และเพิ่งรับงานเป็นตำรวจในเมืองนี้

หนังสือก็เล่าถึงการหาเงื่อนงำของคดี และไฟเก่าที่สปาร์คขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างรู้สึกว่าต่างยังไม่เคยลืมรักแรกของกันและกัน แต่หกปีที่แยกกัน ไม่ได้ติดต่อกันเลยทำให้มีช่องว่างขวางอยู่ มีหลายอย่างที่รอการปรับความเข้าใจ ในขณะเดียวกัน ต่างก็หาว่าใครคือคนร้ายที่สังหาร Rosie

ช่วงแรกๆ ต่างกันต่างสอบสวนตามแนวของตัวเองค่ะ Nia แอบเข้าร้านของ Rosie และขโมยเอกสารขันสูตรศพของ Nia มาโดยบังเอิญ ในขณะที่ Jesse ก็ทำหน้าที่ตำรวจของตนเองไป ...แต่สุดท้าย Jesse ถูกกีดกันออกจากคดีนี้ เนื่องจากตำรวจมองว่าเขามีความผูกพันกับเมืองนี้มากเกินไป อาจทำให้วิจารญาณในการทำคดีไม่เป็นกลางพอ อีกทั้งเขาเป็นตำรวจใหม่ด้วยค่ะ

จนในที่สุด ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้ ก่อนวันงานเทศกาลประจำปี ...แต่ Jesse ไม่เชื่อว่านี่คือผู้ร้ายตัวจริง เขาจึงแอบสืบคดีด้วยตนเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากบุคลากรในสถานีตำรวจที่มีพื้นเพเป็นคนในเมืองนี้

.

หนังสือเน้นเรื่องราวโรแมนติกมากกว่าการสืบคดี แบบพ่อแง่แม่งอน (แต่ไม่มี NC นะ ก็เพราะมัวแต่งอนไปมาอยู่) ...เหมือนเป็นนิยายรัก แต่มีการฆาตกรรมเป็นแบล็กกราวน์ให้พระเอกนางเอกได้ทำงานร่วมกันและปรับความเข้าใจกัน ...สนุกดีค่ะ อ่านได้เรื่อยๆ

 

Monday, November 3, 2025

จิตกาธาน

 


หนังสือชื่อ  :  จิตกาธาน

ผู้แต่ง  :  สรจักร

สำนักพิมพ์  : แพรวสำนักพิมพ์


คำเตือน : มีฉากความรุนแรงในครอบครัว พ่อข่มขืนลูก (แต่ไม่ใช่แกนหลักของเนื้อหาในหนังสือ)

จิตกาธาน อ่านว่า จิด-ตะ-กา-ทาน แปลว่า เชิงตะกอน คำนี้ใช้กับเจ้านาย ... แต่ในหนังสือไม่มีใครเป็นระดับเจ้านายชั้นที่ต้องใช้คำนี้ค่ะ แต่หนังสือต้องการสื่อว่า ในที่สุดเราทุกคนก็ใช้ชีวิตมุ่งสู่เชิงตะกอนทุกคน สิ่งสำคัญระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ทำอะไรเพื่อจารึกหรือไม่

ตัวเอกของเรื่องชื่อ "จรดทราย" นักศึกษามหาวิทยาลัย ฝึกงานในมูลนิธิคุ้มครองเด็กและสตรี จรดทรายเป็นลูกคุณหนู แต่บ้านแตก เนื่องจากพ่อแม่รับไม่ได้ที่ตนเองให้กำเนิดลูกชาย ซึ่งคือ "ภูผา" พี่ชายของจรดทราย ที่เป็นออทิสติก มีปัญหาในการสื่อสาร 

จรดทรายค้นพบความไม่ชอบมาพากล หลังจากน้องที่เธอดูแลอยู่ฆ่าตัวตาย เธอไม่เชื่อ เธอจึงหาทางสืบว่าเกิดอะไรขึ้น 

ในขณะเดียวกัน "ธรินทร์" ตำรวจ สน. ดอนเมือง เจ้าของคดีก็พบกับความไม่ชอบมาพากลของการมีการฆ่าตัวตายถี่ๆ ในท้องที่ดอนเมือง ถี่เกินไป บ่อยเกินกว่าพื้นที่อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

จรดทรายขอคำปรึกษาจากเพื่อนออนไลน์ "พราวพรรณ" ซึ่งเธอได้รวบรวมข้อมูลและแม็ปพื้นที่ที่เกิดเหตุกับแผนที่ ปรากฎว่าสามารถลากสถานที่เกิดเหตุคนฆ่าตัวตายได้เป็นรูปดาว! ถึงแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดปกติ เป็นฝีมือของมนุษย์มากกว่าจะเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ...แต่ปัญหาคือใคร และพวกเขาทำได้อย่างไร เนื่องจากทุกเคส มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้ตายเจตนาฆ่าตัวตายชัดเจน

นิยายเขียนมาหลายปี (พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2542) ดังนั้นประเด็นที่นักเขียนต้องการสอดแทรกลงในนิยาย เช่น ประเด็นเรื่องสิทธิสตรี ประเด็นไม่ได้ล้าสมัย แต่วิธีคิดล้าสมัย และเราได้ข้ามผ่านสิ่งที่ถกเถียงกันในเวลานั้นมาแล้ว ตอนนี้มีประเด็นเรื่องสิทธิสตรีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย 

แต่ประเด็นที่ยังไม่ล้าสมัยในนิยายและยังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ในสังคมไทย ก็คือ "คนดีตรวจสอบไม่ได้" -- เพราะท่านเป็นคนดี ไม่ต้องมาตั้งข้อสงสัย ใช้ความอาวุโส บารมี ทำท่าโกรธเคืองบ่ายเบี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ...ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ยี่สิบปีผ่านไป เหตุการณ์ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในบทต้นๆ ของหนังสือ เป็นฉากในห้องพิจารณาคดีพ่อข่มขืนลูก และมีการให้เหยื่อ (ลูก) ที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ เผชิญหน้ากับผู้ข่มขืน (พ่อแท้ๆ) และให้ทนายฝ่ายจำเลยซักฟอกเหยื่อ -- การกระทำแบบนี้ เหมือนเหยื่อถูกข่มขืนซ้ำอีกรอบต่อหน้าคนแปลกหน้าหลายคน -- ในหนังสือตำหนิทนายจำเลยว่าไม่มีมโนธรรม ... อ่านแล้ว ....คือ ทำไมไม่ตำหนิ "ระบบยุติธรรม" ทำไมจึงตำหนิคนที่ทำหน้าที่ของตน ทนายจำเลยก็ทำหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ทำได้ และเขาก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ กฎหมายต่างหากที่เปิดช่องให้เกิดการทำเช่นนี้ได้ 

มิน่าล่ะ ตอนคนดีโดนตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการ หรือฝ่ายค้าน สังคมก็พากันตำหนิคนตรวจสอบ ทั้งที่เขาก็ทำหน้าที่ของเขา ทำไมเราต้องตำหนิคนที่ทำหน้าที่ของตน? 


Sunday, November 2, 2025

ฆาตกรรมในตระกูลอินุงามิ

 


หนังสือชื่อ  :  ฆาตกรรมในตระกูลอินุงามิ

ผู้แต่ง  :  โยโคมิโซะ เซชิ

ผู้แปล  :  ทินภาส พาหะนิชย์

สำนักพิมพ์  :  Prism


เป็นหนังสือหนี่งในชุดนักสืบคินดะอิจิ เนื้อเรื่องเป็นเหตุการณ์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จริงๆ เป็นหนังสือเก่าที่ทางสำนักพิมพ์นำมาแปลเป็นไทย ภาษาที่ใช้แปลเป็นไทยจึงเป็นภาษาไทยปัจจุบัน อ่านไม่งงค่ะ

ตัวละครเยอะ ชื่อญี่ปุ่นดูคล้ายๆ กันไปหมด ทำให้จำยาก แต่หนังสือมีแผนภาพเครือญาติให้ค่ะ ช่วยได้เยอะเลย ตัวละครที่เยอะแต่ออกมาตั้งแต่ต้น ทำให้ค่อยๆ จำได้ว่าใครเป็นใคร เนื้อเรื่องสนุก เดาคนร้ายไม่ถูก 

ตามชื่อเลยว่าเป็นเรื่องของคนในตระกูลอินุงามิ หัวหน้าตระกูลคือ คุณปู่ซาเฮ เป็นผู้ก่อตั้งและบุกเบิกกิจการผ้าไหมดิบจนร่ำรวย เป็นที่รู้จักในเมืองนาซึ 

ประวัติของซาเฮคือ สมัยวัยรุ่นเขายากจน ร่อนเร่พเนจร จนได้รับความช่วยเหลือจากพระชื่อ โนโนมิยะ ไดนิ พระในญี่ปุ่นสามารถแต่งงานมีลูกได้ พระท่านนี้แต่งงานแล้วกับภรรยาอายุน้อยกว่ามาก ...พอพระช่วยเหลือซาเฮ ว่ากันว่าซาเฮเป็นหนุ่มรูปงาม จนเมียของพระระแวงและทะเลาะกัน จนหนีกลับบ้าน ...แต่ต่อมาก็ปรับความเข้าใจกันได้ จนกระทั่งพระและภรรยามีลูกสาวหนึ่งคน ...ต่อมาลูกสาวคนนี้แต่งงาน และก็ให้กำเนิดลูกสาวชื่อ "ทามาโยะ" -- ทามาโยะอาภัพ พ่อแม่ตายหมด จึงต้องมาอยู่ในความดูแลของซาเฮ 

ส่วนซาเฮก็ทำธุรกิจจนรุ่งเรือง ชีวิตส่วนตัวมีเมียน้อย 3 คนแต่ไม่ยกคนใดเป็นเมียหลวง ปล่อยให้พวกเมียๆ ตบกันจนตายจากกันไป เมียทั้งสามมีลูกสาวอย่างละคน คือ มัตสึโกะ ทาเคโกะ อูเมโกะ ทั้งสามคนนี้คนละแม่ ร้ายทั้งหมด และพ่อซาเฮก็ไม่ได้ใส่ใจพวกเธอ 

ลูกสาวทั้งสามของซาเฮแต่งงาน และมีลูกชายอย่างละคน ยกเว้นทาเคโกะมีลูกชายและลูกสาว

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเป็นรุ่นหลานค่ะ คือเมื่อซาเฮตาย พินัยกรรมของเขาก็เขียนแปลกๆ คือไม่ยกอะไรให้ลูกสาวตัวเองเลย แต่ยกให้ทามาโยะหลานนอกไส้แบบมีเงื่อนไขว่า ทามาโยะต้องเลือกแต่งงานกับหลานชายคนใดของเขาจึงจะได้มรดก ถ้าทามาโยะไม่เอาก็ยกให้ชายลึกลับคนหนึ่งที่ชื่อ ซิซูมะ

นักสืบคินดะอิจิ โคสุเกะ อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเนื่องจากเขาได้รับการขอความช่วยเหลือจากทนายในสำนักงานกฎหมาย แต่ยังไม่ทันได้เจอกัน ระหว่างที่คุณทนายรอพบคินดะอิจิในห้องพักของเขาในโรงแรม เขาก็เสียชีวิตเสียก่อนด้วยยาพิษ!

เรื่องมันเริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อพินัยกรรมถูกเปิดอ่าน ก่อนหน้าการเปิดพินัยกรรม ทามาโยะโดนลอบทำร้ายหลายครั้ง แต่หลังวันเปิดพินัยกรรม คนร้ายมุ่งจะสังหารทายาทหลานๆ ของซาเฮแทน เว้นชีวิตทามาโยะ

ฉากการพบศพก็สยดสยอง และเกี่ยวพันกับคำสาปแช่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน 

สนุกค่ะ แต่รู้สึกทะแม่งๆ ตรงพินัยกรรมกับความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้ คือซาเฮต้องการให้ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกัน มันเลือดชิดนะ ทุกคนมีปู่คนเดียวกัน ...คงคิดว่าเรือล่มในหนองทองจะไปไหน เข้าใจว่าสมัยนั้นคงไม่ซีเรียสเรื่องนี้มั่ง

Saturday, November 1, 2025

ศพใต้เตียง

 


หนังสือชื่อ  :  ศพใต้เตียง

ผู้แต่ง  :  สรจักร

สำนักพิมพ์  :  ปริซึม


เป็นเรื่องสั้น แบบสยอง จบแบบหักมุมค่ะ ในเล่มมีทั้งหมด 19 เรื่องด้วยกัน อ่านสนุกค่ะ ที่เหนือกว่าการจบหักมุมคือการจบแบบปลายเปิดที่ชวนให้เราคิดต่อว่า แล้วต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงต่อ?

บางเรื่องก็ชวนให้รู้สึกเวทนา อย่างเรื่อง "กุญแจดอกนั้น" 

บางเรื่องก็ชวนให้คิดว่าความจนมันน่ากลัว ให้เตือนตัวเองว่า คนจนคือคนที่ต้องระมัดระวังตัวให้มาก อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น อย่างเช่นเรื่อง "คนดีตายหมดแล้ว" หรือ "พลเมืองดี" 

บางเรื่องก็เป็นเรื่องตลกร้าย ตลกแบบเสียดสี เช่นเรื่อง "พะยูน" เล่าถึงชายที่ลักลอบล่าพะยูนขาย และกำลังปวดหัวกับการรับลูกจ้างคนใหม่ หรืออย่างเรื่อง "จ้างฆ่า" ลูกคนรวยที่หลังจากพ่อตาย กิจการก็โดนน้าชายยึดอำนาจ ตัวเขาที่ทำอะไรไม่เป็นเลย จึงต้องการจ้างมือปืนมาฆ่าน้าชายตัวเอง เพื่อฮุบกิจการคืน หรือเรื่อง "ศพใต้เตียง" ชายที่พลั้งมือบีบคอแฟนสาวตาย เลยต้องการอำพรางศพ ด้วยการซ่อนไว้ใต้เตียงชั่วคราว ก่อนที่โยนลงทิ้งทางหน้าต่าง

ที่ชอบสุดคือเรื่อง "นักเลงตัวจริง" เป็นเรื่องของสุฮวง เด็กมัธยม ความที่อ้วนมาก เพราะกินมาก เพราะเครียด พอเครียดก็กิน กินแล้วอ้วน อ้วนแล้วเครียด วนไป ...สุฮวงต้องย้ายโรงเรียนเพราะโรงเรียนเก่าโดนบูลลี่ มาโรงเรียนใหม่ก็ไม่พ้นโดนแกล้งเช่นกัน หัวโจกที่แกล้งคือนังพัชรี ...ถูกใส่ร้ายจนสุฮวงต้องเข้าห้องปกครอง สุฮวงไม่ตอบโต้ อดทนๆ (เพราะถ้าโกรธมากๆ หมอบอกว่าคนอ้วนให้ระวังเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาตได้)...จนกระทั่งโดนแกล้งเรื่องกิน ...อย่าไปยอม

ฆาตกรรมมนุษย์กบกับศพปริศนา

 


หนังสือชื่อ  :  ฆาตกรรมมนุษย์กบกับศพปริศนา

ผู้แต่ง  :  ชิจิริ นากายามะ

ผู้แปล  :  ทินภาส พาหะนิชย์

สำนักพิมพ์  :  Prism


คำเตือน : มีฉากบรรยายเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก พ่อข่มขืนลูก

เหตุเกิดที่อำเภอฮันโน จังหวัดชิซูโอกะ มีคนเจอศพผู้หญิงเปลือยที่ปากแขวนอยู่บนตะขอ ห้อยต่องแต่งอยู่บนชั้น 13 บนแมนชั่น (เกือบ) ร้างแห่งหนึ่ง ฆาตกรไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ มีแค่จดหมายเขียนกลอนด้วยลายมือเด็กๆ เป็นกลอนเกี่ยวกับ "กบ" เปรียบเหยื่อว่าเป็นกบ

อีกไม่กี่วันถัดมา ยังจับคนร้ายไม่ได้ ก็มีเหยื่อเพิ่มมาอีก ศพถูกซ่อนในช่องเก็บสัมภาระท้ายรถที่สุสานรถ วันรุ่งขึ้นรถนั้นก็ถูกอัดบีบให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ เลือดทะลัก พนักงานจึงเห็น และเรียกตำรวจ และเจอจดหมายเขียนกลอนเกี่ยวกับ "กบ" ที่ศพ จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าคนร้ายเป็นคนเดียวกัน ...ตำรวจกำลังเจอกับฆาตกรต่อเนื่อง

เหยื่อทั้งคู่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย อยู่อำเภอเดียวกันแต่ต่างตำบล เหยื่อคนแรกเป็นผู้หญิงโสด คนที่สองเป็นชายชรา ...ตำรวจกำลังมืดแปดด้าน แต่เริ่มเห็นรูปแบบการฆ่าว่าสยดสยองเกินมนุษย์ปกติ ฆาตกรมีความเป็นเด็ก ดังนั้นตำรวจจึงมุ่งไปที่อดีตอาชญากรที่เคยก่อคดี แต่ไม่ต้องจำคุกเพราะศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางจิต และเป็นผู้เยาว์ จึงส่งไปบำบัดแทน พอบำบัดเสร็จแล้วก็ปล่อยให้ใช้ชีวิตในสังคม เรียกกฎหมายตัวนี้ว่า มาตรา 39

แต่การจะเอารายชื่ออดีตอาชญากรเด็กเหล่านี้ ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เนื่องจากติดเรื่องกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล จะไปเอาจากแพทย์ แพทย์ก็ไม่ให้เพราะติดเรื่องจรรยาบรรณ

ต่อมาก็มีการฆาตกรรมโดยฆาตกรคนเดิมอีก คราวนี้เหยื่อเป็นเด็ก ...สถานการณ์ในอำเภอฮันโนจึงตึงเครียด ชาวบ้านกดดันและตำหนิให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้ 

พระเอกของหนังสือเล่มนี้คือตำรวจชื่อ โคเตงาวะ คาสุยะ หนังสือค่อยๆ เล่าพัฒนาการ ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของตำรวจจบใหม่คนนี้ผ่านประสบการณ์การตามล่าฆาตกร

สนุก สยอง หักมุม แต่ปิดทุกปม 

เหลือปมเดียวที่คาใจคือ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม คือฆาตกรจะรีบไหน? และสถานการณ์ความวุ่นวาย ความกดดันจนประชาชนลุกฮือมาก่อจราจล ปกติมันต้องใช้เวลานานกว่าหลักสัปดาห์มั้ย?

อีกข้อคือ กำแพงทางวัฒนธรรมค่ะ เนื่องจากเป็นหนังสือแปลจากญี่ปุ่น และคนอ่านไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นสักตัว ในเรื่องฆาตกรฆ่าเหยื่อตามตัวพยัญชนะ คืออ่านไปก็อยากเห็นเนอะว่าพยัญชนะนั่นเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นยังไง ผู้แปลก็ไม่ใส่มาให้ 

แปลดีนะคะ คำผิดก็ไม่มี อ่านไม่สะดุด แต่แปลทื่อๆ อ่ะ ขาดความพิถีพิถัน ไม่ใส่บริบทเพื่อให้คนอ่านไทยเข้าใช้วัฒนธรรม เช่น ตอนตำรวจคุยกับศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา เป็นฉากการคุยที่ชิงไหวชิงพริบกัน แต่อ่านแล้วรู้สึกทื่อๆ ไม่อิน เพราะไม่เข้าใจบริบทการสนทนาแบบญี่ปุ่น หรือฆาตกรมีความเป็นเด็ก และหมกมุ่นกับกบ ...คือตอนเราเด็ก เราไม่เคยเล่นกับกบ เด็กญี่ปุ่นชอบเล่นกับกบ? ไม่รู้ไง ทำไมจึงเชื่อมกบกับเด็ก เหมือนเด็กญี่ปุ่นเล่นกบตอนเด็ก งง


Friday, October 31, 2025

นางชฎา

 


หนังสือชื่อ  :  นางชฎา

ผู้แต่ง  :  ภาคินัย

สำนักพิมพ์  :  ปริซึม


เป็นนิยายผี เหมือนอ่านเรื่องเล่าเดอะช็อค ได้ความสยองน่ากลัว ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร แต่อ่านได้พอเพลินๆ ค่ะ

ชมพูกันเตชิตเป็นคู่รักกัน เพิ่งกลับมาจากเรียนจบจากต่างประเทศ จะมาแต่งงานและอยู่เมืองไทย จึงมองหาบ้านเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ 

มันก็มีสิ่งลึกลับมาทำให้เตชิตถูกใจ ถึงขั้นหลงรักบ้านร้างหลังหนึ่งที่ทั้งคู่บังเอิญไปค้างติดฝน -- ทั้งๆ ที่ชมพูคู่หมั้นคัดค้านไม่อยากอยู่บ้านหลังนี้ แต่เตชิตก็ยืนกราน ... อันนี้ก็ดูไม่สมเหตุสมผลของคนเป็นคู่รักเริ่มชีวิตคู่กันสักเท่าไร แต่พออ่านไปเรื่อยๆ หนังสือก็มีเหตุผลมาพอกลบปมตรงนี้ได้ค่ะ 

บ้านหลังนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความลับที่ชมพูและกลุ่มเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยพยายามปกปิดมาโดยตลอด ถูกทำให้เปิดเผยขึ้นมาอีกครั้ง ... มีคนที่แค้น กำลังจะตามแก้แค้น

ผีชื่อ ริลณี ชอบรำไทย ปรากฎตัวทีไรก็เริ่มต้นด้วยการรำไทยมาทุกที 

ริลณีเคยเป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของชมพู และเพื่อนๆ ค่ะ ริลณีเป็นนางรำของมหาวิทยาลัย...แต่เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เธอหายตัวไป

เรื่องก็จะมีการเล่าย้อนความหลัง ทยอยเล่าที่ละช่วงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับริลณี ... แต่ที่รู้สึกเว่อร์ไปหน่อยคือ ฉากที่ปิ่นแก้วอิจฉาริลณีเพราะมีรุ่นพี่รูปหล่อที่นางก็เล็งไว้มาจีบ ปิ่นแก้วก็เลยพูดแขวะริลณี ... ชมพูที่ได้ยินก็ลุกขึ้นไปตบปิ่นแก้ว! --- คือทั้งหมดเป็นเพื่อนกันนะ เพื่อนทะเลาะกับเพื่อนเรื่องผู้ชาย เราลุกขึ้นไปตบเพื่อนปากดี???!!!

พล็อตมันหลวมอ่ะค่ะ บรรยายเรื่องสั้นๆ ไปเร็ว ไม่เน้นรายละเอียด มันเลยทำให้หลายเหตุการณ์ดูไม่สมเหตุสมผล ผู้เขียนเน้นแต่การอาฆาตและต้องการแก้แค้นของริลณีเท่านั้น โดยไม่ได้สนใจผลของการกระทบของผีริลณีที่ทำกับคนอื่นเลย 

เหมาะกับคนเก็บกดที่รู้สึกว่าคนรอบข้างไม่ยุติธรรม อยากหาอะไรอ่านเพื่อระบายค่ะ จะได้ความสะใจดีตอนผีริลณีแก้แค้นแบบสยองขวัญ



Monday, October 27, 2025

Exit

 


หนังสือชื่อ  :  Exit

ผู้แต่ง  :  Belinda Bauer

สำนักพิมพ์  :  Transworld Publishers


เป็นนิยาย comedy-crime ค่ะ ตลกร้ายแบบอังกฤษ 

เรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งการการุณยฆาตยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นคนชราที่ป่วยระยะสุดท้าย ก็ได้แต่รอความตาย และทนทรมานกับความเจ็บปวดด้วยโรคที่เป็น จนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย

คราวนี้ก็เลยมีสมาคมลับสมาคมหนึ่ง ชื่อ Exit มีเหล่าอาสาสมัครที่เรียกตัวเอกว่า Exiteer ทำหน้าที่ในการ "ช่วย" ให้คนชราเหล่านั้นจบชีวิต 

 Felix Pink ชายชราวัย 75 ปี ก็เป็นหนึ่งในอาสาสมัคร Exiteer เขาทำงานนี้มาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เขามาทำร่วมกับคู่หูคนใหม่ชื่อ Amanda เป็นหญิงสาวอายุ 23 ปี -- ลูกค้าคือ Skipper Cann กำลังป่วยด้วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย และต้องการจะจบชีวิตของตนเอง ... งานนี้เหมือนงานก่อนหน้านี้ที่ Felix เคยทำ ก็แค่เขาไปนั่งเป็นพยานการเสียชีวิตของลูกค้า อย่างอื่นลูกค้าจัดหามาเอง พอลูกค้าเสียชีวิตก็แค่เก็บอุปกรณ์ที่เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตกลับออกไป ...ดังนั้นก็จะดูเหมือนเป็นการตายตามธรรมชาติ จึงไม่มีผลกระทบต่อประกันชีวิต

.

...แต่เรื่องมันพีคตรงที่ ตายผิดคน! -- คนที่ตายแทนที่จะเป็น Skipper กลายเป็น Albert ลูกชายของเขาแทน  Albert ตายไปแล้ว และ Felix เพิ่งตระหนักรู้ว่าคนที่ตายไม่ใช่ลูกค้า ...ดังนั้นจึงเป็นการเริ่มต้นของมหกรรมวายป่วง พยายามแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง

.

พล็อตสลับซับซ้อน พลิกไปมา สนุกมากค่ะ 

บอกได้เลยว่า เรื่องมันไม่ใช่แค่งานอาสาสมัครจิตอาสา แต่มันมีเจตนาแฝงที่เลวร้ายกว่านั้น!

Saturday, September 6, 2025

The Strawberry Patch Pancake House

 


หนังสือชื่อ  :  The Strawberry Patch Pancake House

ผู้แต่ง  :  Laurie Gilmore

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


นิยายรักโรแมนติก อ่านง่ายๆ สบายๆ ค่ะ 

Acher เป็นเชฟระดับมิชลิน จู่ๆ ก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีลูกสาวอายุ 5 ขวบ ทำให้ต้องเดินทางมาที่ Dream Harbor เพื่อมาทำความรู้จักกับลูกสาว

Olive คือลูกสาวที่ Acher เพิ่งรู้ว่ามี แม่ของ Olive เพิ่งเสียชีวิตไปในอุบัติเหตุ ญาติคนเดียวฝั่งแม่คือยายก็สุขภาพไม่ดี ไม่สามารถดูแล Olive ได้ และเนื่องจากแม่ของเธอใส่ชื่อ Acher ในฐานะพ่อของเด็ก ดังนั้น Acher จึงได้รับการติดต่อจากทนายให้มารับตัว Olive ค่ะ

Acher เลยต้องอยู่ที่ Dream Harbor อย่างน้อยหกเดือน เพื่อให้ Olive ปรับตัว ทำความเข้าใจกับการสูญเสียแม่กระทันหัน และยอมรับว่ามีพ่อที่เพิ่งรู้จัก

ระหว่างที่อยู่ที่ Dream Harbor, Acher ก็ทำงานเป็นเชฟในร้านอาหารของเมือง -- ปัญหาชีวิตคือ เมนูเด็ดของร้านคือ แพนเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่ทำง่ายมาก ไม่ต้องเป็นเชฟก็ทำได้ -- แต่กลายเป็นไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม Acher ไม่สามารถทำเลียนแบบสูตรดั้งเดิมของร้านได้ ครั้นจะไปถามเชฟคนก่อน ก็ดันติดต่อไม่ได้

เรื่องงานก็มีปัญหา ครอบครัวกับลูกสาวก็มีปัญหาเช่นกัน Acher ต้องการพี่เลี้ยงมาช่วยดูลูก เนื่องด้วยเวลางานไม่ตรงกับเวลาเข้า-เลิกเรียนของลูก ...และนางเอกของเรา Iris ก็เข้ามามีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงลูก

Iris เป็นครูสอนโยคะ อยู่ในเมืองนี้มาตั้งแต่เกิด โตมากับแม่ที่มีแฟนไปเรื่อย เปลี่ยนคู่รักไปเรื่อย ส่วนพ่อ Iris แทบไม่รู้จักเลย

ทั้ง Acher กับ Iris เคยเจอกันมาก่อน วันที่ Acher ต้องไปเจอ Olive เป็นวันแรก ใส่สูทมาอย่างดี กะจะให้ลูกสาวประทับใจ แต่นางเอกของเราดันซุ่มซ่าม ทำเครื่องดื่มสมูทตี้สีเขียวหกรดชุดตัวเก่ง ทำให้พระเอกต้องไปหาลูกสาวแบบตัวเขียวๆ เป็นยักษ์เขียวไป จนลูกสาวกลัวไปเลย

นางเอกรับเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ Olive ทั้งที่ตัวเองไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาก่อนเลย แต่คือนางเอกกำลังลำบาก ค้างค่าเช่าจนเขาจะไล่ออก เงินก็ไม่มี ...พอมีข้อเสนอให้เป็นพี่เลี้ยง ได้เงินเดือน แถมอยู่พักฟรีที่บ้านนายจ้าง นางเอกก็เลยตกลง

แล้วก็เข้าทำนองน้ำตาลใกล้มด ทั้งคู่มีแรงดึงดูดต่อกันตั้งแต่แรกพบอยู่แล้ว เมื่อได้อยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ยิ่งทำให้ชอบกันมากยิ่งขึ้น ...เรื่องนี้ พระเอกรู้ใจตัวเองก่อนว่ารักนางเอก แต่ก็เข้าใจปมในใจของนางเอกด้วย เพราะเธอกลัวที่จะมีความสัมพันธ์ที่จริงจังกับใครสักคน เพราะปมในชีวิตครอบครัว

สนุกดีค่ะ หวานจนเลี่ยน ได้อ่านนิยายที่ตัวละครที่ชีวิตไม่ต้องคิดมากเรื่องการเงิน ชีวิตไม่เร่งรีบ ทุกคนในเมืองนิสัยดี มาอ่านเขารักกันๆ 

Saturday, August 16, 2025

The Midnight Feast

 


หนังสือชื่อ  :  The Midnight Feast

ผู้แต่ง  :  Lucy Foley

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers Ltd


เป็นนิยายสืบสวนที่ (ดูเหมือน) จะออกแฝงแนวลึกลับๆ เรื่องเหนือธรรมชาติค่ะ แต่เขียนดำเนินเรื่องช้ามาก slow burn จนรู้สึกหงุดหงิด หนังสือจะเขียนสลับบทระหว่างก่อนเกิดเหตุ กับตอนหลังเกิดเหตุ ดังนั้นเราจะรู้ตอนจบคร่าวๆ ว่ามีเรื่องเกิดขึ้น มีไฟไหม้โรงแรม มีคนตกหน้าผา แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวละครคนไหนที่ตกหน้าผา และเพราะอะไร

เรื่องเริ่มจาก Francesca Meadows เศรษฐีนีสาวสวย กำลังเปิดโรงแรม the Manor คือเดิมทีที่ตรงนั้นคือบ้านที่ปู่กับย่าของเธออยู่ พอปู่ตาย เธอก็ได้รับเป็นมรดก เธอเลยเอามาทำเป็นโรงแรม 

โรงแรมนี้ทำเลดี อยู่บนภูเขา มีหน้าผา มีชายหาดส่วนตัว และใกล้ป่า ดังนั้นจึงมีความเป็นส่วนตัวมาก แต่พอ Francesca กลายเป็นเจ้าของสถานที่นี้ ก็มีปัญหากับชาวบ้านท้องถิ่น เธอหวงหาดไว้เป็นส่วนตัว ไว้ให้ลูกค้าและปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านเดินผ่าน ทั้งหมดนี้เทศบาลอนุญาต เพราะครอบครัวของ Francesca มีอิทธิพลในพื้นที่ มีเส้นสายกับเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน 

ในโรงแรมมีการเตรียมการฉลองปาร์ตี้ เรียกว่า Midnight feast จัดขึ้นในวันครีษมายัน ลูกค้าทุกคนได้รับเชิญ จัดเป็นวันฉลองเปิดโรงแรมอย่างเป็นทางการ

ในหนังสือเล่าตามมุมมองของตัวละครสำคัญๆ คือ

Francesca - สวย ร้าย แต่พยายามแอปเป็นคนดี ทำสมาธิ ทานออแกนิก แต่อ่านก็รู้ว่าปลอม

Owen - สถาปนิกที่ออกแบบโรงแรม และก็เป็นสามีของ Francesca ด้วย (เจอกันและตกหลุมรักกันเพราะการออกแบบโรงแรมนี้) มีภูมิหลังมาจากครอบครัวยากจนที่สุดในหมู่บ้าน และเขามีปมที่แม่ทิ้งเขาไปตอนวัยรุ่น 

Eddie - เด็กชายอายุ 19 ปี เป็นพนักงานโรงแรม บ้านอยู่ที่ฟาร์มวัวใกล้โรงแรม ซึ่งต้องปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้ เพราะฟาร์มมีกลิ่น และพวกคนรวยบ่น ซึ่ง Francesca มีแผนจะทำลายฟาร์มโดยใช้เส้นสายคนในสำนักงานที่ดินไม่ต่อใบอนุญาตให้พ่อของ Eddie 

Bella - เป็นแขกคนหนึ่งของโรงแรม เห็นได้ชัดว่ามาพักโรงแรมด้วยจุดประสงค์แอบแฝงบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน

DI Walker - ตำรวจที่เชี่ยวชาญเรื่อง Cold case ได้รับเรียกให้มาทำคดีนี้ ระหว่างการเดินทางมายังโรงแรม เขาก็เจอกับแขกของโรงแรมที่หนีออกมา และได้คุยกับพยานที่เห็นเหตุการณ์

---

หมู่บ้าน Tome ที่เกิดเหตุนี้ คนท้องถิ่นมีความเชื่อเรื่อง "นก" มาก (เป็นนกสีดำ คล้ายอีกา แต่ตัวใหญ่มากเหมือนคน) เชื่อว่านกจะปรับสมดุลของความยุติธรรมในท้องถิ่น -- คือพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ตำรวจมาลำบาก ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงมีวิธีดูแลความสงบกันเอง ด้วยตำนานท้องถิ่นเพื่อปรามให้คนกลัวไม่กล้าทำชั่ว ประมาณนี้ค่ะ

.

เขียนสนุกนะคะ เรื่องมันซับซ้อน วิธีเล่าก็สนุก เพียงแต่เรื่องมันคืบหน้าไปช้าๆ ทำให้คนอ่านมองภาพรวมของเหตุการณ์ไม่ออก จะครึ่งเล่มแล้วยังไม่รู้เลยว่าใครตาย จนหงุดหงิดอ่ะค่ะ แต่ก็หยุดอ่านไม่ได้

Thursday, August 7, 2025

The break

 


หนังสือชื่อ :  The break

ผู้แต่ง  :  Marian Keyes

สำนักพิมพ์  :  Michael Joseph (part of the Penguin Random House group)


เป็นเล่มที่ยาวมาก เขียนแบบเล่าไปเรื่อย เป็น slice of liffe แต่ข้อดีคือ มันทำให้เราเข้าใจตัวละครมากขึ้น และไม่ตัดสิน คือถ้าเขียนสั้นกระชับกว่านี้ เราคงเทไม่อ่านแล้ว เพราะไม่ชอบเรื่องดราม่านอกใจเป็นชู้แบบนี้

 เป็นเรื่องของ Amy O'Connells เขียนจากมุมมองของ Amy

Amy อายุ 42 มีสามีคือ Hugh --  ชีวิตครอบครัวมีซับซ้อนสักหน่อย แต่มีความสุขตามอัตภาพ -- แต่จู่ๆ Hugh เกิดวิกฤติวัยกลางคน ขอพักเบรคความสัมพันธ์ ขอเวลาหกเดือนเพื่อเดินทางตามฝัน แบ็คแพ็คผจญภัยเหมือนวัยรุ่นในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Amy ช็อค WTF!

หนังสือเริ่มค่อยๆ เล่าความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่ดราม่าแต่อบอุ่นแต่ซับซ้อนของบ้าน Amy -- Amy มีลูกสาวกับสามีเก่า ชื่อ Neeve Aldin 

ซึ่ง Amy เลิกกับพ่อของ Neeve ตั้งแต่สมัย Neeve ยังเป็นทารก ผู้ชายขอเลิก ทั้งที่โดนจับได้คาหนังคาเขาขณะเล่นชู้ -- Neeve โตมากับความหวังว่าพ่อกับแม่จะกลับมาคืนดีกัน ดังนั้น Neeve จึงไม่ชอบพ่อเลี้ยง (คือ Hugh) และมักย้ำเสมอว่าเขาไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเธอ แต่ Hugh ก็ไม่ถือสา

ต่อมา Amy ก็มาแต่งงานกับ Hugh และมีลูกด้วยกันคือ Kiara มีลูกกันเร็วมาก คือแค่ไม่กี่เดือนที่อยู่ด้วยกัน Amy ก็ตั้งครรภ์เลย

เมื่อ Joe พี่ชายของ Amy เลิกกับภรรยา และทิ้งลูกเล็ก Sofie -- Amy ก็รับ Sofie มาเลี้ยงคู่กับ Kiara เพราะทั้งคู่อายุห่างกันแค่ปีเดียว ซึ่ง Hugh ก็ไม่มีปัญหาอะไร และเลี้ยงเด็กๆ ทุกคนเหมือนลูกตนเอง 

หนังสือเริ่มปูให้เราเห็นว่าในมุมของ Amy และด้วยหลักฐานที่มี Hugh เป็นผู้ชายใจดีมากๆ เป็นคนดี ไม่เคยนอกใจ

แต่เรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยน คือการตายของพ่อของ Hugh ทำให้เขากลายเป็นซึมเศร้า และเริ่มตีตัวออกห่างจากครอบครัว ....จนในที่สุดก็ขอ Amy เบรคความสัมพันธ์

หนังสือแบ่งเป็น 3 ตอน คือ 

- before --> ก่อนพักความสัมพันธ์​ ซึ่งหนังสือเล่าถึงที่มาที่ไป ครอบครัวใหญ่วุ่นวายของ Amy มีพ่อกำลังเป็นอัลไซเมอร์ แม่ที่เริ่มซ่า ปล่อยแก่ พี่สาวจอมบงการ และลูกสาวคนโตที่ Amy รู้สึกว่าไม่ค่อยรักเธอสักเท่าไร

- during --> ช่วงที่ Hugh เดินทางผจญภัย และทิ้งให้ Amy อยู่ที่ไอร์แลนด์ -- Hugh ไม่ติดต่อมาเลย เหมือนตายจาก Amy เริ่มมีคนมาเฟิร์ต -- จนถึงจุดเปลี่ยน เมื่อเห็นภาพหนึ่งในเฟสบุ๊กที่ดูเหมือน Hugh จะมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนอื่นนอกจากเธอ (การเบรกครั้งนี้ Hugh ไม่ได้สัญญาว่าจะรักษาพรหมจรรย์ จะไม่นอกใจ ดังนั้นยิ่งทำให้ Amy ไม่มั่นใจเข้าไปใหญ่) รวมถึง Amy ต้องเผชิญปัญหาในฐานะแม่ โดยที่ Hugh ไม่ร่วมรับผิดชอบด้วย

คือมาถึงตรงนี้ เรารู้สึกเหมือน Hugh เป็นผู้ชายที่ดี แต่เห็นแก่ตัวอ่ะ อยากเบรคจากหน้าที่ผัวแต่ไม่หย่าให้เรียบร้อย ทิ้งผู้หญิงให้รอ แล้วหน้าที่พ่อดันไม่ทำ ในขณะที่ Amy เหนื่อยยังไง ซึมเศร้าอย่างไร ก็ไม่อาจทิ้งลูกได้ 

แต่ในขณะเดียวกัน Amy ก็ทำตัวไม่ต่าง คือผัวนอกใจ ตัวเองต้องนอกใจเหมือนกันเหรอ...คือมันเหมือนเป็นข้ออ้างอ่ะ มีผู้ชายมาชอบ ศีลธรรมในใจทำให้ไม่กล้าสานต่อ พอเห็นว่าผัวนอกใจ เลยเซย์เยสกับชู้ ..แล้วก็กลายเป็นชู้ ไม่ต่างกับผู้หญิงที่เป็นชู้กับสามีคนแรกของเธอ ...คือเราต้องลดมาตรฐานตัวเองเลยเหรอ ...เสร็จแล้วนางก็อยู่กับความรู้สึกผิดผสมกับความเงี่ยน วนไป ...จนสิ้นสุดที่ผู้ชายชู้เริ่มรู้สึกจริงจัง จะทิ้งเมียตัวเองมาอยู่กับเธอ นั่นแหละ นางถึงได้ตระหนักว่าที่ผ่านมาไม่มีอารมณ์อื่นใดกับชู้เลยนอกเงี่ยน

- after --> เมื่อ Hugh กลับมา แน่นอนว่าความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทุกคนเริ่มชินกับการอยู่โดยไม่มี Hugh แล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์หลังจากนี้

--

สนุกนะ แต่มันยาว แต่ได้แง่คิดดี ...ปัญหาไม่ใช่แค่รักกัน แต่คือการประคับประคองความรัก ...มันง่ายที่จะรักใครเวลาที่เขาทำตัวน่ารัก แต่ความรักที่แท้คือ การรักใครสักคนแม้เวลาที่เขาทำตัวไม่น่ารักต่างหาก 

Saturday, July 12, 2025

The Pumpkin Spice Cafe

 


หนังสือชื่อ  :  The Pumpkin Spice Cafe

ผู้แต่ง  :  Laurie Gilmore

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


เป็นเล่มที่ 1 ในชุด Dream Harbor Series ของนักเขียนคนนี้ค่ะ แต่ทุกเล่มจบในตอนนะคะ อ่านแยกกันได้ ในซีรี่ย์มีสิ่งที่เหมือนกันคือเกิดขึ้นในหมู่บ้านติดท่าเรือที่ชื่อ Dream Harbor 

นี่เป็นนิยายรัก อ่านเบาๆ สบายๆ ค่ะ แบบมาอ่านคนเขารักกัน เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ slow burn ทำเอาเราเขินตัวบิด แถมฉากรักก็แซ่บค่ะ

นางเอกชื่อ Jeanie สมัยก่อนเคยทำงานที่บอสตัน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ผู้จัดการเสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน แล้วนางเอกเป็นคนไปเจอ ... ทำเอานางเอกหลอน และคิดได้ว่า ชีวิตคนเราก็แค่นี้ นางไม่อยากทำงานหนักจนตายแบบผู้จัดการ ประจวบเหมาะกับป้าโดโรธีของนางเอกกำลังจะเกษียณ 

ป้าของนางเอกเป็นเจ้าของร้านกาแฟชื่อ The Pumpkin Spice Cafe ตามชื่อหนังสือเลยค่ะ ร้านอยู่ในเมือง Dream Harbor ในนิวอิงแลนด์ ...คราวนี้เนี่ย ป้าจะพักร้อนไปเที่ยวแคริเบียน ก็เลยให้นางเอกมารับช่วงต่อดูร้านแทน หรือถ้านางเอกจะขายก็ได้ ประมาณว่าป้ายกร้านให้

นางเอกเข้ามาพักบนอพาร์ทเมนต์ชั้นบนของร้าน มา 2-3 วันแรก ได้ยินเสียงประหลาดๆ จนนอนไม่หลับ นางก็จินตนาการจัด คิดว่ามีฆาตกรต่อเนื่องจะมาตามฆ่านาง 

ความประทับใจแรกตอนนางเอกเจอกับพระเอกคือ นางถือไม้เบสบอลจะมาตีหัวพระเอก เพราะเข้าใจว่าพระเอกคือฆาตกรต่อเนื่องที่ทำเสียงประหลาดๆ ทำให้นางนอนไม่หลับมาหลายวัน แล้วพอรู้ว่าพระเอกไม่ใช่คนร้าย นางก็คุยๆๆๆ พูดไม่หยุด 

พระเอกชื่อ Logan อยู่ในหมู่บ้านนี้มาตั้งแต่เกิด เป็นฟาร์มเมอร์ ต้องส่งฟักทองให้ร้านนางเอกทุกสัปดาห์ ให้จินตนาการพระเอกแนวตัวใหญ่ หล่อล่ำ แบบจับนางเอกอุ้มแตงได้ไม่มีปัญหา 🥰 ชอบใส่เสื้อเชิ้ตลายตาหมากรุก 

พระเอกเคยมีแฟน คิดจริงจังถึงขั้นจะขอแต่งงานใต้ต้นคริสต์มาส แต่ผู้หญิงไม่ได้จริงจังด้วยไง ผู้หญิงไม่อยากจมอยู่กับพระเอกในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทุกคนในเมืองรู้จักกันและกันตั้งแต่บรรพบุรุษ พอพระเอกขอแต่งงาน ผู้หญิงกลัว หนีกลับบอสตันในวันรุ่งขึ้นเลย 

เรื่องขอแต่งงาน แล้วสาวหนีของพระเอกเลยกลายเป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์ไป ...เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนนางเอกจะย้ายมาอยู่ แต่คนมันมีปม พระเอกถึงชอบนางเอกยังไง แต่ก็ไม่อยากให้ชาวบ้านรู้ ไม่อยากเห็นสายตาสงสารที่คนทั้งเมืองมองมายังเขา 

อีกปมคือ พระเอกกลัวว่า นางเอกจะไม่อยากปักหลักอยู่ที่ Dream Harbor นานๆ กลัวนางเอกจะหนีไปอีก ไม่อยากเจ็บช้ำ อกหักอีก

ทั้งเรื่องก็ประมาณนี้ เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก คนที่แกล้งนางเอกก็แพ้ภัยตัวเอง ไม่มีมือที่สาม (ชอบตรงนี้) คนในหมู่บ้านก็น่ารัก คิดว่าจะหาเล่มอื่นในซีรี่ย์นี้มาอ่านอีกแน่นอนค่ะ

Wednesday, July 9, 2025

Just Between Us

 


หนังสือชื่อ  :  Just Between Us

ผู้แต่ง  :  Adele Parks

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers Ltd


เริ่มจากเรื่องสองเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย อันหนึ่งเกิดขึ้นที่ลอนดอน ตำรวจกำลังตามหา Kylie Gillingham หรือ Leigh Fletcher หรือ Kai Janssen -- ทั้งสามชื่อนี้คือคนๆ เดียวกันค่ะ

ชีวิตของ Kylie ซับซ้อนมาก มั่วมาก ทำเรื่องยากให้ยากขึ้นไปอีก 

Kylie Gillingham คือชื่อจริง แบบที่พ่อแม่ตั้งให้

 Leigh Fletcher คือชื่อที่ Kylie ใช้ตอนแต่งงานกับ Mark Fletcher เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ตอนนั้น Mark เพิ่งเสียภรรยาไป และมีลูกสองคน คือ Oli กับ Seb ที่ยังเล็กอยู่มาก พอแต่งงานกัน Kylie ก็เป็นแม่เลี้ยง และดูแลเด็กๆ อย่างดี จนเด็กทั้งคู่เรียกเธอว่า "แม่" อย่างสนิทใจ

Kai Janssen คือชื่อที่ Kylie ใช้ตอนแต่งงานกับ Daan Janssen เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และใช่ค่ะ นี่เป็นการสมรสซ้อน ผิดกฎหมาย ไม่แน่ใจว่าเคสแบบนี้หลุดมาได้อย่างไร อาจเป็นเพราะเป็นการสมรสกับคนต่างชาติ (Daan เป็นคนดัตช์ มาจากครอบครัวร่ำรวยในเนเธอร์แลนด์) -- Kai จะโกหก Daan ว่าต้องไปดูแลแม่ที่ป่วยเวลาที่เธอสลับรางหลบมาใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวสามีคนแรก

.

วุ่นวายแท้

.

แล้วก็มีความวุ่นวายถัดมาคือ Fiona Philipson เป็นเพื่อนสนิทกับ Kylie สนิทกับทั้งครอบครัวเลย เพราะรู้จักกันมาก่อนที่ Kylie จะแต่งงานกับ Mark -- Fiona ยังโสด และมีเดต (มีเซ็กส์) ด้วย กับ Daan Janssen โดยไม่รู้ว่า Daan คือผัวน้อยของเพื่อนสนิทเธอ

.

เรื่องมันแดงเมื่อ Kylie หายตัวไป Mark สามีคนแรกเลยแจ้งตำรวจ และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา Daan สามีคนที่สองก็มาแจ้งตำรวจเช่นกันว่าภรรยาของเขาหายตัวไป ...เลยโป๊ะแตกว่า ทั้งคู่มีเมียคนเดียวกัน ทำเอาผู้ชายทั้งคู่ช็อค รวมไปถึงลูกๆ ด้วย

หลังจากตำรวจหาหลักฐานต่างๆ ก็ตามไปพบว่า Kylie ถูกจับตัวไปขังไว้ในอพาร์ทเมนต์เดียวกับที่ Daan พัก เพียงแต่คนละชั้น และเมื่อตำรวจบุกไปที่ห้องนั้น ก็พบว่า Kylie หายไปแล้ว คนร้ายน่าจะพาเธอหนีไป ...ถึงตอนนี้ตำรวจสันนิษฐานว่า Kylie อาจจะเสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่พบศพ ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยที่น่าสงสัยที่สุดคือสามีอันดับสอง และ Daan ก็รู้ตัว เลยชิงหนีออกนอกอังกฤษ กลับไปบ้านที่เนเธอร์แลนด์ก่อนที่ตำรวจจะตามมาจับที่ห้องพัก

---

แล้วก็ตัดมาที่เรื่องของ Stacie Jones ที่กำลังอยู่ระหว่างพักฟื้นจากการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ผลข้างเคียงของการผ่าตัดทำให้เธอสูญเสียความจำ Statie จากเดิมเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่ปารีส ก็ลาออกและกลับมาอยู่บ้านเกิดที่ Lyme Regis กับพ่อ โดยหวังว่าบรรยากาศกระท่อมชายทะเลที่ห่างไกลจากผู้คนจะช่วยให้เธอหายเร็วขึ้น

พ่อพยายามช่วย Stacie ฟื้นความจำด้วยการเล่าเรื่องต่างๆ และให้ดูรูปสมัยเด็กๆ -- Stacie เคยอยู่ที่นี่กับพ่อ ส่วนแม่หนีไปตั้งแต่เธอยังเด็ก Stacie เคยหมั้นกับชายในหมู่บ้าน เกือบจะได้แต่งงานกันแล้วด้วย แต่เธอขอยกเลิกงานแต่งในนาทีสุดท้าย และหนีไปปารีส ไม่กลับมาอีกเลยเป็นสิบปี จนป่วยเนี่ยล่ะค่ะ ถึงได้กลับมา 

---

เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2020 ซึ่งมีการระบาดของโควิด-19 และอังกฤษมีการประกาศมาตรการล็อคดาวน์ ดังนั้นการสอบสวนอะไรก็จะมีอุปสรรคหน่อยๆ 

.

เนื้อเรื่องเป็นเหตุเป็นผลอยู่หรอกค่ะ แต่มุกความจำเสื่อมนี่ออกจะ...เหมือนนิยายไทยไปหน่อย 

อีกอันหนึ่งที่นึกภาพไม่ออกคือ Kylie ปลีกตัวสับรางได้อย่างไร ในเมื่อเป็นแม่แบบมีลูกชายสองคน (คนโตอายุ 15 คนเล็กอายุ 12 แต่ให้คิดว่า Kylie อยู่กินแต่งงานซ้อนกับ Daan มาสี่ปีแล้ว ตอนนั้น คนโตก็อายุ 11 คนเล็ก 8 ขวบ) คือถ้าไม่มีลูกยังนึกภาพออก แต่นี่มีลูกไง ยังไงแม่ก็ต้องกลับมานอนบ้านทุกคืนป่ะ

Thursday, July 3, 2025

My Sister is Missing

 


หนังสือชื่อ  :  My sister is missing

ผู้แต่ง  :  Carissa Ann Lynch

สำนักพิมพ์  :  Killer Reads


สนุกมาก อ่านเสียการเสียงาน อ่านวางไม่ลงเลยค่ะ เพราะเรื่องดำเนินเร็ว และเต็มไปด้วยปริศนาทำให้เราอยากรู้ จึงต้องพลิกหน้าถัดไป บทถัดไป จนกระทั่งจบเล่มไม่รู้ต้ว

Emily Ashburn กลับมาบ้านเกิดที่ Bare Border อินเดียนน่า หลังจากไม่กลับมาเลยเกือบสิบปี ไม่กลับมาแม้มาร่วมงานศพของพ่อเมื่อปีที่แล้ว

เหตุที่ Emily กลับมาตอนนี้เพราะพี่สาวคือ Madeline ขอร้อง และบอกว่ามีเรื่องสำคัญมากๆ ที่จะต้องบอกเธอ Emily จึงกลับมา กลับมาก็ทำความรู้จักกับลูกๆ ของ Madeline ซึ่งไม่เคยเจอกันเลยตั้งแต่เด็กๆ เกิด 

คืนนั้น Emily ก็ได้รู้ว่า John สามีของ Madeline และพ่อของเด็กๆ ย้ายไปอยู่กับเมียน้อยที่สาวกว่าและสวยกว่าแล้ว ขณะนี้ทั้งคู่กำลังทำเรื่องหย่า Madeline จึงขอให้ Emily อยู่ช่วยดูเด็กๆ ก่อนที่โรงเรียนจะเปิดเทอม ซึ่ง Emily ก็รับปาก

แต่เรื่องหย่าร้างของ Madaline ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญที่ Madaline ต้องการจะบอก เธอบอกว่าไว้คุยกันพรุ่งนี้ ...

เช้าวันรุ่งขึ้น Madaline กลับหายไป ทิ้ง Emily ไว้กับเด็กๆ 

สนุก เพราะไม่ใช่แค่อยากรู้ว่า Madaline หายไปไหน? แต่คือเรื่องสำคัญมากที่เธอต้องการจะบอกคืออะไร? รวมถึงเรื่องในอดีตของ Emily ที่แม้แต่ตัว Emily เองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมเธอจึงกลัวการเข้าป่าหลังบ้าน มันเกิดขึ้นหลังจากวันที่เธอได้รับอุบัติเหตุนอนสลบ เลือดท่วมอยู่ในป่า และพี่สาวเป็นคนไปเจอ หลังจากนั้น ความจำในช่วงที่เกิดเหตุของ Emily ก็หายไป จำได้แค่เพียงรู้สึกกลัวจนแพนิคเมื่อต้องเดินเข้าป่าหลังป่า ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เดินเล่นอยู่ทุกวัน

รวมถึง Paul แฟนคนแรกของ Emily ก็กลับมาวนเวียน ในฐานะตำรวจเจ้าของคดี 

Paul เคยทิ้ง Emily ให้รอเก้อ ไม่มารับไปงานพรอม ทั้งที่นัดแนะกันดิบดี ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็เลิกกันโดยปริยาย 

กลับมาครั้งนี้ดูเหมือนถ่านไฟเก่าจะปะทุอีกครั้ง ทั้งคู่ยังมีความทรงจำที่ดีต่อกัน แต่เงามืดในใจคืออะไรที่ทำให้ Paul ทิ้ง Emily ไป สิ่งนี้ยังไม่ได้คำตอบ 

"ปีศาจ ก่อกำเนิด ปีศาจ - Monsters beget monster"

ประโยคนี้น่าจะเป็นประโยคสรุปของหนังสือเล่มนี้ได้ดีที่สุดค่ะ

 

Tuesday, July 1, 2025

Killing Moon

 


หนังสือชื่อ  :  Killing Moon

ผู้แต่ง  :  Jo Nesbo

ผู้แปล  :  Sean Kinsella

สำนักพิมพ์  :  Harvill Secker

เป็นนิยายสืบสวนในชุดของนักสืบ Harry Hole ค่ะ 

ตอนนี้ Harry ไปเป็นโรบินฮู้ดอยู่ที่ LA อเมริกา เขากำลังคิดจะจบชีวิตตัวเองด้วยการดื่มเหล้าๆ เมาหัวราน้ำ จนเงินหมด และจะกลับไปปลิดชีวิตที่ห้อง -- แต่มีเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตเมื่อหญิงชราคนหนึ่งเลี้ยงเหล้าเขาและขอให้เขาช่วย หญิงชราอดีตเป็นดารายืมเงินมาเฟียมาลงทุนทำภาพยนตร์แต่กลับขาดทุน ไม่มีเงินจ่าย มาเฟียเม็กซิโกเลยจะจับตัวเรียกค่าไถ่ 

จุดที่ทำให้ Harry ยื่นมือเข้ามาช่วยเนื่องจากความรู้สึกว่า เธอคล้ายแม่ของเขา ตาเศร้าที่มองมาเหมือนเข้าใจและยอมรับในชะตากรรมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น มันสะกิดต่อมความรู้สึกผิดที่ Harry เคยทำไว้กับแม่ของเขาค่ะ 

ในขณะเดียวกันที่นอร์เวย์ มีหญิงสาวสองคนหายตัวไป ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกันคือต่างมี sugar daddy คนอุปภัมป์คนเดียวกันคือ เศรษฐีที่ชื่อ Markus Roed 

หญิงคนแรกที่พบศพคือ Susanne Anderson สภาพศพคือถูกปาดคอ ดวงตาหายไปข้างหนึ่ง และสมองหายไป

หญิงคนที่สองที่พบศพในเวลาต่อมา คือ Bertine Bertilsen เจอศพในสภาพที่หัวถูกตัดออก ส่วนหัวหายไป เจอแต่ตัว 

Markus Roed อ้างว่าช่วงเวลาที่หญิงสาวทั้งสองคนหายไปนั้น เขาอยู่กับภรรยาของเขา แต่ตำรวจไม่ค่อยเชื่อนัก -- ข่าวที่เขาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมสร้างความเสียหายให้แก่ภาพลักษณ์และธุรกิจของเขามาก ดังนั้น ผ่านคำแนะนำของทนาย เขาจึงจ้างนักสืบเอกชนฝีมือดีมาช่วยตำรวจคลี่คลายคดีนี้ เพื่อให้คดีนี้จบให้เร็วที่สุด นักสืบเอกชนที่เขานึกถึงก็คือ Harry Hole ค่ะ -- และ Harry ก็เรียกเงินในจำนวนที่เพียงพอที่จะจ่ายค่าไถ่หญิงชราได้

นี่คือจุดเริ่มต้นให้ Harry เข้ามาข้องเกี่ยวในคดีนี้ 

.

ความรู้สึกหลังอ่าน คือ สนุกมากกกก และก็ขยะแขยงมากด้วย 

สรุปสั้นๆคือ ฆ่าด้วยพยาธิ! 

ล้ำมาก คนเขียนคิดได้ไง แล้ววิธีการที่ฆาตกรใช้ก็ล้ำมาก ขยะแขยงด้วย 


เราทายถูกด้วยว่าฆาตกรคือใคร แต่ก็เมื่อตอนอ่านเลยครึ่งเล่มไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อย เพราะ Jo Nesbo ฉลาด มีตัวหลอก มีตัวละครซึ่งหลอกให้เราคิดว่าเขาอาจจะคือฆาตกร แถมตอนที่ดูเหมือนทุกอย่างจะคลี่คลายได้แล้ว จับคนร้ายได้แล้ว ... กลายเป็นว่านั่นไม่ใช่คนร้ายตัวจริง

เล่มนี้จบดีค่ะ เหมือน Harry จะเริ่มมูฟออนแล้ว เริ่มให้อภัยตัวเองและก้าวเดินต่อ ในขณะที่ Katrine Bratt ก็เริ่มสำนึกถึงความผิดพลาดที่เธอทำลงไป ซึ่งก็สายเกินไป แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว คงต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิตที่เหลือของเธอ และทำวันข้างหน้าให้ดีที่สุด



Friday, May 9, 2025

How to Pronounce Knife

 



หนังสือชื่อ  :  How to pronounce knife

ผู้แต่ง  :  Souvankham Thammavongsa

สำนักพิมพ์  :  Bloomsbury Publishing


เป็นเรื่องสั้นค่ะ ประกอบด้วยเรื่องสั้น 14 เรื่องในเล่ม "How to pronounce knife" ก็คือชื่อของหนึ่งในเรื่องสั้นในเล่มนี้

เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้อพยพชาวลาวรุ่นสองที่อยู่ในต่างประเทศ เนื่องจากผู้เขียนก็เป็นคนลาวค่ะ (เกิดที่หนองคาย แต่ย้ายและเติบโตที่แคนาดา)

สำนวนดีค่ะ เนื้อหาทัชใจ เล่าถึงการต้องปรับตัวของคนที่มาจากต่างวัฒนธรรม ปัญหาของเด็กที่มีพ่อแม่เป็นคนต่างชาติ ความสับสน การต้องอยู่ตรงกลาง ผู้เขียนเล่าออกมาเป็นภาษาง่ายๆ ผ่านชีวิตในมุมมองของเด็กเหล่านั้น แต่บางเรื่องก็งงๆ คือไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น

เรื่องสั้นที่ชอบที่สุดในเล่ม ก็คงจะเป็นเรื่อง  "How to pronounce knife" ตามชื่อเล่มเลยค่ะ เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ แต่เกิดและโตในบ้านที่พ่อแม่เป็นผู้อพยพจากลาว ดังนั้นทั้งบ้านจึงคุยกันด้วยภาษาลาว ในฐานะผู้อพยพก็ไม่ได้รวยอะไร ปากกัดตีนถีบ เด็กน้อยก็รับรู้ถึงความลำบากของผู้ปกครอง "knife" คือคำศัพท์ที่เป็นการบ้านน่ะค่ะ เด็กไม่รู้ว่าควรออกเสียงอย่างไร จึงถามพ่อ พ่อก็ออกเสียงให้ฟัง ...พอไปโรงเรียน อ่านหน้าชั้น ปรากฎว่า สิ่งที่พ่อสอนนั้นผิด ....(เสียง K เงียบไม่ต้องออกเสียง แต่พ่อไม่รู้ไง) ...พอรู้จากหน้าชั้น เด็กน้อยโมโห กรีดร้อง เกรี้ยวกราด ...คือไม่ใช่เพราะอายหรอกค่ะ แต่นี่คือครั้งแรกของเด็กคนหนึ่งที่เริ่มเรียนรู้ว่า พ่อไม่ได้ถูกทุกเรื่อง พ่อคือคนธรรมดา ที่มีผิดมีถูก มันคืออีกก้าวหนึ่งของการโตเป็นผู้ใหญ่ของเธอ

อีกเรื่องที่ชอบคือ "Mini Pedi" เล่าเรื่องผ่านสายตาของชายผู้อพยพชาวลาว เป็นอดีตนักมวย แต่ต่อยมวยไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ น้องสาวเลยชวนมาทำร้านทำเล็บด้วยกัน ...เขามีลูกค้าคนโปรด ชื่อ Emily ซึ่งน้องสาวก็สังเกตเห็นว่าพี่ชายแอบชอบลูกค้า เลยพยายามเตือน​ (ออกเชิงด่า) ในดูสารรูปตัวเอง นางฟ้าสวยๆ แบบนั้น เขาไม่หันมามองเราหรอก เขาก็มีคนที่คู่ควรของเขา ... แต่ชายกลับมองอีกมุม มันคือการมีความหวังที่หล่อเลี้ยงจิตใจ ถึงแม้รู้ว่าไม่มีวันเป็นความจริง แต่ความฝันก็สร้างความสุขใจ เมื่อไรที่ Emily ไม่มีนัดทำเล็บ เขาก็ทรีตลูกค้าคนอื่นๆ เหมือนเธอเป็น Emily ... เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงทัศนคติเลยค่ะ สถานการณ์เดียวกัน แล้วแต่มุมมองของคนจริงๆ 

เรื่องที่งง ก็เช่น "The gas station" คือไม่เข้าใจว่าตัวเอกหญิงคือ Marry จะจู่ๆ ก็เลิกความสัมพันธ์กับเจ้าของปั๊มน้ำมันทำไม เลิกแบบย้ายบ้าน ย้ายออกจากเมือง โดยไม่ได้บอกฝ่ายชาย ทั้งที่ไม่มีอะไรทะเลาะกัน ความสัมพันธ์ก็แบบผู้ใหญ่โตๆ แล้วสองคน ทำไมไม่คุยกันดีๆ อันนี้งง

Monday, May 5, 2025

The Mystery Guest

 


หนังสือชื่อ  :  The Mystery Guest

ผู้แต่ง  :  Nita Prose

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


สำนวนดีค่ะ อ่านสบายๆ เป็นนิยายนักสืบแบบเบาสมอง ไม่เครียด ออกแนวขำๆ ตลกแบบอังกฤษห

เป็นนิยายย้อนยุคนะคะ ตัวเอกของเรื่องคือ Molly ในขณะที่เกิดเหตุนั้นทำงานเป็นหัวหน้าแม่บ้าน หรือ maid ในโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง เรื่องจะเล่าสลับบทระหว่างชีวิต Molly ในปัจจุบันกับในอดีตตอนเด็กที่เธออาศัยอยู่กับยาย และยายพาไปทำงานกับเจ้านายทุกวัน

เรื่องมันเริ่มจากแขก ซึ่งเป็นนักเขียนนิยายสืบสวนชื่อดัง J.D. Grimthorpe ตายก่อนการแถลงข่าวสำคัญในโรงแรมที่ Molly ทำงานอยู่ 

ไม่มีใครรู้ว่า นักเขียน Grimthorpe จะแถลงข่าวเรื่องอะไร เขาตายต่อหน้าแฟนๆ ก่อนการแถลงข่าวค่ะ มีการคาดเดาต่างๆ นานาว่าอาจจะเป็นการแถลงข่าวเปิดตัวนิยายเรื่องใหม่ของเขา ซึ่งเขาไม่ได้เขียนมาเป็นเวลานานแล้ว

"The maid is always to blame."

หนังสือเชื่อมให้เห็นว่า แม่บ้าน (หรือคนที่มีสถานะต่ำกว่า เวลามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น มักกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเสมอ) คดีนี้ก็เช่นกัน -- Molly และลูกน้อง Lily กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อผลชันสูตรออกมาว่า Grimthorpe  เสียชีวิตจากการถูกวางยาพิษในโถน้ำผึ้งที่ Grimthorpe ตักใส่ในชาดื่มก่อนการแถลงข่าว -- โดย Lily แล Molly คือแม่บ้านที่ดูแลเครื่องดื่มในวันนั้น

หนังสือเล่าสลับย้อนไปในอดีต ทำให้เรารุ้ว่า จริงๆ แล้ว Molly รู้จักกับ Grimthorpe มาก่อนค่ะ ยายของ Molly เป็นคนใช้ในบ้านของ Grimthorpe และเคยพา Molly ไปช่วยงานที่บ้านนั้นด้วย

---

สนุกค่ะ แต่ตอนจบไม่ได้หักมุม กลายเป็นตอนจบที่คาดเดาได้ ตอนแรกนึกว่าแฟนของ Molly จะเป็นตัวลับโผล่มาในตอนจบ ปรากฎว่าเปล่าเลย ไม่มีบทบาทใดๆ ในเรื่องนี้เลย

ดูเหมือนเรื่องที่มี Molly เป็นตัวเอกนี้ จะเป็นซีรีย์ค่ะ คือมีหลายเล่มที่ Molly และเพื่อนๆ พนักงานโรงแรมช่วยกันไขคดีปริศนาค่ะ  

Monday, April 21, 2025

The Cows

 


หนังสือชื่อ  :  The Cows

ผู้แต่ง  :  Dawn O'Porter

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


สนุกค่ะ เป็นหนังสือตลกแบบตลกร้าย 😅

the cows แปลว่า แม่วัว ค่ะ เปรียบผู้หญิงเหมือนแม่วัว ที่มีหน้าที่มีลูก ให้น้ำนมแก่ลูก และอยู่ภายใต้จ่าฝูงที่เป็นตัวผู้ ...หนังสือบอกว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นเหมือนแม่วัว มีหน้าที่แค่เลี้ยงลูก และเป็นผู้ตามอย่างที่ผู้ชายต้องการ

.

ในหนังสือเป็นการเล่าเรื่องในมุมของผู้หญิง 3 คนสลับกันไปมา ซึ่งทั้งสามนี้ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว

--

คนแรกคือ Cam เป็น blogger เขียนบทความเกี่ยวกับผู้หญิงๆ เฟมินิสต์ ผู้หญิงที่พร้อมปฏิรูปตัวเอง ซื่อสัตย์กับตัวเอง 

ที่ฮือฮาคือ Cam ประกาศตัวว่า ตัวเองเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก เลือกที่จะไม่มีลูก ซึ่งในสังคมฝรั่งมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ 

ชีวิตส่วนตัวหลังบล็อก Cam มีคู่ขาที่อายุน้อยกว่า (แต่ดูเหมือนผู้ชายจะรู้สึกจริงจังกับเธอ) มีพ่อแม่ และพี่สาวอีกสามคน พี่สาวทั้งสามแต่งงานมีลูก และเป็นแม่บ้านปกติเหมือนแม่ และผู้หญิงหลายคนในโลก ...ซึ่งเป็นชีวิตที่ Cam ปฏิเสธที่จะเป็นแบบนั้น

.

คนที่สองคือ Tara อายุ 42 ปี เป็นปรดิวเซอร์รายการทีวี  และคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูกอายุ 6 ขวบที่เกิดจาก one night stand โดยที่พ่อของเด็กไม่รู้ว่าความสนุกคืนนั้นก่อให้เกิดเด็กน้อยขึ้นมาหนึ่งคน (เหตุที่พ่อเด็กไม่รู้เพราะ Tara เลือกที่จะไม่บอกค่ะ) 

ชีวิตของ Tara พลิกผันหน้ามือเป็นหลังมือในคืนวันหนึ่งหลังจากเธอกลับจากเดทกับผู้ชายสุดฮอต และเกิดอารมณ์ทางเพศ เลยแอบช่วยตัวเองบนรถไฟ! อารมณ์เห็นว่าตัวเองอยู่คนเดียวบนรถไฟตู้นั้น เลยเอาหนังสือพิมพ์ปิดตักไว้ ....แต่ความซวยคือ หนังสือพิมพ์ปลิว และ Tara ไม่ได้อยู่คนเดียว มีเด็กวัยรุ่นถ่ายคลิปที่เธอกำลังตกเบ็ดไว้ พอ Tara รู้ตัว ด้วยความตกใจเลยยืนขึ้นจะไล่ตามเด็กคนนั้น ลืมไปว่าตัวเองถอดกางเกงอยู่ ....ภาพดูไม่จืดเลยค่ะ

และคลิปนั้นกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก! 

.

คนที่สามคือ Stella เป็นคนที่ขมขื่นในชีวิต เคยมีน้องสาวฝาแฝด แต่น้องสาวเสียชีวิตด้วยมะเร็งรังไข่ แม่ก็เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้วด้วยมะเร็งเต้านม Stella มียีนที่ก่อมะเร็ง และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเช่นเดียวกับแม่หรือฝาแฝดของเธอ ดังนั้นหมอจึงจะผ่าตัดมดลูกและเต้านมของเธอ ...แต่หมอชะลอเวลาเอาไว้ก่อน เพราะ Stella อยากมีลูก

ปัญหาคือ จะมีลูกกับใคร แฟนก็เพิ่งเลิกกันไป ..one night stand ผู้ชายเดี๋ยวนี้ก็ขอใส่ถุงยางทั้งนั้น

.

มีจุดเชื่อมคือทั้ง Tara และ Stella ต่างอ่านบล็อกของ Cam

Cam ให้กำลังใจ Tara และมีส่วนช่วยให้เธอกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

ในขณะที่ Stella เกลียดทัศนคติ และชีวิตสุดเพอร์เฟคของ Cam ในบล็อกมาก และเขียนอีเมล์ด่า Cam

จุดเชื่อมอีกอันคือ เจ้านายของ Stella คือคนที่ออกเดทกับ Tara (ที่ทำให้ Tara เ_ี่ยนจนช่วยตัวเองบนรถไฟ)



Sunday, March 23, 2025

The Life Impossible

 


หนังสือชื่อ  :  The Life Impossible

ผู้แต่ง  :  Matt Haig

สำนักพิมพ์  :  Canongate Books Ltd,


เป็นผู้แต่งคนเดียวกับที่แต่งเรื่อง ห้องสมุดเที่ยงคืน-The midnight library ค่ะ แต่อย่าคาดหวังว่าจะสนุกเทียบเท่ากับเรื่องนั้นนะคะ 

เรื่องเริ่มจากอีเมล์ของ Maurice เขียนถึงอดีตคุณครูสอนเลขสมัยมัธยม Mrs. Grace Winters ค่ะ -- Maurice เขียนอีเมล์หาเนื่องจากได้ข่าวมาว่า คุณครูที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเลือกเรียนต่อทางคณิตศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยนั้น ได้ย้ายจากอังกฤษไปอยู่เกาะอิบิซา ประเทศสเปน ในอีเมล์เขาได้เผลอเล่าปัญหาชีวิตของเขาให้คุณครู Grace อ่านด้วยนิดหน่อย Maurice อายุ 22 ปี แม่เสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน ตัวเขาเป็นซึมเศร้า น้องสาวเขากำลังมีปัญหา เขาเองก็ดื่มเยอะ แฟนก็บอกเลิก -- ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เขาสูญเสียการมองโลกในแง่ดีไป 

อีเมล์ของ Maurice แค่ฉบับเดียว ยาวสองหน้ากระดาษ แต่ครู Grace ตอบกลับมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มเลยค่ะ เรื่องที่เหลือทั้งเล่ม ห้าร้อยกว่าหน้าคือเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นของ Grace ตั้งแต่สมัยยังอยู่อังกฤษ และย้ายมาเกาะอิบิซา 

Grace ตอนนี้อายุ 72 ลูกชายคนเดียวที่มีตายไปตั้งแต่อายุ 11 ปีด้วยอุบัติเหตุ ปั่นจักรยานในวันฝนตกและชนกับรถบรรทุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ Grace แบกความรู้สึกผิดนี้มาตลอดทั้งชีวิต ที่ปล่อยให้ลูกชายปั่นจักรยานไปข้างนอกคนเดียว และสามีที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน -- Grace ตอนนี้จึงอยู่คนเดียว และออกจากบ้านน้อยมาก

อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับจดหมายจากทนายความบอกว่า Grace ได้รับมรดกเป็นบ้านบนเกาะอิบิซาจากอดีตเพื่อนร่วมงานชื่อ Christina -- ซึ่ง Grace ไม่เคยติดต่อกับ Christina เลยตั้งแต่ปี 1979 -- สิ่งสุดท้ายที่ Grace ทำคือชวน Christina มาฉลองคริสต์มาสด้วยกัน (Christina เป็นครูสอนดนตรี และปีนั้น ถ้า Grace ไม่ชวน เธอคงต้องอยู่คนเดียวในวันคริสต์มาส) Grace สนับสนุนเมื่อ Christina บอกว่าจะไปทำงานที่เกาะอิบิซา มีคนเสนองานให้ และให้จี้ห้อยคอรูป St. Christopher เป็นของที่ระลึก

ด้วยความอยากรู้ Grace จึงเดินทางมาดูบ้านที่ได้รับเป็นมรดกที่เกาะอิบิซา -- และหลังจากนั้นคือการผจญภัยของเธอ ในการสืบหาว่าใครที่เป็นสาเหตุให้ Christina หายตัวไป มีการเจอกับปาฏิหาริย์ในใต้ทะเลของเกาะอิบิซา และการขัดขวางแผนการทำลายธรรมชาติของนายทุนเพื่อสร้างโรงแรมในเกาะอิบิซา

เป็นนิยายแฟนตาซีค่ะ แต่ออกแนวเว่อร์จัด -- คือมันไม่เหมือนหนังสือ "ห้องสมุดเที่ยงคืน" ที่ก็เป็นแฟนตาซี แต่คือพอเข้าใจได้ว่าคือเรื่องของชีวิตหลังความตายที่แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างๆ กันไป และเราที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่รู้สึกสงสัยถึงทางเดินที่ตัวเองเลือก และไม่ได้เลือก

แต่เล่มนี้ คือ Grace ได้รับพลังวิเศษ พลังจิตในการสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตบนเกาะ สามารถอ่านใจคนได้ จากเดิมที่ไม่เข้าใจภาษาสเปน ก็เข้าใจได้ยังกับเกิดที่สเปน สามารถทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้โดยไม่ต้องเรียนมาก่อน เช่น เล่นเปียโน ซึ่งพลังนั้นมาจากอะไรก็ไม่รู้ Ribas ซึ่งเป็นนักชีววิทยาและเป็นเพื่อนใหม่ของ Grace เชื่อว่ามาจากนอกโลก และตกมาอยู่ใต้ทะเล สิ่งนั้นมีพลังในการเยียวยาทุกสรรพสิ่งชีวิต ...แต่ทำไมสิ่งนั้นถึงเลือกที่จะให้พลังแก่พวกเขา? Grace พิเศษตรงไหน ทำไมจึงได้รับพลังมากกว่าคนอื่น? -- พล็อตหนังสือมีแต่คำถาม ทำไม ทำไม เต็มไปหมดค่ะ ทำให้นิยายดูไม่น่าเชื่อถือ

สาระที่นิยายต้องการจะสื่อคงจะเป็นบทประมาณท้ายๆ เล่มค่ะ เพื่อจะบอกว่าชีวิตของเราแต่ละคนอยู่ในรูปแบบซ้ำๆ การจะพาตัวเองหลุดออกจากรูปแบบนั้นต้องใช้พลัง แต่ขณะเดียวกันชีวิตก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหมือนสมการคณิตศาสตร์ที่มีตัวแปรที่เราไม่รู้ค่า ซึ่งโดยมากแล้วตัวแปรที่ไม่รู้ค่านั้นก็คือภายใจจิตใจของเราเอง ดังนั้นจงโอบกอดความไม่แน่นอนนี้ไว้ ซึบซับความไม่รู้ 

ชีวิตก็เหมือนสมการคณิตศาสตร์ เราแก้ปัญหาโดยเริ่มด้วยตัวแปรที่เรารู้ค่า และแก้ไปเรื่อยๆ ทีละเปราะๆ 

-

สรุปคือ หนังสือไม่ได้แย่นะคะ อ่านได้ อ่านจนจบค่ะ แต่อย่าคาดหวังว่ามันจะดีเทียบเท่าเรื่อง "ห้องสมุดเที่ยงคืน" ค่ะ


Tuesday, January 28, 2025

If Cats Disappeared From The World

 


หนังสือชื่อ  :  If cats disappeared from the world

ผู้แต่ง  :  Genki Kawamura

ผู้แปล  :  Eric Selland

สำนักพิมพ์  :  Picador


ความตายมาถึงเราไม่ช้าก็เร็ว

หนังสือเขียนในลักษณะคล้ายไดอารี่ คนเขียนอายุ 30 ปี ทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ โสด อยู่บ้านคนเดียวกับแมวลายทักซิโด ชื่อ Cabbage มีบุคลิก introvert มีความคิดลึกซึ้ง แต่ไม่พูดอธิบายสิ่งที่ตนรู้สึก ซึ่งพ่อของเขาก็มีนิสัยแบบนี้เช่นกัน ทำให้หลังจากแม่ของเขาเสียไปเมื่อสี่ปีก่อน เขาและพ่อก็ไม่พูดคุยกันอีกเลย 

เริ่มจากเขาไม่สบายเรื้อรัง และเมื่อไปหาหมอ หมอวินิจฉัยว่าเขาเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินหกเดือน หรือพูดง่ายๆ ว่าแต่ละวันที่เขายังหายใจอยู่ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว

เมื่อกลับมาบ้าน เขาเจอกับปีศาจ (ที่เขาตั้งช่ือว่า Aloha) ปีศาจยื่นขอเสนอกับเขา ให้เขาแลกให้สิ่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหายจากโลกนี้ไปหนึ่งชิ้น แลกกับชีวิตเขายาวนานขึ้นอีกหนึ่งวัน

ตอนแรกปีศาจเสนอแลกให้ชอคโกเลตหายจากโลกนี้ไป แต่พอปีศาจได้ชิมชอคโกเลตก็เปลี่ยนใจ มันอร่อยมาก เลยเกิดเสียดายถ้าของอร่อยแบบนี้จะหายไปจากโลกนี้

ของที่หายไปในที่นี้หมายถึง คนในโลกไม่รู้เลยว่ามันเคยมีอยู่ ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการใช้สิ่งของนั้นๆ เลย มีแต่ตัวเจ้าของเรื่องเองเท่านั้นที่จำได้ว่าโลกนี้เคยมีสิ่งนั้นอยู่

วันแรก โทรศัพท์หายไปจากโลกนี้ -- ปีศาจอนุญาตให้เจ้าของเรื่องใช้โทรศัพท์ได้เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อติดต่อคนที่เขาอยากโทรหาเป็นคนสุดท้าย

วันที่สอง ภาพยนตร์หายไปจากโลกนี้ -- เจ้าของเรื่องรักการชมภาพยนตร์ ปีศาจอนุญาตให้เขาเลือกภาพยนตร์ที่อยากชมเป็นเรื่องสุดท้าย

วันที่สาม นาฬิกาหายไปจากโลกนี้ -- ไม่มีเวลา เวลาเป็นการกำหนดของมนุษย์ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานชั่วโมง นาที วันในปฏิทิน 

วันที่สี่ แมวหายไปจากโลกนี้ ...

ทั้งเล่มจึงเป็นไดอารี่ความทรงจำของผู้เขียน ชีวิตในอดีตที่ผ่านมา เรื่องราวต่างๆ ... คือเขามีชีวิตที่เรียบง่ายค่ะ ไม่ได้ชายผู้ทำเรื่องยิ่งใหญ่อะไร เป็นตัวแทนของคนธรรมดาๆ เหมือนเราๆ 

คนมักจะคิดว่า คนที่รู้ตัวเองว่ากำลังจะตาย คงจะทำลิสต์รายการที่อยากจะทำก่อนตาย สิ่งที่ไม่เคยทำ เปลี่ยนเป็นคนในแบบที่ไม่เคยเป็นเพราะไม่กล้า แต่งตัวแบบที่อยากแต่งแต่ไม่กล้า เพราะกลัวสายตาชาวบ้าน หรือไม่ก็เสียใจที่ไม่ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ...แต่เอาเข้าจริง คนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย กลับสงบกว่านั้นค่ะ เรื่องพวกนั้นมันไม่สำคัญเลย ไม่ว่าสไตล์การแต่งตัว คำนินทาของคนอื่น ฯลฯ พวกนี้ไม่สำคัญเลย -- no matter how you look at it, life is full of regrets anyway.

หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนพินัยกรรมของเจ้าของเรื่อง สอนให้เราขบคิดถึงชีวิต ยังไงในที่สุดคนเราก็ต้องตายอยู่ดี ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไร...การใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะให้เต็มที่นั่นคือสิ่งเดียวที่เราทำได้

"There's a reason that things exist in this world. And there's no reason good enough for making them disappear."