Thursday, June 11, 2015

แผนเลือดลวง : The Drop





หนังสือชื่อ  :  แผนเลือดลวง (The Drop)

ผู้แต่ง  :  ไมเคิล คอนเนลลี่

ผู้แปล  :  โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล

สำนักพิมพ์  :  แพรวสำนักพิมพ์


เมื่อเดือนที่แล้ว (พฤษภาคม) ออยกลับเมืองไทยค่ะ เลยหาซื้อหนังสือแปลที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ มาอ่าน ได้เล่มนี้มาค่ะ ออยเคยเห็นหนังสือของ ไมเคิล คอนเนลลี่ วางขายอยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยอ่าน คราวนี้เลยเป็นโอกาสอันดีค่ะ ถือเป็นหนังสือของผู้แต่งคนนี้เล่มแรกเลยที่ได้มีโอกาสอ่าน

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือชุดสืบสวนของสารวัตรแฮร์รี่ บอช ค่ะ ในเล่มนี้ สารวัตรบอชทำงานอยู่ในแผนกหน่วยสืบสวนคดีเก่า เขาต้องทำการสืบสวนคดีฆ่าข่มขืมที่ปิดไม่ลง เมื่อ 22 ปีก่อน เหยื่อเป็นเด็กสาวถูกข่มขืนและฆ่ารัดคอ และยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ ตำรวจพบเพียงคราบเลือดเล็กๆ คราบหนึ่ง ... 22 ปีต่อมา วิทยาการทางนิติเวชก้าวหน้าขึ้นมาก DNA จากคราบเลือดนั้นบังเอิญไปตรงกับชายที่มีประวัติอาชญากรรมชื่อ เคลย์ตัน เพลล์ ...ดูเหมือนจะง่ายใช้ไหมคะ ก็แค่ไปจับชายคนนั้นในข้อหาฆาตกรรม แค่นั้นก็จบ...หากแต่ว่า ในขณะที่เด็กสาวคนนั้นถูกฆาตกรรม เพลล์เพิ่งอายุแค่ 8 ขวบเอง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมีแรงมากพอที่จะฆ่ารัดคอเด็กสาวคนนั้นได้ และเมื่อค้นประวัติของเพลล์ต่อ ก็พบว่า เพลล์เอง ถึงเเม้ว่าจะต้องคดีทางเพศ แต่เหยื่อของเพลล์เป็นเด็กผู้ชาย !!!  ...เพลล์เป็นพวกรักร่วมเพศ และชอบเด็กชาย จึงยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ว่าเขาจะฆ่าหญิงสาวเมื่อ 22 ปีก่อนได้ ...ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสารวัตรบอช ที่จะค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และใครคือฆาตกรตัวจริง

ในระหว่างที่สารวัตรบอชกำลังทำคดีของเพลล์อยู่นั้น เขาก็โดนเรียกตัวอย่างกระทันหันให้มาทำคดีของลูกชายของสมาชิกสภาเทศบาลเออร์วิง สมาชิกเทศบาลท่านนี้ไม่ได้เป็นที่รักของพวกตำรวจนักหรอกนะคะ เพราะเขาหาเรื่องตัดงบประมาณตำรวจ ส่วนสมาชิกเทศบาลเองก็ไม่ชอบสารวัตรบอชอย่างเเรงด้วย แต่กลับจำเพาะเจาะจงให้บอชมาทำคดีนี้ 

ลูกชายของเออร์วิงกระโดดลงมาจากระเบียงห้องพักที่โรงแรมค่ะ ลักษณะเหมือนการฆ่าตัวตาย แต่เออร์วิงผู้เป็นพ่อ ไม่อยากปักใจเชื่อว่าลูกของเขาจะฆ่าตัวตาย ทั้งๆ ที่มีอนาคตไกล หน้าที่การงาน ครอบครัวก็มั่นคง เขาคิดว่าน่าจะมีคนคิดสังหารลูกชายเขามากกว่า

คดีนี้สารวัตรบอชลำบากใจมากค่ะ เพราะดูเหมือนเออร์วิงจะพยายามเขามาล้วงลูก อยากเห็นความคืบหน้าของคดี ในขณะเดียวกันบอชเองก็ไม่อยากทิ้งคดีของเพลล์ 

ทั้งสองคดีนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกันค่ะ เพียงแต่เข้ามาในชีวิตสารวัตรบอชในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้นเอง คดีที่สองนี้สุดท้ายแล้ว สารวัตรบอชถูกกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือทางการเมืองในวงการตำรวจ และโดนเพื่อนใช้เป็นเครื่องมือกลายๆ ด้วย ...การเมืองมีอยู่ทุกที่ค่ะ หนีไม่พ้น

หนังสืออ่านได้เรื่อยๆ สนุกดีค่ะ ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว คราวหน้าออยจะหาโอกาสหยิบงานต้นฉบับ แบบไม่แปลของ ไมเคิล คอนเนลลี่ มาอ่านและรีวิวให้อ่านกันค่ะ อยากรู้ว่าต้นฉบับจะสนุกกว่าไหม


Wednesday, June 10, 2015

Cell





ชื่อหนังสือ  :  Cell

ผู้แต่ง  :  Stephen King

สำนักพิมพ์  :  Hodder and Stoughton


ขอรีวิวหนังสือของ King อีกสักเล่มค่ะ Cell คือชื่อหนังสือเล่มนี้ค่ะ Cell  ในที่นี้หมายถึง Cell Phone หรือโทรศัพท์มือถือนั่นเองค่ะ  King เขียนเล่มนี้เมื่อปี 2006 ค่ะ (ออยก็ซื้อเล่มนี้ช่วงนั่นแหละ เวลาผ่านไปเกือบสิบปี เพิ่งจะหยิบมาอ่าน แหะ แหะ) สมัยปี 2006 ที่ King เขียนเล่มนี้ โทรศัพท์มือถือที่ฮิตกันในช่วงนั้นยังเป็นโทรศัพท์แบบพับอยู่เลยค่ะ ยังไม่มีสมาร์ทโฟนแบบทุกวันนี้ 

เหตุการณ์สยองเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม เวลา 15.03 น. ค่ะ หนังสือเล่าเหตุการณ์ผ่าน Clay ชายนักเขียนการ์ตูนจากเมือง Kent Pond รัฐ Maine ค่ะ  ในช่วงเวลานั้น Clay เดินทางมานำเสนองานที่ Boston ค่ะ เขากำลังเดินทางกลับโรงแรมที่พัก ระหว่างทางก็ต่อคิวซื้อไอศครีม ...ทันใดนั้นเอง ผู้คนที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถือก็เกิดบ้าขึ้นมา บางคนก็ฆ่าตัวตาย กระโดดลงมาจากตึก บ้างที่ขับรถอยู่ก็พุ่งชนไม่เลือกหน้า บ้างก็กระโดดกัดคอคนอื่น ...เมืองทั้งเมืองมีแต่คนบ้าเต็มไปหมด 

ระหว่างที่ตกใจอยู่นั้น Clay พบกับ Tom ค่ะ ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะเดินไปที่โรงแรมที่ Clay พักอยู่ เพราะน่าจะปลอดภัยที่สุด ที่โรงแรม Clay และ Tom ได้ช่วย Alice สาวน้อยอายุ 15 ที่รอดตายจากรถแท็กซี่ (แม่ของ Alice เกิดบ้าขึ้นมาขณะคุยโทรศัพท์ กระโดดกัดคอคนขับแท็กซี่ขณะที่รถยังวิ่งอยู่) ทั้งสามคนหลบเข้าไปพักที่โรงแรม โดยในโรงแรมนั้น มีพนักงานโรงแรมคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ Mr. Ricardi

เมื่อตกค่ำทั้งสามคนตัดสินใจที่จะเดินทางต่อไปค่ะ แต่ Mr. Ricardi ยืนกรานจะเฝ้าโรงแรม ไม่ยอมร่วมเดินทางไปด้วยกับทั้งสามคนนั้น (ต่อมาพวกเขาก็พบว่า Mr. Ricardi ฆ่าตัวตาย) จุดหมายต่อไปจากนี้คือ บ้านของ Tom ที่ Malden ค่ะ

ขณะที่พักที่บ้านของ Tom พวกเขาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์โทรศัพท์เหล่านั้นค่ะ พบว่าพวกเขาเริ่มไม่ฆ่ากันเองอีกต่อไป พวกเขาเดินไปกันเป็นขบวน บางคนก็ช่วยเหลือกันและกัน ในมือของพวกเขาบางคนถือวิทยุ (ในขณะที่ไม่แตะต้องเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เลย)

Clay ตัดสินใจจะเดินทางไปหาลูกและภรรยาค่ะ โดยเฉพาะลูกชาย "Johnny" มีโทรศัพท์มือถือที่ Clay เป็นคนซื้อให้ ยิ่งเพิ่มความกังวลเเก่ Clay เป็นอย่างมาก ส่วน Tom และ Alice ก็ตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันกับ Clay ค่ะ เพราะอยู่ที่นั่นไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว

พวกเขาเดินทางกันตอนกลางคืน เพราะไม่มีมนุษย์โทรศัพท์ในตอนกลางคืนค่ะ ทั้งสามเดินทางมาจนถึง Gaiten Academy พวกเขาได้พบกับ Ardai หรือ "the Head" ชายชราผู้เคยเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ กับ Jordan เด็กหนุ่มนักโปรแกรมเมอร์ ทั้งคู่ได้เชื้อเชิญให้ทั้งสามคนพักด้วยกันที่ Academy ค่ะ และทั้งสามก็ตกลง

และที่ Gaiten Academy นั่นเอง พวกเขาก็ได้รู้ว่า กลางคืนพวกมนุษย์โทรศัพท์เหล่านี้ไปไหน พวกเขานอนรวมกันในสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยค่ะ โดยมีเพลงจากวิทยุเปิดอยู่ คล้ายกับการชาร์ตเเบตเตอรี่อย่างไงอย่างงั้นเลย ดังน้นพวกเขาจึงเห็นเป็นโอกาสค่ะที่จะกำจัดมนุษย์โทรศัพท์ซอมบี้เหล่านี้ โดยการวางเพลิงในขณะที่พวกเขากำลังชาร์ทเเบตเตอรี่ในตอนกลางคืน

เมื่อเผาคนเหล่านั้นแล้ว ก็ต้องเดินทางกันต่อ แต่ว่า...the Head แก่แล้ว ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ และคนอื่นๆ ก็ไม่คิดจะเดินทางต่อหาก the Head ไปด้วยไม่ได้ ...แต่การที่ยังอยู่ที่ Academy ต่อก็ไม่เป็นที่ปลอดภัย the Head เองก็รู้ค่ะ ว่าตัวเองเป็นตัวถ่วง จึงบอกกับ Clay ว่าเขาจะฆ่าตัวตายด้วยการกินยาเกินขนาด

ในกลางวันนั้นเอง ในขณะที่พวกเขานอนอยู่ ทุกคนก็ฝันเเปลกๆ เหมือนกันค่ะ ฝันถึงชายคนหนึ่งในฮูดสีแดง และเมื่อพวกเขาตื่นขึ้น พวกเขาก็ได้เผชิญหน้ากับชายในฮูดสีแดงนั้นจริงๆ พวกเขาเรียกชายคนนี้ว่า "The Raggedy Man" เป็นเหมือนหัวหน้าของพวกมนุษย์โทรศัพท์ซอมบี้ค่ะ พวกมันโมโหมากที่กลุ่มของ Clay เผาเพื่อนของพวกมัน พวกมันแก้แค้นด้วยการลากมนุษย์ทุกคนที่พักอยู่แถวน้ันออกมาฉีกเป็นชิ้นๆ หากแต่ไม่ทำอะไรกับกลุ่มของ Clay และบอกให้ Clay เดินทางต่อไปได้ ...ก่อนที่กลุ่มของ Clay จะเดินทางต่อนั้น เขาก็พบว่า the Head ตายแล้ว แต่แทนที่จะฆ่าตัวตายอย่างที่บอก the Head (โดยการบังคับทางจิตของ the Raggedy Man) ให้เขียนคำว่า "บ้า" ในภาษาต่างๆ 14 ภาษา แล้วก็เอาปากกานั้นทิ่มตาตัวเองทะลุสมองตาย (สยองจริงๆ)

the Raggedy Man บอกพวกมนุษย์ซอมบี้ว่า กลุ่มของ Clay เป็น "คนบ้า" อย่าแตะต้อง ...ดังนั้นเมื่อพวกเขาเดินไปที่ใด จะไม่มีใครอยากยุ่งกับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ปกติ หรือซอมบี้ก็ตาม ใครที่แตะต้องพวกเขา จะต้องพบจุดจบอย่างทรมานจาก the Raggedy Man ค่ะ

แต่ไม่ได้มีแค่กลุ่มของ Clay ค่ะ ที่เป็น "คนบ้า" ในระหว่างการเดินทางพวกเขาได้พบกับ Dan ชายวัยกลางคน, Denise หญิงท้อง และ Ray ทั้งสามคนนี้เป็น "คนบ้า" เช่นเดียวกันค่ะ เพราะพวกเขาฆ่ามนุษย์ซอมบี้ไปเช่นกัน พวกเขาจึงร่วมเดินทางไปด้วยกันค่ะ (อันเป็นความต้องการของ the Raggedy Man)

the Raggedy Man มีความสามารถทางโทรจิตค่ะ สามารถบังคับให้มนุษย์ทำตามต้องการได้ และสื่อสารกับมนุษย์ผ่านทางโทรจิต the Raggedy Man  บังคับให้พวก Clay เดินทางไปเมือง Kashwak ค่ะ แม้ว่า Clay จะไปคนเดียว ไม่เอาใครไปด้วย (ไปเพราะ Clay เชื่อว่าจะเจอลูกชายที่นั่นค่ะ the Raggedy Man เปลี่ยนลูกชาย และภรรยาของ Clay ไปเป็นซอมบี้แล้ว) และคนที่เหลือในกลุ่มเดินทางไปที่อื่น ปรากฏว่า the Raggedy Man ไม่ยอม ใช้พลังจิตบังคับให้ทุกคนต้องเดินทางไปด้วยกันกับ Clay

ที่ Kashwak มีอะไร และ the Raggedy Man จะแก้แค้นพวกของ Clay ที่ฆ่าคนของพวกมันไปอย่างไร Clay จะได้เจอลูกชายหรือไม่  ...

ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะเขียนนานแล้ว แต่ก็ยังอ่านได้ความสยองอยู่ค่ะ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มีความจำเป็นมากกว่าเมื่อก่อน ทุกคนมีโทรศัพท์ และใช้โทรศัพท์เป็นเหมือนปัจจัยที่ห้า ลองคิดดูซิคะ ว่าถ้าโทรศัพท์มีไวรัสบางอย่างเหมือนในหนังสือเล่มนี้ คงจะสร้างความเสียหายในปัจจุบันได้มากทีเดียว คงทำให้มากกว่า 95% ของมนุษย์ทั้งหมดกลายเป็น มนุษย์โทรศัพท์ซอมบี้


Thursday, April 23, 2015

The Dutch and their Delta



หนังสือชื่อ  :  The Dutch and their Delta
                Living below sea level
 
ผู้แต่ง  :  Jacob Vossestein
 
สำนักพิมพ์  :  XPat Media
 
 
เนื่องด้วยออยย้ายมาอยู่ประเทศเนเธอร์แลนด์ค่ะ  จึงอยากรู้จักประเทศนี้ให้มากขึ้น เลยหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน อ่านแล้วไม่ผิดหวังค่ะ รู้จักประเทศนี้ และเข้าใจคนดัตช์มากขึ้นจริงๆ
 
คำกล่าวที่ว่า "God created the earth, but the Dutch crated the Netherlands" ไม่ไกลเกินความจริงเลยค่ะ ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะรู้สึกเคารพ และทึ่งในความพยายามของมนุษย์มากเลยทีเดียว
 
สมัยเด็กๆ เคยอ่านข่าวเจอว่า เนเธอร์แลนด์มีจังหวัดเพิ่มขึ้นอีกจังหวัดหนึ่ง จากการสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือมนุษย์ ตอนนั้นก็คิดว่าเขาถมทะเล เขาขยะ ดิน สิ่งต่างๆ มาถมทะเล เกิดเป็นแผ่นดินใหม่ ...แต่ ความจริงแล้วไม่ใช่เลยค่ะ ดัตช์ไม่มีถมทะเล ผืนดินที่ได้มา เกิดจากการสูบน้ำออกทั้งสิ้น!!!
 
ถมทะเลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สูบน้ำทะเลออกเพื่อสร้างผืนดิน นี่ยากกว่าค่ะ การสูบน้ำออกทำให้ได้ผืนดินใหม่ในพื้นที่ที่มากกว่าการถม และพื้นดินใหม่ก็สามารถใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรมได้ด้วย
 
ทราบหรือไม่คะ ว่าสนามบินของประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เรียกว่า สนามบิน Schiphol ในปี 1860 คงคงเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่เลย ต่อมามีการสูบน้ำออก กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ก่อนเปลี่ยนมาเป็นสนามบินอย่างเช่นทุกวันนี้ ชื่อ Schiphol ก็มาจาก ship (เรือ) + hole (รู) สืบเนื่องจากสมัยที่พื้นที่นี้ยังเป็นทะเลสาบนั้น เรือหลายลำอับปางลงในทะเลสาบนี้ค่ะ
รันเวย์ในสนามบิน Schiphol อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 4-5 เมตร และถ้าเราออกจากสนามบิน มาขึ้นรถไฟ สถานีรถไฟ Schiphol อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 10 เมตร !
 
สรุปจากที่อ่านนะคะ อยากจะเเบ่งการต่อสู้ของคนดัตช์กับน้ำ ออกเป็นสองส่วนค่ะ คือ
 
1) การสร้างพื้นดิน
 
เช่นการเอาน้ำออกจากทะเลสาบ Haarlemmermeer ซึ่งตอนนี้ส่วนหนึ่งของทะเลสาบนั้นคือ สนามบิน Schiphol ค่ะ
 
หรือ อีกงานที่ยิ่งใหญ่กว่า คือ การเอาน้ำออกจาก Zuyder zee เเล้วสร้างจังหวัด Flevoland โครงการนี้มีแนวคิดมานานแล้วค่ะ แต่สมัยนั้นยังมีแต่กังหันลม แรงกังหันลมไม่เพียงพอที่จะสูบน้ำออกได้ จนกระทั่งมีวิทยาการสมัยใหม่เกิดขึ้น มีการประดิษฐ์ปั๊มสูบน้ำ โครงการนี้จึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง ภายใต้การผลักดันของ Cornelis Lely รัฐมนตรีกระทรวงน้ำ
 
การทำงานคร่าวๆ เริ่มจาก สร้างเขื่อน Afsluidijk ชะลอ และกั้นน้ำ (เขื่อนนี้ยาวถึง 70 กิโลเมตรเชียวค่ะ) จากนั้นก็สูบน้ำออก พื้นที่ที่สูบน้ำออกจนเป็นพื้นดินเรียกว่า polder โดยแต่ละ polder จะมีคลองระบายน้ำอยู่รอบๆ ดินที่อยู่ใต้น้ำทะเลมานานก็จะเป็นดินเค็ม ดัตช์ก็ปลูกพืชจำพวกกก เพื่อลดความเค็มในดิน เมื่อดินหมดเค็มแล้ว ก็ทำการตัดกก กกที่ตัดนั้น สามารถน้ำไปใช้ในการสร้างฝายกั้นน้ำต่อได้ค่ะ ดินที่ได้ก็จะเหมาะกับการทำการเกษตรแล้ว
 
ปัจจุบัน Afsluidijk มีถนนอยู่บนคันกั้นน้ำนี้ เราสามารถขับรถไปได้ตลอดเเนวเขื่อนเลยค่ะ แต่ยังไม่มีทางรถไฟนะคะ คาดว่าในอนาคตอาจจะมี
 
2) การป้องกันน้ำท่วม
 
แรงบันดาลใจสำคัญมาจากเหตุการณ์เมื่อคืนรอยต่อระหว่างวันที่ 31 มกราคม กับ 1 กุมภาพันธ์ ปี 1953 ค่ะ เกิดคลื่นสูงในทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (ไม่ใช่ซูนามิ หรืออะไรนะคะ แต่ทะเลแทบนั้นค่อนข้างจะแปรปรวนอยู่แล้ว) เหตุการณ์ครั้งนั้น คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,800 คน
 
หลังจากเหตุการณ์น้ัน แทบจะกล่าวได้ว่า คนดัตช์มีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก ถึงขั้นสาบานว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นโครงการ Delta Project จึงเกิดขึ้นค่ะ
 
Delta Project ประกอบด้วยการสร้าง คันกั้นน้ำและเขื่อน ตามที่ต่างๆ 12 เขื่อน รอบๆ ส่วนที่ติดกับทะเลเหนือค่ะ โครงการนี้ใช้เวลายาวนานถึง 45 ปี จึงสิ่งเหล่านี้เสร็จ ...แต่งานยังไม่จบนะคะ ยังต้องมีการบำรุงรักษา ต้องคอยติดตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงทุกปี อันเนื่องจากสภาวะโลกร้อนด้วย
 
และทุกๆ ประมาณวันที่ 31 มกราคม จะมีการ update รายงานความคืบหน้าของโครงการนี้ให้ประชาชนทราบทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติด้วยค่ะ
 
เขื่อนและคันกั้นน้ำเหล่านี้ ใช้เทคโนโลยีระดับสูง และงบประมาณจำนวนมากเลยค่ะ จนกล่าวได้ว่า Delta Project ถือเป็นมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของโลก
 
การจัดการน้ำในเนเธอร์แลนด์แบ่งออกเป็น 2 ระดับค่ะ คือ 1) Waterschap เป็นการจัดการน้ำระดับท้องถิ่น มีการเลือกตั้งผู้บริหารน้ำโดยประชาชนในท้องถิ่นด้วยค่ะ คนดัตช์ทุกครัวเรือนจะต้องจ่ายภาษีน้ำให้แก่องค์กรนี้ทุกปี (นอกเหนือไปจากค่าน้ำที่ต้องจ่ายตามจริงอยู่เเล้ว)
2) Rijkswaterstaat ถ้าเทียบเป็นไทย ก็คือ ทบวง เป็นองค์กรระดับประเทศในการจัดการน้ำ งบประมาณที่ทบวงนี้ใช้ต่อปีอยู่ที่ 5,000 - 6,000 ล้านยูโร เฉลี่ยคนดัตช์จ่าย 330 ยูโรต่อคนต่อปี ...ถือว่าไม่เลวเลยค่ะ
 
หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกค่ะ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ และอยากรู้จักประเทศนี้ให้มากขึ้น หนังสือมีภาพสวยๆ ให้ดูด้วย ข้อเสียคือเนื้อเรื่องไม่ค่อยปะติดปะต่อกันในเรื่องของช่วงเวลา ผู้เขียน เขียนโดยยึดภูมิศาสตร์เป็นหลัก ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ ดังนั้นบางครั้งเรื่่องจึงข้ามไปข้ามมา อ่านแล้วชวนให้งง
 
 
 


Wednesday, April 22, 2015

โรงแรมผีนรก2 : Doctor Sleep



หนังสือชื่อ :  Doctor Sleep
 
ผู้แต่ง  :  Stephen King
 
สำนักพิมพ์  :  Hodder & Stoughton
 
 
ถ้าใครเป็นแฟนหนังสือของ Stephen King  คงจะเคยอ่านหนังสือ หรือดูหนังเรื่อง the shining กันนะคะ หนังสือเรื่องนี้มีแปลเป็นภาษาไทยด้วย ใช้ชื่อว่า "โรงแรมผีนรก" แปลโดย คุณสุวิทย์ ขาวปลอด ค่ะ หนังสือเล่มนี้คือเล่ม 2 ของ the shining ค่ะ
 
แรงบันดาลใจของการเขียนหนังสือเล่มนี้ King เล่าไว้ว่าเกิดจาก เมื่อราว 5 ปีที่แล้ว มีผู้อ่านถามเขาค่ะว่า เกิดอะไรขึ้นกับแดนนี่เด็กน้อย ตอนนี้เขาเป็นอย่างไร เด็กน้อยแดนนี่จะโตขึ้นแล้วติดเหล้าเหมือนพ่อของเขาหรือเปล่า แดนนี่ยังคงเห็นผีอยู่หรือเปล่าเมื่อโตขึ้น...คำถามนี้เป็นเเรงบันดาลใจให้ King เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ
 
หนังสือ The Shining พิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1977 ค่ะ และเล่มนี้ พิมพ์เมื่อปี 2013 ระยะเวลาห่างกัน 36 ปีค่ะ
 
หลังจากที่แดนนี่ และเเม่ รอดชีวิตจากโรงแรมผีนรก Overlook ได้แล้วนั้น แดนนี่ก็ยังคงมองเห็นผีอยู่ค่ะ ในช่วงแรก หากแต่ Dick เพื่อนต่างวัยของแดนนี่สอนให้เขาเอาชนะภาพน่ากลัวเหล่านั้น โดย Dick เรียกความสามารถพิเศษของแดนนี่ ว่า the shining ซึ่งตัว Dick เองก็มีความสามารถนี้เช่นกันค่ะ
 
แต่เมื่อแดนนี่โตขึ้น เขาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตมากนัก แถมยังเป็นคนติดเหล้าเสียอีก ถังแตกด้วย หมดเงินไปกับเหล้า และคืนหนึงหลังจากที่เขาเมามายไม่ได้สติ เชาได้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกละอายใจ ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะอ้างว่าเขาไม่มีทางเลือกก็ตาม
 
จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเดินทางไปอย่างไม่มีจุดหมายโดยนั่งรถบัสไปค่ะ จนกระทั่งไปถึงที่ๆ หนึ่งในรัฐนิวแฮมเชียร์ ที่นั่น แดนนี่ได้พบกับ Billy ที่มี shining เหมือนกับเขา แดนนี่ได้ทำงานร่วมกับ Billy ค่ะ และแดนนี่ก็ได้เข้าร่วมกลุ่มเพื่อการงดเหล้าด้วย
 
ชีวิตแดนนี่ดีขึ้นมากค่ะ เขาหยุดเหล้าได้ ได้งานทำที่ Helen Rivington house ที่นี่เขาได้ใช้ shining ของเขาให้เป็นประโยชน์ด้วยการส่งผู้ป่วยที่กำลังหมดลมหายใจให้ไปสู่ภพภูมิใหม่ จนแดนนี่ได้ฉายาว่า doctor sleep ค่ะ
 
ในขณะที่ชีวิตแดนนี่ดำเนินไปนั้น ก็มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า The True Knot โดยมี Rose the hat เป็นหัวหน้า พวกเขาเดินทางไปเรื่อยทั่วอเมริกาด้วยรถบ้าน กลุ่ม True Knot นี้ลักพาตัวและฆ่าเด็กที่มี shining ค่ะ พวกเขารวยและมืออาชีพ ตำรวจไม่มีทางจับตัวพวกเขาได้แน่นอน
 
ในขณะที่ชีวิตของแดนนี่ดำเนินไปนั้น แดนนี่มีความผูกพันแปลกๆ กับเด็กน้อยที่ชื่อ Abra ค่ะ Abra เป็นเด็กที่มี shining เเข็งเกร่งมาก เธอสามารถสื่อสารกับแดนนี่ได้ ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ไม่เคยเจอกันมาก่อน
 
Shining ของ Abra เป็นที่ต้องการของพวก True Knot ค่ะ พวกมันกำลังมาที่เมืองนิวเเฮมเชียร์นี้ เพื่อที่จะมาจับตัว Abra พวกมันต้องการตัว Abra เป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกมันเชื่อว่า พลัง shining ของ Abra จะสามารถรักษาโรคระบาดที่พวกมันเป็นกันอยู่ได้
 
งานนี้พึ่งพาตำรวจไม่ได้เลยค่ะ แดนนี่กับ Abra และคนอื่นๆ ต้องร่วมมือกัน พวก True Knot จะไม่หยุดจนกว่าจะได้ตัว Abra ดังนั้นจึงมีทางเลือกเดียวที่ Abra ต้องทำ คือ ต้องสู้เท่านั้น !!!
 
ส่วนตัวคิดว่า หนังสือเล่มนี้สนุกกว่าเล่มแรกค่ะ เล่มแรกนั้น หลอนและลุ้น เพราะแดนนี่เด็กน้อยช่วยตัวเองไม่ได้ ยังเป็นเพียงเด็ก เป็นเหยื่อของการกระทำของผู้ใหญ่ แต่เล่มสองนี้ แดนนี่โตแล้ว ต้องลุ้นกันว่าเขาจะสามารถปกป้อง Abra ได้หรือไม่ ...และมีความลับอะไรบ้างอย่างของครอบครัวแดนนี่ ที่เคยหลงลืมไป กำลังจะกลับมากระจ่างอีกครั้งในเล่มนี้ค่ะ
 
หนังสือเล่มนี้่มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วด้วยนะคะ ชื่อว่า "ลางนรก" คุณโสภณา เชาว์วิวัฒกุล เป็นผู้แปล ของสำนักพิมพ์แพรวค่ะ 


Friday, March 13, 2015

The Distant Echo

 
 
ชื่อหนังสือ  :  The Distant Echo
 
ผู้แต่ง  :  Val McDermid
 
สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers
 
 
 
สวัสดีค่ะ หายไปนานเลยค่ะ ช่วงที่หายไปนั้น ก็ยังอ่านหนังสืออยู่นะคะ แต่เป็นหนังสือเรียน ซึงไม่น่าเอามารีวิวสักเท่าไร พอสอบเสร็จเลยมีเวลาหยิบหนังสืออ่านเล่นมาอ่าน คว้าเล่มนี้มาอ่าน ทั้งๆ ทีไม่รู้จักชื่อคนแต่งมาก่อนเลยค่ะ ไม่เขียนอ่านหนังสือของนักเขียนท่านนี้มาก่อน ...ปรากฏว่า อ่านแล้ววางไม่ลง สนุกมากจริงๆ จึงอยากนำมารีวิวให้อ่านกันค่ะ
 
หนังสือเป็นเรื่องราวเเนวสอบสวนค่ะ เนื้อเรื่องดำเนินในประเทศสก็อตแลนด์ค่ะ เรื่องราวมันเกิดขึ้นในฤดูหนาว หิมะตก อุณหภูมิติดลบในปี 1978 ค่ะ เริ่มด้วย เด็กวัยรุ่น 4 คน คือ Sigmund Malkiewicz หรือที่เพื่อนๆ เรียก "Ziggy" , Alex Gilbey หรือ "Giliy", Davey Kerr หรือ "Mondo" และ Tom Machie หรือ "Weird" ทั้งสี่กลับมาจากงานปาร์ตี้ เมาแอ๋เชียว ทางกลับพวกเขาเดินทางลัดมาทางสุสานค่ะ ทันใดนั้นพวกเขาก็สะดุดกับศพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง คือ Rosie Duff เธออายุเพียงแค่ 19 ปี โดนแทง และดูเหมือนจะโดนข่มขืนด้วย ตอนที่พวกเขาเจอ Rosie นั้น เธอยังหายใจรวยรินอยู่ พวกเขาจึงพยายามทำทุกวิธีทางให้เธออบอุ่น หวังว่าเธอจะรอด และให้หนึ่งในกลุ่มวิ่งไปขอความช่วยเหลือ (สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ) ...แต่เมื่อตำรวจมาถึง Rosie ก็เสียชีวิตเสียเเล้ว
 
เรื่องราวการสืบสวนจึงเริ่มต้นขึ้น และยิ่งดูเหมือนสอบสวนเท่าไร ก็ยิ่งเจอทางตัน เนื่องจาก Rosie ไม่มีศัตรูที่ไหนเลย เรื่องราวกลับกลายเป็นว่า ผู้พบศพกลายกลับเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง เพราะทั้งสี่คนรู้จัก Rosie (เธอทำงานในบาร์ที่เด็กหนุ่มทั้งสี่เข้าไปดื่มเบียร์บ่อยๆ ค่ะ รวมถึงวันที่เธอเสียชีวิตด้วย) และหนึ่งในสี่คือ "Giliy" ก็แอบชอบเธอด้วย ถึงขั้นคืนเกิดเหตุ เขายังชวนเธอออกไปปาร์ตี้ด้วยกันหลังจากเธอเลิกงาน แต่ Rosie ได้ปฏิเสธไป อีกทั้งช่วงเวลาที่พวกเขาพยายามช่วยชีวิต Rosie นั้น พวกเขาทำให้หลักฐานทางนิติเวชปนเปื้อน ทำให้การสอบสวนยากยิ่งขึ้น
 
ในที่สุดการสืบสวนก็ไม่มีหลักฐานมาเอาผิดกับเด็กหนุ่มทั้งสี่คนได้ค่ะ ดูเหมือนพวกเขาจะรอด ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้แก่ครอบครัวของ Rosie เป็นอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่าทั้งสี่คนนี่แหละที่ฆ่าสาวน้อยที่รักของพวกเขา
 
ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสี่จะไม่ติดคุก แต่มิตรภาพของพวกเขาก็ถึงบทพิสูจน์ และพวกเขาทั้งสี่ก็โดนปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งๆ ที่พวกเขาพยายามบอกตลอดเวลาว่าตนเป็นพยาน เป็นผู้พบศพ...แต่ดูเหมือนตราบาปนี้จะติดตัวพวกเขาตลอดไป...
 
เรื่องราวเริ่มต้นอีกครั้้งใน 25 ปีต่อมา ในปี 2003 ค่ะ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความพยายามที่จะรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาใหม่ เนื่องจากวิทยาการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นมามาก ดังนั้นจึงมีโอกาสที่การทดสอบ DNA จะหาคนร้ายตัวจริงที่ฆ่าข่มขืน Rosie ได้...และแน่นอน เด็กหนุ่มทั้งสี่คนในตอนนั้น ก็ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งอยู่ค่ะ
 
แต่ดูเหมือนเหตุการณ์จะซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อ 2 ใน 4 ของพวกเขาถูกฆาตกรรม ในช่วงเวลาห่างกันไม่ถึงหกอาทิตย์ และมีการ์ดข้อความแปลกๆ ส่งมาให้ในวันเผาศพของทั้งสองด้วย การ์ดที่ระบุเป็นนัยๆ ในรำลึกถึงการตายของ Rosie...ดังนั้นทางเดียวที่พวกเขาที่เหลือจะรอด คือการหาให้ได้ว่าใครคือคนที่ฆาตกรรม Rosie ตัวจริง!!!
 
หนังสือเล่มนี้สนุกค่ะ เนื้อเรื่องซับซ้อน ออยอ่านไป ก็เดาไปว่าใครคือฆาตกร แต่เดาไม่ออก จนใกล้จะจบเล่มแล้ว ถึงจะเริ่มสงสัยใครบางคน...เป็นหนังสือที่คอนิยายสอบสวนไม่ควรพลาดอย่างยิ่งค่ะ



Sunday, November 9, 2014

Private Down Under







หนังสือชื่อ  :  Private Down Under

ผู้แต่ง  :  James Patterson และ Michael White

สำนักพิมพ์  :  CPI Group (UK) Ltd


ถ้าใครชอบอ่านหนังสืออ่านเล่นแนวเเอคชั่น สอบสวน น่าจะชอบเล่มนี้ค่ะ ...แต่สำหรับออยไม่ใช่แนวที่ชอบ แต่ก็อ่านจนจบ เพราะผู้แต่งเขียนเรื่องได้กระชับ ดำเนินเรื่องรวดเร็วดีค่ะ อ่านได้ลื่นไหล ทั้งที่ไม่ใช่แนวที่ตัวเองชอบอ่าน แต่ก็ตัดใจทิ้งไม่อ่านไม่ลง

จบจากเล่มนี้ น่าจะมีเล่มต่อไปอีกค่ะ ที่ใช้ตัวเอกของเรื่องคนเดียวกัน เหมือนเป็นหนังสือซีรีย์นักสืบ ประมาณนั้น เล่มนี้เป็นเล่มเปิดตัวสำนักงานนักสืบเอกชน "Private Sydney" โดยมี Craig Gisto เป็นหัวหน้าทีม

ในเล่มนี้ เหมือนธุรกิจนักสืบเอกชนของ Private Sydney จะดำเนินไปด้วยดีทีเดียว เนื่องจากมีหลายเคสให้ทีมงานต้องสืบสวนกัน แถมยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากตำรวจอีกด้วย

เคสแรก เคสเปิดตัว คือ เด็กหนุ่มถูกฆ่าตาย เด็กหนุ่มคนนี้เป็นลูกชายของนักธุรกิจ ซื่งเป็นอดีตตำรวจในฮ่องกง แต่อพยพมาอยู่ซิดนีย์ พ่อของเขาคาดว่า ลูกชายน่าจะถูกฆ่าตายอันเนื่องมาจากการแก้แค้นของมาเฟียฮ่องกง ที่ต้องการให้เขาร่วมมือกระทำสิ่งผิดกฏหมายให้ หากแต่เขาปฏิเสธไป สร้างความไม่พอใจให้เเก่มาเฟียเป็นอย่างมาก

อีกเคส ภรรยาผู้ทุกข์ร้อน ขอให้นักสืบ Private ช่วยตามหาสามี ซึ่งเธอสังหรณ์ว่าจะถูกลักพาตัว จากการสืบสวนของ Private พบว่าสามีของเธอกำลังทำธุรกิจร่วมกับมาเฟียท้องถิ่น ผู้เป็นเจ้าของซ่องในซิดนีย์ (และสามีของเธอเองก็กำลังแบล็คเมล์นักการเมืองคนหนึ่งเพื่อเงิน)

เคสต่อมา นักร้องเพลงร็อคชื่อดัง มาขอให้นักสืบช่วย เนื่องจากเขาเชื่อใน club27 ที่ว่านักร้อง ดาราที่มีชื่อเสียงในอดีตหลายคน จะตายก่อนอายุ 27 และขณะนี้เขาอายุจะย่างเข้า 27 เขาสงสัยว่า ผู้จัดการของเขาเอง ที่ตั้งใจวางแผนจะสังหารเขา

เคสสุดท้าย มีการฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นหลายรายในย่านคนรวย โดยผู้ตายเป็นผู้หญิง และโดนฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหด ผู้หญิงที่ตายเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว สามีรวย เธอถูกฆาตกรรม และศพทุกราย เสื้อผ้าช่วงล่างถูกเปิด และยัดธนบัตรเข้าไปที่อวัยวะเพศ!!! นักสืบและตำรวจต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อจับตัวฆาตกรให้ได้ ก่อนที่จะมีเหยื่อรายที่ห้า

คดีทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมๆ กันค่ะ หนังสือไม่ได้แยกเป็นตอนๆ ทำให้เหล่านักสืบต้องวุ่นวายกับการสืบสวนคดีเหล่านี้พร้อมๆ กัน

หนังสือเล่มนี้ ออยยืมของห้องสมุดมาอ่านค่ะ แต่หากใครสนใจหามาอ่าน ยังมีขายเป็นเเบบ kindle ที่ www.amazon.com นะคะ 



Thursday, August 21, 2014

Jonathan Livingston Seagull





หนังสือชื่อ :  Jonathan Livingston Seagull

ผู้แต่ง :  Richard Bach

ผู้ถ่ายภาพประกอบ :  Russell Munson

สำนักพิมพ์ : AVON BOOKS, INC.


       หนังสือ โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นางนวล เรื่องนี้ เคยเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยออยเรียนมัธยมค่ะ จำได้ว่าในตอนนั้น อ่านออก...แต่ไม่เข้าใจ คือไม่ "อิน" ไปกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ...มาวันนี้ โตขึ้น หยิบมาอ่านใหม่อีกครั้ง เข้าใจอะไรๆ มากขึ้นเลยค่ะ เป็นหนังสือดีอีกเล่มที่อยากแนะนำค่ะ

       หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือของคน "หัวกบฏ" ค่ะ คนที่คิดนอกกรอบ คนที่กล้าที่จะแตกต่าง คนที่มุ่งตามความฝัน ความเชื่อของตนเอง แต่ยังคงมีความรักในเพื่อนมนุษย์

        หนังสือเล่าเรื่องของ นกนางนวล ที่ชื่อ โจนาทาน ลิฟวิงสตัน ค่ะ ปกตินกนางนวลจะกินปลา จะบินตามเรือประมง เพื่อคอยหาโอกาสโฉบปลามากิน ส่งเสียงร้องเจี้ยวจ้าว แย่งปลากัน ...แต่โจนาทาน กลับแตกต่างจากนกนางนวลทั่วไป โจนาทานรักที่จะ "บิน" ค่ะ เขาคอยฝึกบิน เขาต้องการที่จะบินให้สูงขึ้น และเร็วขึ้นๆ ซึ่งโจนาทานเองก็ไม่รู้ว่า จะทำไปทำไม เขาแค่เพียงอยากรู้ข้อจำกัดของเขา และอยากจะทำลายข้อจำกัดนั้น ก็เท่านั้นเอง

         เนื่องด้วยความนอกกรอบของโจนาทานนี่เอง ทำให้นกนางนวลตัวอื่นๆ ในฝูงไม่พอใจมาก ในที่สุดโจนาทานก็โดนขับออกจากฝูงค่ะ และเมื่อโจนาทานไม่มีฝูงแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลว่าใครจะว่ายังไงกับสิ่งที่เขารักที่จะทำ ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกบินค่ะ

       และเมื่อโดนขับออกจากฝูง โจนาทานก็ได้เข้าร่วมกับฝูงใหม่ค่ะ ฝูงใหม่นี้มีอุดมการณ์เช่นเดียวกับโจนาทาน นั่นคือ การพยายามฝึกบิน ...โจนาทานจึงมีความสุขในฝูงใหม่ เขาฝึกบินจนกระทั่งเก่งกล้า แต่กระนั้นเขาก็ยังคงคิดถึงฝูงนกนางนวลฝูงเดิมที่เขาจากมา...ที่ฝูงใหม่นี่เอง โจนาทานได้พบกับ "เจียง" นกนางนวลปรมาจารย์ เจียงกล่าวถึงสวรรค์ไว้อย่างน่าฟังค่ะ ว่า "You will begin to touch heaven, Jonathan, in the moment that you touch perfect speed. And that isn't flying a thousand miles an hour, or a million, or flying at the speed of light. Because any number is a limit, and perfection doesn't have limits. Perfect speed, my son, is being there."   

      เจียงสอนโจนาทานถึงการบินในระดับที่เรียกว่า "สมบูรณ์" ค่ะ เป็นระดับที่เหมือนหายตัวจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้เลย ไม่มีเรื่องของเวลา หรือความเร็วเข้ามาเกี่ยวเลย ...โจนาทานฝึกจนสามารถทำได้ค่ะ! และก่อนที่เจียงจะจากไป เจียงได้บอกแก่โจนาทานว่า "keep working on love."   

       โจนาทานครุ่นคิดถึงคำพูดก่อนจากของเจียงค่ะ และจนในที่สุด เขาก็ตัดสินใจที่จะกลับไปยังฝูงนกนางนวลที่เขาจากมา เพื่อกลับไปสอนนกนางนวลตัวอื่นๆ ให้ "บิน" ได้อย่างที่เขาเป็น -- อ่านมาถึงตรงนี้ ออยว่า โจนาทานนี่คล้ายๆ เป็นศาสดาของเหล่านกนางนวลเลยนะคะ

          ณ.ฝูง โจนาทานได้นักเรียนใหม่ค่ะ เริ่มจาก  Fletcher Lynd แล้วก็ขยายนักเรียนไปเรื่อยๆ ทั้งหมด 7 นางนวลด้วยกัน (และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีหลายพันนางนวลสนใจฟังสิ่งที่โจนาทานพูด)

        มีประโยคหนึ่งที่ออยชอบมากจากหนังสือเล่มนี้ คือตอนที่โจนาทานพูดกับนักเรียนของเขา Kirk Maynard Gull ผู้ซึ่งคิดว่าตัวเองไม่สามารถบินได้ว่า "Look at Fletcher! Lowell! Charles-Roland! Judy Lee! Are they also special and gifted and divine? No more than you are, no more than I am. The only difference, the very only one, is that they have begun to understand what they really are and have begun to practice it." -- ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ค่ะ เเค่เชื่อในตัวเอง และเริ่มลงมือฝึกฝน!!!

          หนังสือเล่มนี้มีเเปลเป็นภาษาไทยนะคะ มีนักแปล 2 ท่านด้วยกันที่เเปลเรื่องนี้ (เท่าที่ออยรู้นะคะ) คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ กับของคุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ หาอ่านกันได้ค่ะ เป็นหนังสือเก่า ผู้แต่งแต่งไว้นานแล้ว แต่ก็ยังเข้ายุคสมัย อ่านได้ทุกยุคค่ะ เพราะหัวใจที่กบฏมีอยู่ทุกที่ ทุกเวลาในประวัติศาสตร์

          ส่งท้ายบทความกันด้วยคำพูดของโจนาทานค่ะ พูดกับ Fletch ก่อนที่โจนาทานจะจากไป "Poor Fletch. Don't believe what your eyes are telling you. All they show is limitation. Look with your understanding, find out what you already know, and you'll see the way to fly."