Tuesday, November 16, 2021

The Eyes of Darkness

 


หนังสือชื่อ  :  The Eyes of Darkness

ผู้แต่ง  :  Dean Koontz

สำนักพิมพ์  :  Headline


หยิบมาอ่านเพราะหน้าปก ตรงสติกเกอร์สีเหลืองน่ะค่ะ เขียนประมาณว่า นิยายเล่มนี้ทำนายการระบาดของไวรัส คืออารมณ์นิยายเล่มนี้เล่าเรื่องการระบาดของไวรัสก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง ทำนองนั้น ... แต่พอหยิบมาอ่าน จะหมดเล่มแล้ว ยังไม่เห็นไวรัสสักตัวเลยค่ะ ... (แต่จริงๆ มีนะคะ แต่เป็นบทสุดท้ายน่ะค่ะ)

.

Dean Koontz ผู้แต่งเขียนเรื่องนี้นานแล้วค่ะ เมื่อปี 1982 เป็นเรื่องแรกๆ ของเขาเลยค่ะ แล้วมีการปรับปรุงแก้ไขสำนวนใหม่ มาเป็นเล่มนี้ พิมพ์เมื่อปี 2016 ค่ะ (ก่อนไวรัสระบาด)

.

เป็นเรื่องของ Tina Evans คุณแม่ที่สูญเสียลูกชาย Danny วัย 12 ปี ไปในอุบัติเหตุรถบัสตกเขาเมื่อปีที่แล้ว ... ตอนนี้ Tina รู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งแล้วค่ะ และชีวิตเดินหน้าต่อไปได้แล้ว เวลาเยียวยาบาดแผลได้ดีขึ้นแล้ว เธอกำลังจะ move on กับชีวิต เริ่มมีเดตกับทนายความรูปหล่อชื่อ Elliot Styker ค่ะ (Tina แยกกันอยู่และหย่ากับสามีไม่นานก่อนที่ลูกชาย Danny จะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต)

แต่จู่ๆ Tina ก็ฝันร้ายถึง Danny ลูกชาย ฝันติดๆ กันทุกคืนเลยค่ะ รวมถึงมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นที่ห้องของ Danny ด้วยค่ะ จู่ตรงชอล์กบอร์ดในห้อง Danny ก็มีข้อความเขียนว่า "NOT DEAD" ขนาดลบออกแล้ว ยังมีเขียนมาซ้ำอีก รวมถึงปริ้นเตอร์ของเลขาหน้าห้อง จู่ๆ ก็ปริ้นต์ข้อความซ้ำๆ ว่า "NOT DEAD" ออกมาต่อหน้าต่อตา

ตอนแรก Tina คิดว่ามีใครประสงค์ร้าย คนแรกที่พุ่งเป้าคืออดีตสามี แต่พอไปคุยด้วย กลับพบว่าผัวเก่าไม่รู้เรื่องนี้เลย ... Tina คิดไม่ออกเลยว่ามีใครแกล้งเธอแรงขนาดนี้

เพื่อให้จิตใจเธอสงบ และมูฟออนต่อไปได้ Tina จึงมีไอเดียที่จะขอให้แฟนทนาย Elliot ยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาขอเปิดโลงศพของ Danny ค่ะ เพราะเธอคิดว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ อาจเกิดจากใจเธอไม่สงบ และรู้สึกผิดที่ตอนที่ลูกชายตาย เธอเชื่อคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่บอกว่าร่างของ Danny เละมาก แนะนำว่าแม่อย่างเธอไม่ควรเปิดขอดูศพลูกชายค่ะ ดังนั้น Tina จึงไม่เคยเห็นร่างไร้วิญญาณของลูกเลย ดังนั้นเป็นไปได้ว่าจิตใต้สำนึกของเธอจะปฏิเสธว่าลูกชายได้ตายไปแล้ว

Elliot รับเรื่อง และนำไปขอร้องเพื่อนที่เป็นผู้พิพากษาค่ะ Elliot คิดว่าคำขอของ Tina ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร ผู้พิพากษาน่าจะอนุญาตอย่างไม่มีปัญหา ... แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ เพื่อนผู้พิพากษาบอกว่าขอเวลาคิด และจะโทรมาบอก ... แล้วพอ Elliot ออกจากงานเลี้ยง กลับบ้าน เขาก็เจอกับคนบุกรุกหมายที่จะฆ่าปิดปาก!!!

.

ทำไมเรื่องง่ายๆ กะแค่แม่ผู้โศกเศร้าจะขอดูศพลูกชาย จึงกลายเป็นเรื่องฆ่าตัดตอนไปได้? มาถึงตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่าในโลงศพจะมีร่างของ Danny อยู่จริงมั้ย ... 

.

ต่อจากนั้นก็กลายเป็นเรื่องของการตามล่าค่ะ Tina กับ Elliot ต้องหนีการตามล่าของคนของรัฐกลุ่มหนึ่ง พร้อมๆ กับต้องหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ... Tina เริ่มรู้สึกว่า หรือจริงๆ แล้ว Danny จะยังมีชีวิตอยู่? 

.

จากลาสเวกัส Tina และ Elliot ตามล่าหาความจริงไปที่ Reno เมืองที่คณะลูกเสือและ Danny ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ... ที่นั่น พวกเขาพบว่า รัฐบาลมีความลับสำคัญซ่อนอยู่!!!

.

นิยายสนุกค่ะ พล็อตเบาๆ (เมื่อเทียบกับเรื่องหลังๆ ของ Dean Koontz) คือมันมีกลิ่นอายโรแมนติกอยู่ ในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง Tina กับ Elliot ... แต่หลายเรื่องเหมือนจะบังเอิญ perfect ไปหมดน่ะค่ะ เช่น มันต้องบังเอิญเหตุเกิดตอนวันหยุดช่วงก่อนปีใหม่ มันต้องบังเอิญที่งานโชว์ของ Tina ประสบความสำเร็จด้วยดีและ Tina อยู่ในช่วงพัก และบังเอิญที่ Elliot อดีตเคยทำงานในหน่วยราชการลับ เลยรู้วิธีหลบหนี วิธีต่อสู้ ... เพราะถ้าให้ Tina ฉายเดี่ยว คงตายตั้งแต่ต้นเรื่องแหละค่ะ คือพล็อตเรื่องไม่ค่อยแน่น ไม่ค่อยพีกอารมณ์ ดูหวานๆ ไปค่ะ แต่เนื้อหาสนุกค่ะ อารมณ์เหมือนบทภาพยนตร์ฮอลลีวูด


Sunday, November 7, 2021

End of Summer

 


หนังสือชื่อ  :  End of Summer

ผู้แต่ง  :  Anders de la Motte

ผู้แปล  :  Neil Smith

สำนักพิมพ์  :  Zaffre


เมื่อหน้าร้อนปี 1983 ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Reftinge ของสวีเดน เด็กน้อย Billy วัย 5 ขวบเดิมตามหากระต่ายป่าแล้วก็หายสาบสูญไป ปลายปีปีเดียวกันนั้นเอง แม่ผู้โศกเศร้าก็ทนความเศร้าไม่ไหว ฆ่าตัวตายในทะเลสาบแถวบ้าน ... ทิ้งลูกชายวัย 16 ลูกสาววัย 14 และสามีผู้โศกเศร้าไว้ข้างหลัง

20 ปีผ่านไป ลูกสาวเปลี่ยนชื่อจาก Vera Nilsson มาเป็น Veronica Lindh และทำงานเป็นนักบำบัดกลุ่มที่กรุงสตอกโฮห์ม เป็นนักบำบัดแบบที่เราเคยเห็นในหนังน่ะค่ะ แบบเอาคนที่มีความทุกข์มานั่งล้อมวงกัน และเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟัง และฟังเรื่องของคนอื่น ซึมซับความทุกข์ของกันและกัน ... 

ชีวิตของวีร่าเองก็มีบาดแผลจากเหตุที่แม่ทิ้งฆ่าตัวตายไปเหมือนกัน คือมันมีคำถามเต็มไปหมด ทำไมแม่ถึงฆ่าตัวตายทั้งที่หมอบอกว่าแม่เริ่มอาการดีขึ้นแล้ว แม่เริ่มทำใจได้แล้วจากการหายไปของน้อง? ทำไมแม่ถึงฆ่าตัวตายเพราะน้องหายไป แล้วทิ้งลูกอีกสองคนไว้ข้างหลัง? อีกสองคนนั้นก็ลูกแม่นะ ก็ต้องการแม่เหมือนน้องที่หายไปนั่นแหละ

ก่อนหน้ามาเป็นนักบำบัดกลุ่ม ชีวิตวีร่าเหลวแหลกมาก่อนค่ะ ติดเหล้า ตอนวัยรุ่นก็เป็นสาวล่าแต้ม แล้วล่าสุดก็ตามราวีแฟนเก่าไม่เลิก จนศาลสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้แฟนเก่าอีก ... ตอนที่หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่อง วีร่าก็ยังทำใจเลิกลาขาดกับแฟนเก่าได้ไม่สนิทนะคะ 

ในคลาสบำบัดของวีร่านั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าร่วมวงด้วยค่ะ เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ Isak ปมความทุกข์ของเขาคือเมื่อตอนเขาอายุห้าขวบ เพื่อนของเขาหายสาบสูญไปค่ะ และตั้งแต่นั้นมาหมู่บ้านที่เขาอยู่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

มาถึงตรงนี้ ในฐานะคนอ่าน ปมของ Isak ที่เล่ามามันไม่เมคเซ้นต์เลยค่ะ คือมันไม่น่ากลายมาเป็นบาดแผลที่มีผลต่อชีวิต ตอนเกิดเหตุเขาอายุแค่ห้าขวบเอง ยังเด็กมาก ตัวเองไม่ได้โดนลักพาตัว คนที่หายไปก็แค่เพื่อน ไม่ใช่พี่น้อง ...​แต่สำหรับวีร่าแล้ว สิ่งที่ Isak เล่า กลับไปกระตุ้นปมของเธอเอง ที่เธอไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เธอไม่เคยเล่าให้ใครฟังว่าเธอเป็นพี่สาวของ Billy ค่ะ (ข่าว Billy หายตัวไปเป็นข่าวดังระดับประเทศที่ใครๆ ก็จำได้ค่ะ) ...​สิ่งที่ Isak เล่า กระตุ้นให้วีร่าคิดว่า บางที Billy อาจจะยังมีชีวิตอยู่??? ประกอบกับวีร่าไปอ่านเจอบทความที่วาดภาพทำนายว่า ถ้า Billy ยังมีชีวิตและโตขึ้น Billy จะมีหน้าตาอย่างไร ... ภาพ Billy ในอนาคตในข่าวชิ้นนั้น หน้าตาคล้ายกับ Isak มาก!!!

เหล่านี้นี่เองทำให้วีร่าขับรถกลับบ้านค่ะ หลังจากไม่มาเหยียบบ้านกว่าห้าปี ตอนนี้พี่ชายของวีร่า คือ Mattias  เป็นตำรวจและกลับมาทำงานที่หมู่บ้านแล้วค่ะ วีร่ากลับบ้านมาร่วมในงานวันเกิดแม่ (แม่ที่ตายไปแล้วนั่นแหละค่ะ แต่พ่อยังไม่ลืม) และอาศัยช่วงเวลาที่อยู่บ้านนี้ สืบหาความจริงค่ะ ที่บ้าน วีร่าพบว่าพ่อมีอะไรบางอย่างแปลกไป เหมือนมีอะไรที่พ่อกำลังกลัว?

ตอนเกิดเหตุ Billy หายตัวไปนั้น ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งที่ว่าจะลักพาตัว Billy ไปคือ Tommy Rooth พรานป่าในหมู่บ้าน ... แต่ไม่มีหลักฐานอะไรมัดตัวเขาเลยค่ะ Tom กับน้าของ Billy ชื่อ Harald เป็นศัตรูกัน ไม่ชอบขี้หน้ากันอย่างมาก 

น้า Harald เป็นผู้มีอิทธิพลค่ะ เขาเป็นน้องชายของแม่ บ้านฝั่งแม่ของ Billy รวย มีที่ดินเยอะ หลายคนในหมู่บ้านเป็นลูกจ้างของ Harald ... ดังนั้นพอ Harald หมายหัวว่า Tom เป็นคนลักพาตัวหลานไป Tom ก็ไม่มีใครคบ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ...​ไม่มีใครเจอ Billy อีกเลยค่ะ รวมถึง Tom ด้วย จู่ๆ ก็หายสาบสูญไป ข่าวว่าไปทำงานในเรือ

ในหนังสือเล่าถึงการสืบสวนหาความจริงของวีร่า ความทรงจำที่เธอมีต่อแม่ ความเศร้าของพ่อ ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างเธอกับพี่ชาย ... ผู้เขียนบรรยายเรื่องได้ดีค่ะ เห็นภาพ เรื่องดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่เราไม่รู้สึกอึดอัด เรารู้สึกถึงบรรยากาศและความรู้สึกของวีร่าที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ... และวีร่าก็ไม่ใช่ซุปเปอร์เกิร์ล คือแบบให้สืบอะไรคนเดียว (ถึงมีพี่ชายเป็นตำรวจให้ปรึกษาได้บ้างก็ตาม) แต่เธอสืบไม่ถึงไหน ดูไม่ค่อยคืบหน้านักค่ะ

หมดวันหยุด วีร่ากลับมาสต็อกโฮล์มอีกครั้ง เจอกับ Isak หนนี้ Isak เล่าเรื่องชีวิตของเขาให้เธอฟังค่ะ ทั้งคู่สงสัยว่า บางทีทั้งคู่อาจจะเป็นพี่น้องกัน คือ Isak อาจจะคือ Billy ที่หายตัวไป ...​มาถึงตรงนี้ คนอ่านอย่างเราไม่เชื่อค่ะ คือมันไม่มีหลักฐานเลย คนนอกมองออกว่ามันทะแม่งๆ แต่กับคนในอย่างวีร่า เวลาที่เราอยากได้อย่างใดอย่างหนึ่งมากๆ อย่างในกรณีนี้ วีร่าอยากให้น้องของเธอยังมีชีวิตอยู่ ... เราก็มักจะตาบอด มองไม่เห็นพิรุธที่อยู่ตรงหน้าค่ะ

ทั้งคู่ (วีร่า กับ Isak) ตัดสินใจที่จะกลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง วีร่าจะพา Isak ไปพบพ่อค่ะ และจะขอเข้าไปห้องของ Billy กับห้องของแม่ด้วย (พ่อล็อคสองห้องนี้ไว้อย่างดี) 

การกลับมาของทั้งคู่ กระตุ้นให้ความลับที่ถูกปิดฝังมานานแล้วให้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง และมีใครบางคนไม่ต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

... สุดท้ายก็อย่างที่เราคนอ่านเดาได้แหละค่ะ ว่า จริงๆ แล้ว Isak กับวีร่าไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ Isak รู้ดีอยู่แล้ว แต่ที่เป็นปริศนาให้เราต้องอ่านต่อคือ แล้ว Isak คือใคร? มีเจตนาอะไรถึงมาเข้าหาวีร่า? แล้วตอนนี้ Billy อยู่ไหน? ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายไปตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว? พ่อของวีร่ากลัวอะไร? Tom Rooth หายไปไหน? ทิ้งเมียและลูกอีกสองคน แล้วก็หายไปเลย น้า Harald ของวีร่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้หรือไม่?

คำถามทั้งหมดนี้ต้องอ่านมาจนจะจบเล่มค่ะ จึงจะเริ่มกระจ่าง คนเขียนเขียนเก่งมาก บางบทเนี่ยตอนแรกๆ เหมือนวีร่าจะค้นพบอะไรบางอย่าง แต่เอาเข้าจริงก็เป็นเพียงชิ้นส่วนปริศนา ที่เราคนอ่านก็งงว่ามันสำคัญอย่างไร มากระจ่างก็ตอนจบค่ะ เมื่อจิ๊กซอว์ทุกชิ้นถูกต่อเข้าด้วยกัน

อ่านไปแล้วติดใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ ช่วงที่กำลังหา Billy กันนั้น มีการทอดแหลากในบึง (คือตอนนั้นทุกคนคิดว่า Billy อาจจะตายแล้ว เลยพยายามหาศพกัน) แล้วมีการเจอศพของผู้ใหญ่คนหนึ่ง หนังสือตัดแค่นี้ ไม่เล่าว่านั้นคือศพของใคร ตัดจบและไม่เขียนถึงอีกเลย ...มันเลยรู้สึกคาใจน่ะค่ะ

ตำรวจในเรื่องก็สอบสวนภายใต้อิทธิพลของน้า Harald ที่เข้ามาวุ่นวายชี้นำ เพราะปักใจเชื่อว่า Tom คือคนลักพาตัวหลานไป 

แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อความจริงกระจ่าง มันคือโศกนาฎกรรมของครอบครัวนี้จริงๆ ค่ะ น่าสงสารสุดก็คงจะเป็นพ่อของวีร่า สามีที่ภักดี...




 

Thursday, November 4, 2021

The Good Daughter

 


หนังสือชื่อ  :  The Good Daughter

ผู้แต่ง  :  Karin Slaughter

สำนักพิมพ์  :  Harper Collins Publishers Ltd.


เป็นหนังสือเล่มหนามากค่ะ เจ็ดร้อยกว่าหน้า เริ่มเรื่องเฉื่อยๆ แต่พอผ่านกลางเรื่องไปแล้ว กลับวางไม่ลง ต้องอ่านรวดเดียว ไม่เป็นอันทำงานทำการเลยค่ะ แบบว่าอยากรู้จัด


ไม่ใช่หนังสือสืบสวนแบบนักสืบอะไรนะคะ ออกแนวดราม่าภายในครอบครัวมากกว่าค่ะ ... คือเรื่องมันเริ่มจากเมื่อ 28 ปีก่อน ตอนสองศรีพี่น้อง แซม คนพี่อายุ 15 ปี และแครี่ อายุ 13 ปี บ้านของทั้งคู่เพิ่งโดนไฟไหม้มากค่ะ เสียหายหมดเลย ..ที่โดนไฟไหม้เพราะรัสตี้ พ่อของทั้งคู่ทำงานเป็นทนายให้กับอาชญากร และเพิ่งรับว่าความให้แก่นักข่มขืนไป คือที่นั่นเป็นเมืองเล็กๆ น่ะค่ะ คนรู้จักกันทั่วถึง ดังนั้นใครทำดีทำชั่วเขาก็รู้กันหมด แล้วเหยื่อที่ถูกนายคนนี้ข่มขืนก็ทนความกดดันไม่ไหว แขวนคอตาย กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมือง ดังนั้นเรียกได้ว่า ชาวบ้านเกลียดรัสตี้ รองลงจากตัวคนร้ายเลยล่ะค่ะ 

.

พอบ้านโดนไฟไหม้ ทั้งครอบครัวก็เลยต้องย้ายมาอยู่บ้านฟาร์ม เป็นบ้านฟาร์มที่เจ้าของเก่าฆ่าตัวตายแล้วฟาร์มก็เลยทิ้งร้าง คือแบบบ้านไม่มีใครเอาว่างั้น ... 

เรื่องเริ่มขึ้นในวันหนึ่ง ที่รัสตี้คนพ่อไม่อยู่บ้าน อยู่แต่แกมม่า (แม่) และลูกทั้งสอง ...โจรสองคนสวมชุดไอ้โม่งบุกเข้าบ้านค่ะ ต้องการจะมาเอาตัวรัสตี้ แต่รัสตี้ไม่อยู่ไง แล้วโจรเผลอยิงแกมม่าตาย ต่อหน้าต่อตาลูกทั้งสอง ณ ตอนนั้นเอง เด็กๆ จำชื่อโจรหนึ่งในสองได้ โจรเลยใช้ปืนจี้ให้เด็กทั้งสองเดินเท้าเข้าป่าหลังบ้าน ที่ในป่านั้น พวกโจรขุดหลุมรอไว้แล้วค่ะ ตั้งใจเอาไว้ฝังรัสตี้ แต่ตอนนี้จะฝังเด็กๆ แทน ... แซมพี่สาวส่งสัญญาณให้แครี่หนีไป วิ่งให้เร็วที่สุด และไม่ต้องมองมาข้างหลัง ...ตัวแซมนั้นโดนโจรทำร้ายจนมองไม่เห็นค่ะ ไม่สามารถวิ่งหนีได้ เธออยากให้อย่างน้อยน้องสาวปลอดภัย 

.

ตัดมา 28 ปีถัดมา นิยายเริ่มเล่าในมุมของแครี่ เธอยังอยู่ที่เมืองเดิม ทำงานเป็นทนาย เปิดสำนักงานกฏหมาย ใช้อาคารเดียวกับรัสตี้ ... แครี่มีนัดไปโรงเรียนเพื่อไปเอาโทรศัพท์ที่เผลอหยิบสลับกับของคู่นอนคืนเดียวไป บังเอิญว่าคู่นอนเป็นครูที่โรงเรียน คือเรื่องมันควรเป็น one night stand ก็เลยกลายเป็นอิหลักอิเหลื่อต้องมาเจอกันอีกวันรุ่งขึ้น

ความซวยดันเกิดตรงที่เกิดเหตุยิงกันในโรงเรียนขึ้น (อเมริกาอ่ะนะ) ทั้งแครี่และคู่นอนคืนเดียวอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นพยานเห็นเหตุการณ์ ...เหตุการณ์นั้นมีคนตาย 2 คน คนหนึ่งเป็นครูผู้ชาย อีกคนเป็นเด็กผู้หญิง จับคนยิงได้ในที่เกิดเหตุ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 18 ปี ชื่อแคลลี่

.

ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องการสืบสวนในมุมของทนายค่ะ เพราะรัสตี้จะเป็นทนายให้กับแคลลี่ (ฆาตกร) ส่วนแครี่นั้นพอเรื่องกลายเป็นข่าวใหญ่ เลยกลายเป็นว่า เบ็น สามี (ที่ตอนนี้ทะเลากัน แยกกันอยู่ แต่ยังไม่หย่ากัน) ก็รู้ว่าแครี่นอกใจ ดราม่าไป

แต่รัสตี้ยังไม่ทันได้คุยกับลูกความ เขาก็โดนแทงค่ะ ... เบ็นเลยส่งอีเมล์บอกให้แซมกลับบ้าน

ก่อนหน้านี้ หนังสือไม่ได้เล่าถึงแซมเลยค่ะ ว่าหลังจากถูกยิงที่หัว และโดนฝังทั้งเป็นแล้ว เธอรอดชีวิตหรือเปล่า ต้องทนอ่านไปร้อยกว่าหน้า จึงถึงคิวแซม ...แซมทำได้ดีค่ะ เธอเป็นทนายความกฎหมายลิขสิทธิ์ รวย เก่ง แต่ได้รับผลกระทบทางร่างกายจากเหตุการณ์นั้นนิดหน่อย เช่น เดินไม่คล่อง ตามองไม่ค่อยดี 

.

ความสัมพันธ์ระหว่างแซม กับแครี่และพ่อรัสตี้ ไม่ดีค่ะ แซมไม่คุยกับเขาทั้งคู่มาเป็นสิบๆ ปี คือไม่ได้เกลียดกันนะคะ ยังรักกัน แต่เข้ากันไม่ได้มากกว่า แซมชอบคิดว่า แครี่คือลูกสาวที่ดีของพ่อ เพราะดำเนินตามรอยพ่อทุกอย่าง ส่วนเธอนั้นเหมือนแม่ ในขณะที่แครี่คิดว่าพ่อรักแซม เลยปล่อยให้แซมเป็นอย่างที่อยากเป็น ... แต่พอแซมรู้ว่าพ่อโดนแทง ก็เลยคิดว่า แวะมาเยี่ยมสักหน่อย ... แต่กลายเป็นว่ารัสตี้ ขอให้แซมช่วยว่าความคดีของแคลลี่ที่จะเกิดขึ้นนัดแรกในวันรุ่งขึ้นให้หน่อย (แครี่ทำไม่ได้เพราะเธอเป็นพยานค่ะ ทนายที่เหลือของเมืองก็ขี้เหล้า แคลลี่คงตายเร็วขึ้นถ้าให้เขาทำ)

พอแซมสัมภาษณ์แคลลี่ ก็เลยได้รู้ว่า แคลลี่เป็นเด็กหัวอ่อน อ่อนแบบชักจูงให้ทำอะไรก็ได้ ใครพูดอะไรก็เชื่อหมด ใส่อะไรไปในหัวก็ทำตาม ก็เชื่อ ...คือน่าจะมีปัญหาด้านสติปัญญา ทำให้เรื่องมันดูทะแม่งๆ ค่ะ รวมถึงกระสุนที่ยิงเข้าครูผู้ชายทั้งสามนัดแม่นๆ และอีกหนึ่งนัดเข้าเด็กผู้หญิง แต่ทำไมมีสองนัดที่ยิงพลาด คือมันเหมือนไม่ได้ยิงสุ่มมั่วๆ แถมหลังเกิดเหตุ ปืนที่ใช้ก่อเหตุก็หายไปอีก ไม่รู้ใครเอาไป?

.

ถ้าดูจากปกหนังสือ เขียนว่า "กว่า 28 ปีที่เธอซ่อนความลับไว้" แต่อ่านมาจนถึงกลางเล่มยังไม่เห็นว่าอะไรคือความลับเมื่อ 28 ปีก่อนเลย คือหนังสือเล่าแต่เหตุการณ์ในปัจจุบัน ส่วนเรื่องย้อนอดีตเล่ามาสองบท ในมุมของแซม และมุมของแครี่ ก็ดูชัดเจนดีว่าเกิดอะไรขึ้น 

.

แต่อ่านไปเรื่อยๆ ถึงได้รู้สึกว่า แครี่มีอะไรในใจค่ะ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตคู่ของเธอกับเบ็น ... แครี่ไม่ได้เสียใจที่เธอวิ่งหนีไปโดยไม่หันมาช่วยพี่สาว แต่เธอเสียใจที่วิ่งไม่เร็วพอต่างหาก...

.

หลังกลางเล่มไปแล้ว จึงได้เฉลยว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นเมื่อ 28 ปีก่อน แครี่โดนหนึ่งในคนร้ายข่มขืนค่ะ คิดสิคะว่าเธออายุแค่ 13 ปี คนร้ายไม่ได้ยัดแค่อวัยวะ แต่ยัดกำปั้น ยัดมีด เข้าในอวัยวะของเธอ ทารุณสำหรับเด็กน้อยมากๆๆ ...แต่เรื่องทั้งหมดคือความลับ รัสตี้ไม่อยากให้แครี่ผ่านกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ เพราะไม่ต่างจากเธอโดนข่มขืนอีกรอบ ยิ่งแครี่เป็นลูกของทนายความที่เพิ่งว่าความให้นักข่มขืนไป คิดดูสิคะ ทั้งเมืองคงสมน้ำหน้า แทนที่จะเห็นใจ ... เรื่องนี้จึงเป็นความลับในใจของแครี่ และเธอโทษว่าเพราะสิ่งที่เธอโดนทำให้มดลูกเธอเสียหาย และแท้งถึงสี่ครั้ง

.

พอมาปลายเล่มก็เริ่มขมวดปม และเริ่มวางไม่ลงค่ะ ต้องอ่านให้จบ เรื่องในอดีตเมื่อ 28 ปีที่แล้ว ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์ยิงในปัจจุบัน กลับมีความเชื่อมโยงบางอย่าง ...รัสตี้ ที่ตอนอ่านแรกๆ นึกภาพเป็นทนายเจ้าเล่ห์ เอาชีวิตลูกเมียมาเสี่ยง ... พอตอนจบกลับต้องเปลี่ยนความคิด รัสตี้กลายเป็นทนายผู้มีอุดมการณ์และคอยอยู่ข้างคนด้อยโอกาสในสังคม รัสตี้ผู้เชื่อในการให้โอกาสคนครั้งที่สอง ผู้มีหัวใจให้อภัยที่ยิ่งใหญ่

.

หนังสือสนุกค่ะ แต่พร่ำเพ้อมากเกินไป บางทีก็รู้สึกว่ามีแต่น้ำ แต่ละบทก็ยาวเป็นสิบๆ หน้า บางทีอ่านไปก็ลืมไปเลยว่าจุดพีกของบทนี้คืออะไร เพราะบรรยายมากเกินไป ... แต่ข้อดีก็คือ ทำให้เราคนอ่านรู้สึกผูกพันกับตัวละครมากขึ้น เข้าใจถึงความคิดของแต่ละคน (หนังสือบางบทเขียนในมุมของแครี่ และบางบทเขียนในมุมของแซมค่ะ)

.


Monday, October 18, 2021

The Midnight Library


 
หนังสือชื่อ  :  The Midnight Library

ผู้แต่ง  :  Matt Haig

สำนักพิมพ์  :  Canongate Books


เป็นหนังสืออันโด่งดัง มีคนรีวิวว่าดีมากมายค่ะ ทั้งที่รีวิวภาษาไทย และภาษาอังกฤษ (ที่เห็น มีแปลเป็นภาษาไทย และภาษาดัตช์ด้วยค่ะ) พอดีให้แอป BorrowBox ของห้องสมุดมีเล่มนี้ให้ยืม เลยกดยืมมาอ่านอย่างไวเลยค่ะ

ถึงแม้ตอนนี้เพิ่งอ่านจบไป แต่ยังไม่อยากกดคืนหนังสือค่ะ ตั้งใจว่าจะเอามาอ่านอีกรอบ เพราะมันดีจริงๆ ค่ะ

หนังสือเล่มนี้เป็นนิยาย ทำให้เรื่องมันย่อยง่าย ไม่ใช่หนังสือปรัชญาเต็มไปด้วยคำกลวงๆ มากมายที่คนอ่านบางทีก็นึกภาพตามไม่ออก เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิตแบบในหนังสือมาก่อน ... แต่เรื่องนี้เป็นนิยาย นำเสนอผ่านประสบการณ์ชีวิตของตัวละครเอกคือ Nora Seed ค่ะ

Nora Seed มีชีวิตที่เธอคิดว่าเฮงซวยค่ะ เธอคิดว่าชีวิตที่ผ่านมาเธอตัดสินใจหลายๆ อย่างในชีวิตผิดพลาด ทำให้ผลกระทบคือชีวิตเธอซวยซ้ำซวยซ้อนเรื่อยๆ มา ไม่ว่าจะเป็น พ่อตาย เธอทนความกดดันของการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไม่ไหว เลยเลิกว่ายน้ำ ทั้งๆ ที่เป็นดาวรุ่งมุ่งโอลิมปิก ยกเลิกการเรียนต่อด้านจิตวิทยา หรือเธอยกเลิกการแต่งงานกับคู่หมั้นในนาทีสุดท้าย หรือเธอยกเลิกการร่วมวงดนตรีกับพี่ชาย ทำให้วงต้องยุบไป พี่ชายก็โกรธ เลิกคุยกับเธอไปเลยค่ะ และล่าสุดก็แมวตายค่ะ ... คือเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่อง เป็นน้องสาวที่แย่ คู่หมั้นที่ไม่ดี ลูกจ้างที่ไม่รับผิดชอบ แล้วล่าสุดยังเป็นทาสแมวที่ห่วยอีก 

เมื่อชีวิตมันเฮงซวยถึงขีดสุด ชีวิตเหมือนไม่เคยประสบความสำเร็จในอะไรเลย และเหมือนไม่มีใครต้องการเธอเลย เธอไม่จำเป็นสำหรับใครเลย Nora Seed จึงตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตายค่ะ ...​และระหว่างที่ชีวิตของเธออยู่ระหว่างความเป็นความตายนั้น จิตวิญญาณของเธอก็เข้าสู่สถานที่ที่เรียกว่า "ห้องสมุดเที่ยงคืน" โดยในห้องสมุดนั้นมีบรรณารักษ์ Mrs. Elm ดูแลอยู่ค่ะ

ทั้งหมดนี้คือชีวิตหลังความตายค่ะ Nora มีความเสียใจมากมายเหลือเกินเมื่อตอนเธอมีชีวิตอยู่ เสียใจที่ทำให้คนอื่นผิดหวัง เสียใจที่เลิกทำสิ่งที่หลายคนคิดว่าดี แล้วสิ่งที่เธอเลือกทำเอง เธอก็ทนความกดดันไม่ไหว และยกเลิก ฯลฯ ... และที่ห้องสมุดเที่ยงคืนนี้ Nora จะได้มีโอกาสกลับไป "ลอง" ใช้ชีวิตในแบบที่เธอไม่ได้เลือกในตอนแรกค่ะ 

ในแต่ละวันของคนเรา มีเรื่องมากมายที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น วันนี้จะใส่ชุดอะไร จะกินอะไร ฯลฯ และทุกครั้งของการตัดสินใจ ก็มีความเป็นไปได้เกิดขึ้น ความเป็นไปได้ว่า "ถ้าเราตัดสินใจอีกอย่างหนึ่ง ชีวิตจะเปลี่ยนไปเช่นไร?" เหมือน butterfly effect น่ะค่ะ 

ที่ห้องสมุดเที่ยงคืน Nora ได้มีโอกาสเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตในสิ่งที่เธอเคยไม่เลือกมาก่อน เช่น เลือกที่จะฝึกว่ายน้ำต่อจนได้เหรียญโอลิมปิก และประสบความสำเร็จในชีวิต หรือเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับเพื่อนรักที่ออสเตรเลีย หรือเลือกที่จะแต่งงานกับคู่หมั้นและเปิดผับด้วยกัน หรือเรื่องเล็กๆ เช่น เลือกไม่ปล่อยแมวออกจากบ้าน เพื่อที่ไม่ให้มันไปถูกรถชนตาย ฯลฯ 

และทุกๆ ทางเลือกชีวิตที่ Nora เลือก เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อเสียของมัน เธอไม่สามารถห้ามความตายไม่ให้เกิดขึ้นได้ ... แม้ในชีวิตที่เธอประสบความสำเร็จในชีวิต (ในสายตาคนอื่น) มันก็มีราคาของมัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกว่าเธอจะมาถึงจุดนั้น การประสบความสำเร็จในชีวิต (ในสายตาคนอื่น) ไม่เท่ากับการมีความสุขในชีวิตหรอกค่ะ ... เธอได้เรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้ว เธอยังอยากจะมีชีวิตอยู่ และยอมรับตัวเองในอย่างที่ตัวเองเป็น มีความสุขกับตัวเองโดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร 
..........
หนังสือดีมากเลยค่ะ พล็อตเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ดีคือเรื่องเล่าระหว่างทางต่างหาก การค่อยๆ ค้นพบความสุขภายในของ Nora ... การค่อยๆ เติบโตขึ้นทางความคิดของ Nora พร้อมๆ กับคนอ่านค่ะ 
.
มีประโยคเด็ดๆ กินใจมากมายจากหนังสือเล่มนี้ค่ะ จนต้องกลับมาอ่านซ้ำอีกรอบ เพื่อซึมซับเรื่องราวให้ดีขึ้น เช่น 
"The only way to learn is to live"
"It seems impossible to live without hurting people."
"You might need to stop worrying about other people's approval, Nora."
"Never underestimate the big importance of small things."
...
อ่านเล่มนี้ แล้วอยากหาหนังสือชื่อ Walden ของ Henry David Thoreau มาอ่านเลยค่ะ เพราะเขาเป็นนักปรัชญาคนโปรดของ Nora และหนังสือเล่มนี้ยกข้อเขียนของ Walden มาบ่อยมาก


Monday, September 27, 2021

Trust Me


 

หนังสือชื่อ :  Trust Me

ผู้แต่ง :  T.M. Logan

สำนักพิมพ์ :  Zaffre


เป็นการอ่านครั้งแรกของนักเขียนคนนี้ค่ะ ยืมหนังสือเล่มนี้เป็นอีบุ๊กมาจากแอป BorrowBox ของห้องสมุด

.

เป็นหนังสือแนวสืบสวนอย่างที่ชอบอ่าน เรื่องมันเริ่มจากตัวเอกของเรื่องคือ Ellen ขณะกำลังนั่งรถไฟเดินทางกลับลอนดอน มีแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งมาขอนั่งที่นั่งว่างข้างๆ ด้วย หลังจากการแนะนำตัวกันนิดหน่อย คุณแม่ยังสาว (อายุสักยี่สิบต้นๆ) บอกว่าเธอชื่อ Kathryn ส่วนเด็กน้อยอายุ 3 เดือนที่มากับเธอนั้นชื่อ Mia --- ระหว่างนั้นก็มีสายเข้าที่โทรศัพท์ของ Kathryn อย่างต่อเนื่องค่ะ จนเธอต้องขอให้ Ellen ช่วยดูแล Mia สักแป่บ เธอต้องขอตัวรับสายสำคัญนี้ ซึ่ง Ellen ก็ตกลงช่วย 

.... แต่ ...แต่ Kathryn ไม่กลับมา! เธอลงรถไฟในสถานีถัดไป แล้วก็หายไปเลย ... ทิ้งทารกน้อย Mia ไว้กับ Ellen พร้อมกระดาษโน๊ตแผ่นหนึ่ง (Ellen ค้นเจอ หลังจากแน่ใจแล้วว่า Kathryn ไม่กลับมาแน่) กระดาษแผ่นนั้นเขียนว่า "ช่วยปกป้อง Mia ด้วย อย่าไว้ใจใคร อย่าไว้ใจตำรวจ"

.

นั่นแหละค่ะ จุดเร่ิมต้นของเรื่องทั้งหมด ... ทั้งเรื่องไม่รู้จะไว้ใจใครได้เลย แล้วก็ไม่รู้อะไรเลย อ่านมาจนเกินครึ่งเล่ม ยังไม่รู้เลยค่ะ ว่าจะไว้ใจใครได้ รู้แค่ว่าเรื่องนี้มีแค่ Ellen กับ Mia เท่านั้นที่เป็นคนดี ... แต่ไม่รู้เลยว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของเด็กน้อย Mia (ตรงนี้เราเดาถูกว่า Kathryn ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของ Mia แต่อาจจะเป็นญาติหรืออะไร เพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าเธอหวังดีกับ Mia ด้วยใจจริง) แล้วก็ไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไร ทำไมมีผู้ชายอย่างน้อย 2 คน จึงต้องตามหวังจะเอาชีวิตกับเด็กอายุสามเดือน

.

คนเขียนเขียนเก่งมากค่ะ ในการทำให้เรื่องมันดูมีเหตุผล ผูกปมต่างๆ เข้ากันด้วยดี เพราะเราคนอ่านตอนแรกก็ไม่อยากจะเชื่อว่าทำไม Ellen จึงต้องยอมเสี่ยงชีวิตปกป้อง Mia ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกันเลย ถึงแม้จะมีคำอธิบายในตอนต้นเรื่องว่า Ellen อยากมีลูก และพยายามจะตั้งครรภ์ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์หลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งชีวิตสมรสพัง ผัวขอหย่า หย่าเสร็จผัวแต่งงานใหม่ และเมียใหม่ก็ท้องเลย ... แต่เหตุผลเพียงแค่รักเด็ก อยากมีลูก ไม่เพียงพอถึงขนาดเสี่ยงชีวิตขนาดนี้ไงค่ะ ... จนกระทั่งใกล้จบ ก็เฉลยถึงปมในใจของ Ellen ในเหตุการณ์สมัยทำงานที่ลิเบีย ... เราถึงเข้าใจว่า อืม...สมเหตุสมผล

.

ส่วนผู้ชาย ที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้าย 2 คน คือ Dominic กับ Leo ทั้งคู่เหมือนจะไม่รู้จักกัน แต่กลับตาม Mia และ Ellen โดยอ่านไปก็ไม่เข้าใจว่าแรงจูงใจคืออะไร จะว่าเป็นพ่อของ Mia ก็ไม่น่าจะใช่ อ่านแล้วไม่รู้สึกถึงความผูกพันขนาดนั้น และไม่รู้สึกด้วยว่าหวังร้ายอยากฆ่า Mia ให้ตาย แต่ที่ตามเด็กน้อย เหมือนพวกเขาต้องการอะไรสักอย่างมากกว่า ... มันทำให้ต้องอ่านต่อไปเรื่อยๆ จนใกล้จบจึงเฉลยน่ะค่ะ 

.

เนี่ยแหละค่ะ ... ความรู้สึกของการอ่านหนังสือเล่มนี้ เต็มไปด้วยความสงสัย ทำไม ทำไม และก็ไม่สามารถไว้ใจตัวละครคนไหนได้เลยค่ะ สมชื่อเรื่องจริงๆ ... จนมาเฉลยในตอนสุดท้าย

หนังสืออ่านสนุกค่ะ เรื่องดำเนินรวดเร็ว คือถึงแม้ผู้เขียนจะกั๊กไม่ยอมบอกปริศนาต่างๆ แต่เนื่องจากเรื่องดำเนินไปภายในเวลา 4-5 วัน เลยทำให้ไม่รู้สึกว่าช้า 

---------

.

[สปอยด์]

.

ก่อนหน้านั้น มีฆาตกรรมต่อเนื่อง 3 รายเกิดขึ้น เหยื่อ 2 คนแรกเป็นโสเภณี และถูกสังหารเสียชีวิต ในขณะที่เหยื่อรายที่สาม ชื่อ Zoe ไม่เสียชีวิต แต่สมองตาย Zoe ไม่ใช่โสเภณีแต่เธอทำงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือหญิงค้ากามให้สามารถเลิกทำงานแบบนี้ และกลับมามีชีวิตปกติ ... ตำรวจสัญนิษฐานว่า เหยื่อทั้งสามรายถูกกระทำโดยฆาตกรคนเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถตามจับคนร้ายได้ เพราะคนร้ายไม่ได้ทิ้งหลักฐานใดๆ ทางนิติเวชให้สืบต่อได้เลย จนสื่อมวลชนตั้งฉายาฆาตกรต่อเนื่องรายนี้ว่า "The Ghost" 

.

Zoe บ้านรวย พอเธอสมองตาย แต่ตัวไม่ตาย ดังนั้นพ่อแม่เลยย้ายเธอมารักษาตัวที่บ้าน และต่อมาก็ค้นพบว่าเธอตั้งครรภ์ ... ซึ่งเด็กน้อยก็คือ Mia นั้นเอง ไม่มีใครรู้ว่า พ่อของเด็กคือใคร (Dominic คือสามีเก่าของ Zoe แต่เลิกกันแล้ว Mia ไม่ใช่ลูกของ Dominic แน่ๆ) ... มีความเป็นไปได้ว่า Mia คือลูกของ Zoe กับ The Ghost ... ดังนั้น ตำรวจจึงอยากได้ดีเอ็นเอของ Mia เพื่อสืบกลับไปว่า The Ghost คือใครกันแน่ 

.

นั่นแหละคือที่มาของเรื่องทั้งหมด เพราะ The Ghost ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้ เลยต้องหาทางกำจัด Mia ให้ได้



Friday, March 12, 2021

THE GIRL ON THE TRAIN

 


หนังสือชื่อ  :  The Girl on the Train

ผู้แต่ง  :  Paula Hawkins

สำนักพิมพ์  :  Transworld Publishers


// หลังจากที่ได้แว่นตาใหม่ ปัญหาเรื่องอ่านหนังสือตัวเล็กไม่ได้ก็หมดไป คราวนี้เลยอ่านใหญ่เลยค่ะ กลับมามีความสุขกับการอ่านเหมือนเดิม :)

หนังสือเล่มนี้สนุกนะคะ หนังสือมีตัวเอกเป็นผู้หญิง 3 คน คือ ราเชล (Rachel) แอนนา (Anna) และเมแกน (Megan) ในหนังสือจะแบ่งเป็นบทๆ ตามชื่อตัวเอก แต่ละบทบอกเล่าความคิดของตัวเองคนนั้นๆ ในฐานะคนอ่าน ซึ่งเหมือนคนมองภาพรวมทั้งหมด ทำให้เราเร่ิมปะติดปะต่อภาพเหตุการณ์ต่างๆ อย่างช้าๆ ...และเริ่มเดาได้ว่าใครคือฆาตกร แต่ความสนุกของหนังสืออยู่ที่ ตัวเอกจะตัวจะรู้ตัวเมื่อไรว่าคนใกล้ตัวพวกเธอนั่นแหละที่อันตรายที่สุด

การดำเนินเรื่องคล้ายไดอารี่ของตัวละครแต่ละคนค่ะ เรื่องมันเริ่มจากราเชล เธอเป็นหญิงมีปัญหาชีวิต สามีขอหย่า ตัวเธอเองก็ติดเหล้า ติดเหล้าจนสามีมีชู้ ชู้ตั้งครรภ์ สามีขอหย่า และที่เจ็บคือให้เธอออกจากบ้านที่เคยซื้อร่วมกัน แล้วก็เอาเมียใหม่เข้าบ้านมาอยู่แทนที่เธอ ... ชู้ของสามีราเชล ก็ไม่ใช่ใครค่ะ นังแอนนานั่นเอง 

ส่วนเมแกนอยู่บ้านใกล้ๆ กันกับบ้านของแอนนา และราเชลค่ะ เธอแต่งงานแล้วอยู่กับสามี 

ราเชลหลังจากหย่ากับสามีก็ยังคงต้องนั่งรถไฟไปทำงานที่ลอนดอนทุกวัน โดยรถไฟจะผ่านบ้านเดิมที่เธอเคยอยู่อย่างมีความสุขกับอดีตสามีค่ะ ... เนื่องจากยังเจ็บอยู่ ยังทำใจรับไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงพยายามไม่มองบ้านเก่าของเธอ แต่ดึงความสนใจไปมองบ้านของเมแกนแทนค่ะ ดังนั้นทุกวันเช้า-เย็น เธอจึงเห็นความเป็นไปในบ้านเมแกน แต่แบบผ่านๆ นะคะ ราเชลไม่รู้จักเมแกนและสามีมาก่อน ราเชลเลยจินตนาการเอาตามสิ่งที่เธอเห็น ตั้งชื่อเมแกนกับสามีขึ้นมา จินตนาการว่าทั้งคู่เป็นครอบครัวที่มีความสุข รักกันมาก

.

อยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างนั่งรถไฟผ่านบ้านของเมแกน ราเชลเห็นว่า เมแกนกำลังจูบอย่างลึกซึ้งกับผู้ชายคนหนึ่ง ...ซึ่งไม่ใช่สามีของเมแกน! นั่นทำให้ราเชลช็อกและรู้สึกเหมือนเมแกนทรยศเธอ คือแบบอารมณ์เธอสร้างจินตนาการครอบครัวอบอุ่น รักกันที่เธอฝัน แล้วกลับพบว่าความจริงคู่รักที่เธอคิดว่ารักกันนั้น ไม่ใช่เลย

.

และราเชลก็ยิ่งช็อกต่อมา เมื่อพบว่า เมแกนหายไป! และผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือ สามีของเมแกนค่ะ ... ด้วยที่ว่าราเชลแอบดูครอบครัวนี้มานาน จนเธอเกิดความผูกพัน เธอจึงอยากช่วยสก็อต (Scott) สามีของเมแกนค่ะ เรื่องมันพันพัวยุ่งเหยิงเนื่องจากวันที่เมแกนหายไปนั้น ราเชลผู้ซึ่งยังทำใจเลิกกับสามีไม่ได้ ตามมาตอแยครอบครัวของอดีตสามี แอนนาสติแตก กลัวราเชลจะทำร้ายลูกน้อย ... จึงรีบโทรบอกทอม (Tom) สามีแอนนา และอดีตสามีราเชล แล้วยังไงก็ไม่ทราบ ราเชลพบว่า ตัวเองมีแผลเหมือนถูกตีด้วยของมีคมที่หัว ราเชลจำอะไรในช่วงนั้นไม่ได้เลยค่ะ เพราะเมา แล้วคืนนั้นก็เป็นคืนที่มีคนพบเห็นเมแกนเป็นครั้งสุดท้ายด้วย ... เลยกลายเป็นว่า ราเชลก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยด้วยค่ะ

เรื่องมันก็เลยวนๆ อยู่กับสามสาว ในบทของเมแกนนั้น จะเล่าย้อนหลังกว่าอีกสองคนค่ะ เมแกนนี่เริ่มต้นรู้สึกว่า เธอนี่เพศยา มั่วไปหมด แต่พอเรื่องดำเนินไปสักพัก เราจะเข้าใจว่า เธอมีบาดแผลในชีวิตที่ทำให้เธอรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต 

ส่วนแอนนาเนี่ย อีนังเมียน้อยค่ะ อ่านเล่มนี้แล้วเลยเข้าใจว่า มันมีจริงๆ นะ ผู้หญิงที่มีความสุขกับการเป็นเมียน้อย เพราะตอนเป็นเมียน้อยจะได้รับความสนใจจากผู้ชาย ชู้จะมองเธอเหมือนเป็นของสูงที่คว้ามาเป็นเจ้าของไม่ได้ ได้แต่ชื่นชมอย่างลับๆ การได้รับความเอาอกเอาใจ ความรู้สึกว่าตนเองสำคัญ มีเสน่ห์ ...แอนนาเลยชอบตอนแอบเป็นเมียน้อย เป็นชู้กับสามีของราเชลค่ะ และไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่แย่งทอมมาจากราเชลได้ 

ส่วนราเชล เธอเหมือนหมาที่จงรักภักดีต่อทอมน่ะค่ะ คือไม่ว่าทอมจะตำหนิเธออย่างไร ทำเลวกับเธอแค่ไหน เธอก็ยังรัก ยังตัดใจไม่ได้ คอยตาม คอยคร่ำครวญ ขอโทษทั้งๆ ที่ไม่ผิด ความเคารพในตัวเองต่ำค่ะ

ตัวละครทุกคนในเรื่อง ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลวสุดๆ ค่ะ เทาๆ เหมือนชีวิตคนเราทั่วไปแหละค่ะ ส่วนเราคนอ่านก็เหมือนพระเจ้า คือนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น 

-----

ถือเป็นนิยายที่สนุกค่ะ ความสนุกไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าใครคือฆาตกร (เพราะคนอ่านพอจะเดาออกได้เมื่อผ่านถึงเกือบท้ายๆ เล่ม) แต่ความลุ้นคือ เรื่องดำเนินไปอย่างช้าๆ ผ่านความคิดของผู้หญิงสามคน และเราก็ลุ้นว่า ทั้งคู่ที่ยังมีชีวิตอยู่ (ราเชล กับแอนนา) จะปะติดปะต่อข้อมูลของตัวเองได้เมื่อไร และรู้ตัวเมื่อไรว่าฆาตกรที่ฆ่าเมแกนนั้น อยู่ไม่ไกลจากพวกเธอเลย

Wednesday, March 3, 2021

Cold Case

 


หนังสือชื่อ :  Cold Case

ผู้แต่ง :  Faye Kellerman

สำนักพิมพ์ :  HarperCollinsPublisher


เป็นครั้งแรกที่อ่านผลงานของนักเขียนคนนี้ค่ะ หยิบมาอ่านเพราะเห็นว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจดี ... ก่อนหน้านี้ห่างหายจากการอ่านนิยายไปนานหลายเดือนเลยค่ะ เนื่องจากประสบปัญหาว่าอ่านหนังสือไม่ทน อ่านแล้วปวดหัว พาลให้ไม่อยากอ่าน เพิ่งมาทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะสายตายาวค่ะ ...พอได้ใส่แว่น ปัญหาก็หายไป หยิบหนังสือมาอ่านได้อย่างสบายใจ :)

หนังสือเล่มนี้เก่าแล้วนะคะ พิมพ์ออกมาในปี 2009 ดังนั้นเทคนิคต่างๆ ในการสืบสวนเลยดูจะล้าสมัยไปถ้าเทียบกับปัจจุบันค่ะ 

เรื่องเริ่มมาจาก เจ้าของบริษัทไอทีที่ร่ำรวยคนหนึ่งชื่อ Genoa Greeves เมื่อ 25 ปีก่อน สมัยที่เธอยังเรียนหนังสือ ด้วยนิสัยช่างเก็บตัว ไม่เข้าสังคม เชยๆ ทำให้เธอเข้ากับคนยาก ใครๆ ก็มองว่าเธอเป็นผู้หญิงแปลกและไม่มีใครอยากคบค่ะ นิสัยที่สมัยนี้เรียกว่า "เนิร์ด" แต่ตอนนั้นพฤติกรรมแบบนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไงคะ ทำให้เธอประสบปัญหา และทำให้เธอขาดความมั่นใจในตัวเอง ... แต่นอกจากพ่อแม่แล้ว มีคุณครูคนหนึ่งที่เข้าใจ และเอ่ยชมความเก่งของเธอค่ะ ครูคนนั้นคือ ด็อกเตอร์ Ben Little ค่ะ ซึ่งคำชมของครูในวันนั้นได้เพิ่มความมั่นใจในตัวเองของเธอ และเป็นแรงผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จกลายเป็นเจ้าของบริษัทไอทีที่ร่ำรวยคนหนึ่ง 

แต่เป็นที่น่าเศร้าว่า Dr. Ben เสียชีวิตจากการโดนฆาตกรรมไปแล้วเมื่อ 15 ปีก่อนค่ะ และเป็นการเสียชีวิตที่หาตัวคนร้ายไม่ได้ด้วย .... 15 ปีต่อมา มีคดีฆาตกรรมที่มีรูปแบบคล้ายกับคดีที่เกิดขึ้นกับ Dr. Ben ค่ะ ผู้เสียชีวิตคือ Primo Ekerling ถูกคนร้ายยิง แล้วเอาศพยัดไว้ที่ท้ายรถของ Primo เอง แล้วคนร้ายก็ขับรถไปจอดทิ้งไว้ จนมีผู้มาพบศพค่ะ

คดีของ Primo จับผู้ต้องสงสัยได้ เป็นเด็กวัยรุ่นสองคนค่ะ แต่ทั้งสองให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ก่อเหตุฆาตกรรม เพียงแต่เห็นรถจอดทิ้งไว้ โดยมีพวงกุญแจคาอยู่ ก็เลยขโมยรถขับเล่นค่ะ โดยไม่รู้ว่าท้ายรถนั้นมีศพนอนอยู่

Primo Ekerling กับ Ben Little นอกจากเหตุที่ว่าทั้งคู่ตายในรูปแบบเดียวกันแล้ว นอกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยค่ะ Primo ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์เพลง ส่วน Ben เป็นครู และคดีทั้งสองก็เกิดห่างกัน 15 ปีด้วย ... แต่ Genoa รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกันของการถูกฆาตกรรม และเนื่องจากตอนนี้เธอรวยมากๆ แล้ว เธอก็เลยไปเจรจาขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรื้อคดีของ Ben มาทำใหม่ค่ะ คือถ้าสืบคดีสำเร็จ ตำรวจก็จะได้งบประมาณก้อนโตจากเธอไปฟรีๆ 

งานนี้เลยกลายเป็นความรับผิดชอบของตำรวจ Peter Decker กับเพื่อนร่วมทีม ให้สืบคดีนี้ค่ะ ... คดีนี้นอกจากจะยากที่เกิดเหตุเมื่อนาน 15 ปีมาแล้ว คดียังเพิ่มความซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อ หนึ่งในตำรวจที่เคยทำคดีของ Dr. Ben เมื่อ 15 ปีก่อน ดันมาฆ่าตัวตายก่อนที่ Decker จะเข้าพบเพื่อสอบถาม (Decker เป็นคนพบศพ เพราะนัดกับตำรวจผู้ตายว่าจะมาคุยกันเรื่องคดี) เหมือนฆ่าตัวตายหนีผิดยังไงยังงั้นเลยค่ะ

ข้อได้เปรียบของคดีฆาตกรรมที่เป็น cold case ก็คือ บางกรณีความผิด พฤติกรรม หรือสิ่งที่เคยปกปิดไว้หลังการฆาตกรรม พอเวลาผ่านไปก็ปิดไว้ไม่ได้อีกต่อไปค่ะ ... อย่างเช่น ภรรยาที่แสนดีของ Dr. Ben ก็มารู้ในภายหลัง ตอนรื้อคดีว่า จริงๆ แล้วเธอติดการพนันอย่างหนัก และมีชู้ด้วย

สืบไปสืบมา จนเกินครึ่งเล่มไปแล้ว ยังเดาไม่ได้เลยค่ะว่าใครเป็นคนฆาตกรรม Dr. Ben แต่พอเดาได้ลางๆ ว่าใครฆาตกรรม Primo ... แต่จู่ๆ ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญก็หายตัวไปซะงั้น!

----

พล็อตเรื่องสนุกค่ะ สำนวนของผู้แต่งก็ดี เริ่มต้นก็สนุก แต่จบแบบรวบรัดเกินไป บางอย่างก็ยังหาคำตอบไม่ได้ และผู้เขียนก็ไม่ได้เฉลยไว้ เช่น รอยเลือดของผู้หญิงที่เจอให้อพาร์ตเม้นท์ของผู้ต้องสงสัยคือเลือดของใคร? ส่วนตัวผิดหวังนิดหน่อยที่ Genoa Greeves ผู้ให้ทุน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรก็คดีนี้เลย ตำรวจไม่แม้แต่จะถามว่าเธอรู้จักกับผู้ต้องสงสัยหรือไม่? ... คือมันจบแบบไม่เคลียร์ รวบรัด เหมือนคนแต่งเขียนตอนต้นดี แล้วเว้นไว้ แล้วกลับมาเขียนต่อตอนจบน่ะค่ะ ทั้งเล่มมันเลยไม่ไปในโทนเดียวกัน