Wednesday, May 11, 2022

The Seven Deaths of Evelyn Hardcastle

 


หนังสือชื่อ  :  The Seven Deaths of Evelyn HardCastle

ผู้แต่ง  :  Stuart Turton

สำนักพิมพ์  :  Raven Books 


สนุกค่ะ เป็นนิยายเล่มหนา ความยาวพันกว่าหน้า แต่เนื้อหากลับวางไม่ลง และชวนให้อ่านต่อไปเรื่อยๆ อ่านแล้วเต็มไปด้วยความสงสัย เต็มไปด้วยคำถาม จนวางไม่ลง ต้องพลิกอ่านต่อไปเรื่อยๆ ... ถ้าคนที่ชอบสไตล์การดำเนินเรื่องแบบ "โลกของโซฟี" น่าจะชอบอ่านเล่มนี้ค่ะ เพราะเป็นการดำเนินเรื่องชวนให้งงในเรื่องของ time line ทำนองเดียวกัน

หนังสือเริ่มจากการรู้สึกตัวขึ้นกลางป่าของ Sebastia Bell, Bell ตื่นขึ้นมาแบบจำได้แค่ตะโกนเรียกชื่อ Anna แต่ที่เหลือจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ กลายเป็นคนความจำเสื่อม ... และต่อมาดูเหมือน Bell จะเป็นพยาน ได้ยินการฆาตกรรมผู้หญิงคนหนึ่งกลางป่า แต่พอตั้งทีมหา กลับไม่เห็นมีใครเจอศพของผู้หญิงปริศนาคนนั้น

ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า ทั้งหมดเป็นเกมส์ ที่ผู้เล่นคือ Aiden Bishop จะเข้าไปสิงอยู่ในร่างของแขกแต่ละคน ทั้งหมดมี 8 คนด้วยกัน มีเวลาอยู่ในร่างนั้นคนละ 24 ชั่วโมง หมดจาก 24 ชั่วโมง เวลาจะย้อนกลับไป 1 วัน แล้วก็ให้สิงร่างใหม่ ...ทั้งหมดที่ทำไปเพื่อหาตัวฆาตกร คนที่ฆาตกรรม Eyelyn Hardcastle โดยให้ Aiden สืบจากสายตาของพยานแต่ละคน วนไป 8 ครั้ง และเมื่อถึงวันสุดท้าย ถ้า Aiden ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ใครคือฆาตกร ทุกอย่างก็จะวนลูปกลับมาเหมือนเดิม คือ Aiden จะถูกลบความทรงจำเรื่องที่รู้เกี่ยวกับการฆาตกรรมก่อนหน้านี้ และกลับมาสิงร่างพยานใหม่ สืบหาฆาตกรต่อไป ... วนลูปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ ถ้าหาฆาตกรไม่ได้ ก็วนไปอย่างนี้เหมือนโดนสาปเรื่อยไป

เหตุการณ์ฆาตกรรมจะเกิดขึ้นในงานเลี้ยงต้อนรับ Evelyn Hardcastle และจะเป็นงานเปิดตัวคู่หมั้นของเธออย่างเป็นทางการด้วยค่ะ งานเลี้ยงจัดขึ้นที่ปราสาท Blackhealth อันเป็นปราสาทเก่าแก่ของตระกูล Hardcastle 

ปราสาท Blackhealth นี้ เมื่อ 19 ปีก่อน เคยมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นค่ะ เหยื่อคือเด็กชาย Thomas Hardcastle อายุ 7 ขวบ น้องชายของ Evelyn ค่ะ เสียชีวิตเพราะถูกแทง จับคนร้ายได้หนึ่งคน อีกคนหนีไปได้ -- เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ พ่อแม่ของ Evelyn โทษว่าเป็นความผิดของ Evelyn ที่ดูแลน้องไม่ดี (อ่านแล้วแปลกๆ เนอะ ทำไมโทษเด็ก ตอนที่เกิดเหตุนั้น Evelyn อายุแค่ 10 ขวบเองค่ะ)

Evelyn จะถูกฆาตกรรมในเวลาห้าทุ่มของทุกวันค่ะ ดูเผินๆ แล้วการตายของเธอน่าจะเรียกว่าการฆ่าตัวตายมากกว่า ...แต่ทำไมผู้คุมจึงตั้งกติกาว่าให้สืบฆาตกรที่ฆ่า Evelyn?

---

8 ร่างที่ Aiden จะเข้าสิงได้แก่

1. Dr. Sebastia Bell <-- เป็นเอเย่นต์ขายยาเสพติดให้แก่คนในปราสาท แต่หนึ่งวันก่อนปาร์ตี้ Bell เจออุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้ความจำเสื่อม 

2. Roger Collins <-- เป็นบัตเลอร์ของปราสาท 

3. Donald Davies <-- แขกที่ได้รับเชิญมาร่วมงานปาร์ตี้ เนื่องจากเป็นเพื่อนกับ Evelyn และน้องๆ มาตั้งแต่สมัยเด็ก

4. Lord Cecil Ravencourt <-- อดีตนายธนาคาร เป็นคนร่ำรวย แต่อายุมากแล้ว อาบน้ำด้วยตัวเองยังไม่ได้เลย และเป็นว่าที่คู่หมั้นของ Evelyn ที่จะเปิดตัวในงานปาร์ตี้คืนนี้

5. Jonathan Derby <-- นักข่มขืน ได้เป็นแขกมาร่วมงานปาร์ตี้ เพราะแม่สนิทกับครอบครัว Hardcastle เป็นผู้ชายน่ารังเกียจ 

6. Edward Dance <-- ทนายความ ของตระกูล Hardcastle

7. Jim Rashton <-- ตำรวจ เป็นหนึ่งได้แขกที่ได้รับเชิญร่วมงานปาร์ตี้ ที่ได้เป็นแขกเพราะเป็นแฟนกับ Grace Davies (พี่สาวของ Donald Davies)

8. Gregory Gold <-- จิตกร เป็นคนวาดภาพเหมือนของตระกูล Hardcastle 

---

ปาร์ตี้ก็ดูเหมือนจัดโดยมีเจตนาแอบแฝงค่ะ เพราะตั้งใจจัดในวันเดียวกับที่ Thomas ถูกฆาตกรรมเมื่อ 19 ปีก่อน และก็เชิญแขกคนเดียวกันกับเมื่อ 19 ปีก่อนด้วย ... และสุดท้าย Evelyn ก็ตายที่จุดเดียวกับที่ Thomas ตาย ต่อหน้าแขกในงาน!

นอกจากจะต้องสืบหาฆาตการที่ฆ่า Evelyn แล้ว Aiden ยังต้องระวัง the footman ด้วยค่ะ ในเรื่องบอกว่า the footman เป็นคนที่จ้องจะสังหารผู้เล่น เนื่องจากนอกจาก Aiden แล้วยังมีผู้เล่นคนอื่นๆ อยู่อีกด้วย กติกาคือ มีเพียงคนเดียวที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือฆาตกร และคนนั้นจะได้ออกจากลูปนี้ไป มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะออกไปได้ค่ะ 

.

เป็นนิยายที่สนุกค่ะ แต่ละบท อ่านแล้วก็เต็มไปด้วยคำถาม ทำไม ทำไม เต็มไปหมด ...อ่านช่วงแรกๆ เหมือนเป็นนิยายฆาตกรรมที่พล็อตหลวมๆ ไม่สมจริง ...แต่พออ่านไปเรื่อยๆ มีพลิกมุม หักมุม เยอะแยะไปหมดเลยค่ะ


Wednesday, April 20, 2022

The Little Cornish Kitchen

 


หนังสือชื่อ  :  The Little Cornish Kitchen

ผู้แต่ง  :  Jane Linfoot

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


อ่านได้เรื่อยๆ ค่ะ ไม่พีก อาจจะเป็นเพราะหยิบมาอ่านในช่วงยามที่บ้านเมืองมีสงคราม หลังจากเกิดวิกฤตโรคระบาดโควิดด้วยแหละ เลยรู้สึกว่า ชีวิตพวกเขาในนิยายเนี่ย ช่างไร้เดียงสาเสียจริง

เป็นเรื่องของ Clemmie ซึ่งเป็นนางเอกของนิยายเรื่องนี้ เธอกลับมาเมือง St Aidan เพื่อจัดการกับมรดกที่ได้รับจากย่า มรดกที่ได้เป็นแฟลตติดทะเลที่ย่าเคยอยู่ตอนมีชีวิตอยู่ 

Clemmie เคยอยู่ที่เมือง St Aidan นี้เมื่อตอนเด็กๆ และมีเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กๆ 3 คน คือ Sophie, Plum และ Nell ทั้งสามคนนี้ยังคงอยู่ที่เมือง St Aidan , Sophie แต่งงาน มีลูกแล้ว ที่เหลือยังไม่มีใครแต่ง

Clemmie จำได้ว่า เธอเคยมาเยี่ยม Laura ย่าของเธอบ่อยๆ เมื่อเธอยังเด็กเล็กๆ แต่หลังจากนั้น พอเธอโตขึ้น ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยค่ะ จนกระทั่ง Laura เสียชีวิต และทำพินัยกรรมยกแฟลตให้เธอ แต่หลังจาก Laura เสียชีวิต แฟลตมีผู้เช่าอยู่ ค่าเช่าก็เอามาบำรุงรักษาแฟลต และ Clemmie ก็ไม่จำเป็นต้องมาดูแฟลต จนกระทั่งตอนนี้ ผู้เช่าย้ายออกแล้ว ห้องว่างลง เธอจึงต้องกลับมาดู ประกอบกับเจ้านายของเธอที่ปารีสกำลังอยู่ในช่วงพักร้อน เธอก็เลยว่างมาเยี่ยมบ้านเก่าได้

คือประมาณครึ่งเล่มของนิยายดูเรื่อยๆ น่าเบื่อ และอ่านไม่เข้าใจ .... คือมุกตลก หรือเรื่องเล่าที่ตัวละครคุยกัน เหมือนรู้กันแต่พวกเขา เราคนอ่านไม่ได้ขำไปด้วย ไม่เข้าใจว่าคุยอะไรกัน เส้นเวลาก็ตัดไปเร็วๆ คือไม่ได้เว้นย่อหน้า ให้รู้ว่า เนี่ยอีกเหตุการณ์หนึ่งแล้วนะ ... คืองง และไม่คุ้นกับสำนวนคนเขียนค่ะ เข้าใจว่าถ้าเราอยู่อังกฤษ และเข้าใจวัฒนธรรมคนอังกฤษ คงเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนเขียน แต่นี่ไม่ใช่ไง คนอ่านจากอีกประเทศหนึ่งก็เลยงง

เนื้อเรื่องก็เลยเป็นการรำลึกถึงความทรงจำที่นางเอกมีต่อย่า Laura นางเอกไปเจอสูตรทำขนมของย่า และก็ทำตามสูตร โดยมีพระเอก (ที่บังเอิญเป็นเพื่อนบ้านร่วมแฟลตเดียวกัน) ช่วยสอนวิธีทำขนม ... พระเอกจะเทพไปไหน ทำขนมก็เป็น รวยด้วย

หนังสือเขียนในมุมของนางเอกเท่านั้นค่ะ เหมือนเป็นบันทึกของนางเอก ดังนั้นเราจึงไม่รู้เลยว่าพระเอกคิดอย่างไรกับเธอ ชอบเธอตอนไหน ...​นางเอกนั้นไม่ได้คิดว่าพระเอกปิ๊งอะไรเธอ คือตัวเธอรู้สึกในความฮอตของพระเอก แต่ตอนนี้ในหัวเธอมีแต่เรื่องคิดจะหาเงิน 10,000 ปอนด์เพื่อจ่ายค่าซ่อมหลังคาแฟลตแห่งนี้เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ "The Little Cornish Kitchen" ซึ่งเป็นชื่อร้านของเธอค่ะ ... ไม่เชิงว่าเป็นร้าน แต่น่าจะเรียกว่าเป็นสถานที่จัดเลี้ยงมากกว่า เพราะห้องของเธอทำเลดีมาก ติดทะเล โรแมนติก ดังนั้นเธอจึงเปิดจัดเลี้ยง (แต่บอกพระเอกว่าเป็นงานปาร์ตี้เพื่อนๆ กัน) แล้วก็เสิร์ฟอาหารว่างด้วยเมนูที่ Laura ทิ้งไว้ ทั้งหมดนี้คือหาเงินมาจ่ายค่าซ่อมบ้านนั้นแหละ

พระเอกอยากซื้อห้องของนางเอกต่อ เพราะพระเอกทยอยซื้อห้องอื่นๆ ทั้งตึกหมดแล้ว เหลือห้องของนางเอกเท่านั้น ... แต่นางเอกไม่อยากขาย เพราะมีความทรงจำของย่าอยู่ แต่ขณะเดียวกันตัวนางเอกก็ไม่มีเงินพอสำหรับค่าบำรุงรักษาแฟลต 

นอกจากเรื่องหาเงินแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่มาของนางเอก คือนางเอกคิดว่าพ่อทิ้งเธอไปเมื่อรู้ว่าแม่ตั้งครรภ์ นางเอกไม่เคยเจอหน้าพ่อ แล้วก็ไม่กล้าถามแม่ด้วย (เคยถามแล้วตอนเด็กๆ แม่ร้องไห้ใหญ่เลย) ... พอนางเอกมาดูแฟลตของย่า (ซึ่งเป็นแม่ของพ่อ) ... ความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนในอดีตของพ่อกับแม่ของนางเอกก็เริ่มแสดงตัวออกมา 

สรุป ก็สนุกดีค่ะ เรื่อยๆ มีความน่ารักของบรรดาเพื่อนๆ ที่คอยช่วยเหลือกันและกัน ความน่ารักของหมา แมวพระเอก ที่เป็นสัตว์เลี้ยงของพระเอกก็จริง แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับนางเอกซะงั้น ... ส่วนความรักของทั้งคู่นั้น อ่านแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นเมื่อไร

หนังสือเขียนในมุมของนางเอกก็จริง ... แต่คนอ่านอย่างเรา อ่านแล้วไม่ได้รู้จักนางเอกเพิ่มขึ้นเลยค่ะ เหมือนชีวิตเธอเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย และเราก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนนิสัย "โดดเด่น" ยังไงจากการอ่าน คือรู้ว่านิสัยดี เพื่อนๆ รัก แต่ไงล่ะ คนทุกคนก็นิสัยดีทั้งนั้นแหละ คือมันดาษดื่นเกินไป ... คืออ่านแล้วไม่รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับนางเอก ทั้งที่หนังสือเป็นเรื่องเล่าบันทึกความรู้สึกของนางเอกน่ะค่ะ 


Sunday, March 20, 2022

The Unheard

 


หนังสือชื่อ  :  The Unheard

ผู้แต่ง  :  Nicci French

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


ไม่สนุกค่ะ เต็มไปด้วยความสงสัยเต็มไปหมด ... เดิมทีหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะคำโปรยน่าสนใจ แต่พออ่านไปแล้ว ปรากฎว่าพล็อตเรื่องกลับหลวม และผู้เขียนไม่ได้ทำให้คนอ่านรู้สึกกระจ่างว่าคนร้ายนั้นคือคนร้ายตัวจริง 

ตัวเอกในเรื่องคือ Tess คุณแม่ของหนูน้อย Poppy, Poppy อายุ 3 ขวบ ส่วน Tess นั้น เลิกกับ Jason พ่อของ Poppy มาได้สักพักแล้ว ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกัน แต่มีลูกด้วยกัน แล้วความสัมพันธ์ตอนนี้ก็เหลือเพียงเป็นพ่อกับแม่ของ Poppy เท่านั้น

ชีวิตของ Jason มูฟออนต่อไปได้เร็วหลังจากเลิกกันค่ะ Jason มีแฟนใหม่แทบจะทันที และก็ต่อมาก็แต่งงานกัน และตอนนี้กำลังมีลูกกันด้วย Emilly ภรรยาของ Jason กำลังตั้งครรภ์

บุคลิกของ Jason เป็นผู้ชายอัลฟ่า เป็นพวกบงการ ควบคุมน่ะค่ะ มีบุคลิกของคนที่มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงได้ถ้าไม่ถูกใจ และพร้อมกันนั้นก็มีเสน่ห์ เจ้าชู้ และมีวาทศิลป์ ในการโต้แย้ง สามารถทำให้ผู้หญิงที่อ่อนแอรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด 

ในขณะที่ Tess นั้นยังมูฟออนได้ไม่ดีนักค่ะ เพิ่งมีแฟนใหม่ โดยผู้เขียนเขียนให้ Tess มีบุคลิกนางเอ๊ก นางเอก เป็นผู้หญิงหัวอ่อน ยอมคน พร้อมขอโทษเสมอในทุกเรื่องทั้งที่ไม่ใช่คนผิด เป็นคนน่ารักคนหนึ่งเลยค่ะ เสียแต่ซวย มารักกับ Jason ซึ่งมีบุคลิกบงการ แถมมีลูกด้วยกันอีก

เรื่องมันเริ่มต้นจากหลังจากที่ Poppy กลับมาจากค้างบ้านพ่อ เธอเริ่มมีนิสัยก้าวร้าว ฉี่รดที่นอน กัดเพื่อนร่วมชั้น สบถคำหยาบ (ไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหน) และวาดรูปน่ากลัว เป็นรูปของผู้หญิงกำลังตกจากที่สูง

แม่อย่าง Tess ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอไปปรึกษาจิตแพทย์เด็ก จิตแพทย์ให้ความเห็นว่า เธออาจเห็นบางอย่างที่ไม่ดี หรือไม่เธอก็จินตนาการไปเอง แต่ที่แน่ๆ เธอไม่ได้โดนล่วงละเมิด หรือถูกกระทำไม่ดี 

เหมือน Tess เป็นแม่ที่โอเว่อร์เกินไปน่ะค่ะ คือมันน่าจะจบที่พาลูกไปหาจิตแพทย์ แต่เธอถึงขั้นไปหาตำรวจ เล่าเรื่องนี้ให้ตำรวจฟัง และตำรวจลอนดอน Kelly Jordan ก็ดีใจหาย นั่งฟังเธอเล่า แถมยังให้เบอร์ส่วนตัวให้เธอโทรหาอีก!

คืออ่านแล้วพล็อตมันหลวมมาก ไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง และเต็มไปด้วยความสงสัย เช่น 

1. สมัยที่ยังอยู่กับ Tess, Jason พูดเสมอว่า เขาไม่เชื่อเรื่องการแต่งงาน แต่พอเลิกกัน ไม่กี่เดือนต่อมาก็แต่งงานเฉยเลย ...​คือคนเขียนไม่สามารถบรรยายให้เรากระจ่างได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ของ Jason เขาเป็นคนอย่างไร? เราคนอ่านรู้เท่าที่ Tess รู้ค่ะ  แต่ Tess ดันเป็นพวกซื่อ (บื้อ) มองคนในแง่ดี ไม่เคยระแคะระคายว่า Jason เป็นคนไม่ดี เลิกกันมาเป็นปีๆ เพิ่งมารู้ว่า จริงๆ แล้ว Jason มีชู้กับผู้หญิงคนอื่นตั้งแต่ตอนยังอยู่กับเธอ

2. ทำไมตำรวจลอนดอนว่างจัง? มีเวลาฟัง Tess เล่าเรื่องที่เธอสงสัยว่าลูกสาวได้เห็นการฆาตกรรม ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น หรือแม้ตอนที่พบว่ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นจริง ตำรวจก็เล่ารายละเอียดของคดีให้เธอฟัง ทั้งที่เธอไม่ใช่พยานด้วยซ้ำ ถึงขั้นเอารูปของเหยื่อให้ดู! ... มันควรเป็นความลับป่ะ 

3. ผู้หญิงที่เธอเจอที่ร้านอาหาร กับผู้หญิงที่ตาย เธอเชื่อว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ตำรวจไม่ได้พิสูจน์อะไรตรงนี้ นั่นทำให้คำพูดของเธอเป็นคำพูดลอยๆ และเธอเชื่อมว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ตำรวจ Kelly Jordan ก็ยังมาหาเธอและเล่าเรื่องคดีให้ฟัง แถมเอารูปให้ดูอีก 

3. Tess สงสัยผู้ชายทุกคนใกล้ตัวเธอว่าอาจเป็นฆาตกร ซึ่งนั้นไม่ผิด แต่การสรุปของเธอเป็นการสรุปไปฝ่ายเดียว เธอไม่มีหลักฐานอะไรหนักแน่นเลย เราคนอ่านไม่รู้สึก "อิน" ไปกับหลักฐานที่เธอเจอ มันเบาโหว่ง มันคิดไปเอง

4. สุดท้ายคนที่เธอมั่นใจว่าคือฆาตกร ก็แทบไม่เคยอยู่สองต่อสองกับ Poppy ลูกสาวเธอเลย แล้ว Poppy จะไปได้ยิน ได้ฟังเรื่องน่ากลัวจากเขาได้อย่างไร ...​ตรงนี้ไม่เห็นจุดเชื่อมโยงเลยค่ะ บอกว่า Jason เป็นฆาตกรยังจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ... คนเขียนไม่ได้ให้หลักฐานอะไรทำให้คนอ่านเชื่อค่ะ ...นี่สงสารคนที่โดนกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรด้วยซ้ำ!

สรุป ไม่สนุกค่ะ งงๆ เต็มไปด้วยความสงสัยตลอดทั้งเล่ม รำคาญความงี่เง่าของ Tess ด้วย นิสัยไม่คิดหน้าคิดหลัง ดูเพ้อเจ้อ คิดโน่นนี่ไปเอง 

Saturday, February 26, 2022

Major Pettigrew's Last Stand

 


หนังสือชื่อ  :  Major Pettigrew's Last Stand

ผู้แต่ง  :  Helen Simonson

สำนักพิมพ์  :  Bloomsbury Publishing Plc


เป็นหนังสือที่สวยค่ะ ใช้คำบรรยายสวยมาก เรียกว่าเป็นวรรณกรรมได้เลยล่ะค่ะ เหมาะสำหรับคนที่สนใจฝึกภาษาอังกฤษ บรรยายถึงความงามของหมู่บ้านในเมือง Sussex อังกฤษ

เป็นเรื่องของผู้พัน Ernest Pettigrew ผู้มีอายุ 68 ปี ค่ะ The Last stand ในหนังสือแปลว่า เป็นคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ ... จริงๆ ไม่เชิงหรอกค่ะ ผู้พันยังมีน้องสะใภ้ที่นับว่าเป็นผู้สูงอายุในครอบครัวอยู่ แต่คือผู้พันไม่ค่อยชอบน้องสะใภ้คนนี้เท่าไร แกเลยไม่สะดวกใจจะนับญาติ

เรื่องมันเริ่มจากผู้พันได้รับโทรศัพท์ว่า น้องชายเสียชีวิตเนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลว เรียกว่าเสียชีวิตกะทันหันเลยค่ะ 

ผู้พันอาศัยอยู่ในบ้านคนเดียวค่ะ ภรรยาของผู้พัน Nancy ก็เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ลูกชาย Roger ก็มีชีวิตของเขาเอง และกำลังจะหมั้นกับสาวอเมริกัน ...ดูเหมือนลูกชายจะอยู่ห่างไกลออกไปทุกที หมายถึงทัศนคติของกันและกันนะคะ เหมือนผู้พันไม่ค่อยเข้าใจลูกชายนักแล้ว 

ผู้พันเหงาค่ะ รู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางเพื่อนฝูงมากมาย ... คือดูเหมือนผู้พันไม่น่าจะเหงา เพราะมีกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน ...แต่ผู้พันเหงา และรู้สึกดึงดูดใจต่อเสน่ห์ของ Mrs. Ali หญิงหม้ายเจ้าของร้านขายของชำในหมู่บ้าน 

Mrs. Ali อายุ 58 เป็นคนอังกฤษ เชื้อสายปากีสถานค่ะ ให้นึกภาพผู้หญิงเอเชีย ที่อยู่ภายในกรอบของอิสลามนะคะ 

ทั้งคู่ดึงดูดเข้าหากัน เมื่อ Mrs. Ali บังเอิญไปอยู่เป็นเพื่อนตอนผู้พันรับข่าวร้ายการตายของน้องชาย ...ทั้งคู่มีความคล้ายกันตรงที่ต่างมีความทรงจำที่ดีของคู่ชีวิตที่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ยังรักและคิดถึงเสมอ

ในขณะที่ความรักของผู้พันกับ Mrs. Ali กำลังพัฒนา ... เรื่องภายนอกก็มีคำถามค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปืนแฝดเชอร์ชิล มรดกตกทอดจากพ่อของผู้พัน ที่ก่อนพ่อเสียชีวิต พ่อสั่งเสียให้แบ่งปืนแฝดออกให้ลูกคนละกระบอก และบอกว่าถ้าลูกคนใดคนหนึ่งจากไป ให้นำปืนนี้มารวมกัน และส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ...แต่ดูเหมือนน้องชายของผู้พันจะไม่ใส่ใจกับคำสั่งเสียของพ่อนี้ รวมถึงมีนักลงทุนที่สนใจจะซื้อปืนนี้ด้วย และลูกๆ ก็อยากขายเอาเงินค่ะ

ส่วน Mrs. Ali นั้น จริงๆ เธอเป็นผู้หญิงฉลาดนะคะ แต่ด้วยวัฒนธรรมมุสลิมที่กดผู้หญิงให้อยู่ภายใต้ผู้ชาย กรอบของวัฒนธรรมที่ Mrs. Ali ไม่กล้าก้าวข้าม (จริงๆ เธอเป็นคนดื้อเงียบในแบบของเธอ ถ้าสิ่งนั้นขัดกับหลักการของเธอ แต่โดยรวม เธอยังติดอยู่ในกรอบวัฒนธรรมศาสนาค่ะ) 

คือจริงๆ Mrs. Ali เกิดที่อังกฤษ ไม่เคยไปปากีสถานด้วยซ้ำ พ่อเป็นนักคณิตศาสตร์ ตอนพ่อตายในขณะที่เธอยังเด็ก พ่อตายปุ๊บ ลุงเข้ามาจัดการ ขายหนังสือของพ่อทิ้งทันที โดยที่แม่ได้แต่ร้องไห้และทำอะไรไม่ได้ ... เธอประสบการณ์ชีวิตที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก ...อ่านไปก็ไม่เข้าใจว่าเธอไม่คิดจะลุกขึ้นมาป้องกันไม่ให้เกิดอะไรแบบนี้ซ้ำรอยบ้างเหรอ ... พอสามีเธอตาย ... เธอก็อยู่ภายใต้ความกดดันของญาติฝั่งสามี ที่จะให้เธอยกร้านให้หลานชาย และให้ตัวเธอกลับไปเลี้ยงหลานที่บ้านญาติแทน 

ส่วนผู้พันนั้น เป็นพวกถือเกียรติยิ่งชีพ เพราะติดคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อเรื่องปืน ดังนั้นผู้พันจึงคิดแต่จะเอาปืนจากน้องชายมารวมกับของตน ตามที่ได้สัญญาไว้ ... ผู้พันมีนิสัยเหมือนคนแก่ที่ยึดมั่นในความคิดตัวเองน่ะค่ะ แต่สุภาพ ถูกอบรมความเป็นสุภาพบุรุษมาอย่างดี และไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่พยายามเจ้ากี้เจ้าการสั่งสอนชีวิตคนอื่น

จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องโรแมนติกของผู้สูงวัยค่ะ แต่เนื่องจากเป็นผู้สูงวัยไง ชีวิตจึงไม่ได้มีแค่คนสองคนรักกันอีกต่อไป แต่มีปัจจัยเรื่องสังคม ลูกหลาน ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วย 

หนังสือเขียนเล่าในเฉพาะส่วนความคิด สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้พันเท่านั้นค่ะ เสน่ห์ของมันคือเราต้องเดาว่าคนอื่นๆ คิดอย่างไร เรารู้แค่ว่าผู้พันคิดอย่างไรเท่านั้นค่ะ

ความยากของหนังสือเล่มนี้ นอกจากคำศัพท์ ซึ่งสวย หลากหลายแล้ว คือบุคลิกของคนอังกฤษค่ะ คือคนอังกฤษปากคม ชอบประชด หรือพูดอ้อมๆ อย่างสุภาพ แล้วคนไทย (ที่อยู่กับคนดัตช์) อย่างเรา ก็ไม่เข้าใจความหมายระหว่างบรรทัดนั้นค่ะ

สิ่งที่ไม่ชอบคือ คนอังกฤษเหยียดชาติพันธุ์ ปกติบางคนเหยียดชาติพันธุ์เนื่องจากเรายังไม่รู้จักกันดีพอ เมื่อเขาได้เรียนรู้ที่จะรู้จักกัน สนิทกันแล้ว เขาก็อาจจะกลับมาชอบกันได้ ...​แต่คนอังกฤษ (อย่างน้อยในหนังสือ) เหยียดชาติพันธุ์ด้วยพื้นฐานที่ว่า ตัวเองดีกว่าอีกฝ่าย เหยียดแบบเหยียดค่ะ ไม่ใช่เหยียดแบบระแวง ... แล้วเป็นการเหยียดอย่างสุภาพด้วย ซึ่งมันทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่ำต้อยกว่า แต่ทำอะไรไม่ได้ ...สิ่งที่ดีคือ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยไม่ตัดสินค่ะ คือเขียนให้รู้สึกว่า คนที่เหยียดก็เหยียดเป็นปกติของเขา คือเขาคิดอย่างนั้นของเขาจริงๆ และเขาก็ไม่คิดว่าเขาผิดด้วย ... นั่นทำให้หนังสือรู้สึกเรียลมากยิ่งขึ้นค่ะ


Monday, February 7, 2022

The Chateau

 


หนังสือชื่อ  :  The Chateau

ผู้แต่ง  :  Catherine Cooper

สำนักพิมพ์  : HarperCollins publishers


นี่เป็นนิยายฆาตกรรม แต่ไม่ใช่นิยายนักสืบ สืบสวนเพื่อหาตัวฆาตกร แต่เป็นนิยายแก้แค้นเพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตค่ะ

The Chateau เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ปราสาท ค่ะ ให้นึกภาพปราสาทเก่าแก่ และมีคนรวยซื้อมาอยู่อาศัยน่ะค่ะ เรื่องเกิดขึ้นที่ Mozene ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสค่ะ 

เป็นเรื่องคู่สามีภรรยา Nick กับ Aura ที่ย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสพร้อมลูกน้อย 2 คน ... มาซื้อปราสาทที่ชื่อ Ricane ค่ะ และตั้งใจจะเอามาทำเป็นโรงแรม แต่ตัวปราสาทนั้นมีเรื่องต้องปรับปรุงตกแต่งแยะเลยค่ะ กว่าจะพร้อมเปิดให้คนเข้าใช้บริการได้ ... และเพื่อเป็นการโฆษณาโรงแรมที่จะเปิดในอนาคต Aura ก็เลยเชิญคนในรายการทีวีมาทำรายการเกาะติดการบูรณะปราสาทค่ะ ดังนั้นในปราสาทก็จะมีแขก 2 คน คือ Seb กับ Chloe มาทำรายการทีวี และพี่เลี้ยงเด็กอีกหนึ่งคน คือ Helen 

ในหนังสือเริ่มบทแรกด้วยการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างงานเลี้ยง ... แต่หนังสือยังไม่ทันเฉลยว่าใครคือคนที่ถูกฆ่า หนังสือก็ตัดค่ะ

ในหนังสือ (ถ้าไม่นับบทแรก ที่จบด้วยการฆาตกรรม) จะมีทั้งหมด 3 ภาคด้วยกัน 

ภาคแรกเป็นช่วงเวลาหนึ่งเดือนก่อนเหตุฆาตกรรมในงานเลี้ยงนั้น ... ทำให้เรารู้ว่า Aura และ Nick ย้ายมาจากลอนดอนมาซื้อปราสาทที่ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลแฝงบางอย่างค่ะ เหมือนพวกเขาหนีเหตุอื้อฉาวบางอย่างจากลอนดอนมา ... และก็รู้สึกด้วยว่า Aura มีนิสัยแปลกๆ ค่ะ คือ ไงล่ะ เหมือนพวกคิดถึงแต่ตัวเอง เอาตัวเองเป็นสำคัญ (ไม่ใช่เห็นแก่ตัวนะคะ แต่มันมากกว่านั้น คนเราเวลารู้สึกไม่มั่นคง จะเริ่มเห็นแก่ตัว อันนั้นปกติค่ะ แต่ Aura เนี่ย เหมือนเป็นธรรมชาติของเธอเลย ที่จะคิดถึงแต่ตัวเองก่อน และไม่เคยรู้สึก หรือยอมรับผิดในการกระทำของตัวเอง ประมาณ self-centered น่ะค่ะ) และเราก็รู้สึกด้วยว่า Aura และ Nick พยายามที่จะฟื้นความสัมพันธ์ชีวิตคู่ของพวกเขาอยู่ เหมือนพวกเขามีจุดที่ห่างเหินกันอยู่น่ะค่ะ ...อาจจะมาจากเรื่องที่ลอนดอน? ... และชีวิตคนรวยแถวนั้น ก็แปลกๆ ดีค่ะ รวมถึง Frank เพื่อนบ้านที่ดูจะใจดีจนเกินไปด้วย

---

ภาคที่สอง เล่าย้อนกลับไปสิบเดือนก่อนหน้านั้นค่ะ เขียนในมุมของ Nick ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นแล้วว่า เรื่องอื้อฉาวอะไรที่ลอนดอน ที่เป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส ... และเราเริ่มรู้นิสัยของ Aura และ Nick ชัดเจนขึ้น รวมถึงรู้ด้วยว่า ทำไมชีวิตสมรสของพวกเขาเริ่มมีรอยร้าวขึ้น 

Aura ในภาคแรกเหมือนแม่ที่ปกป้องลูกจนเกินควร แม่ขี้กังวล แต่ดูเหมือนไม่สนใจสามี ...แต่เอาเข้าจริง ใช่ค่ะ ปกป้องลูก ไม่ไว้ใจคนอื่นว่าจะดูแลลูกตัวเองได้ดี ..แต่ตัวเองก็เป็นแม่ที่ละเลยลูกเหมือนกัน แถมยังเป็นพวกต่อต้านวัคซีนอีก ไม่พาลูกฉีดวัคซีน!!! ... คือสรุปว่า โง่ คิดถึงแต่ตัวเอง ส่วน Nick นั่นเป็นตัวแทนของผู้ชายปกติน่ะค่ะ (คือไม่ใช่คนดี แต่เป็นคนปกติ) รักลูกและภรรยา แต่มีภรรยาเพี้ยนแบบนี้ ชีวิตก็สั่นคลอนค่ะ 

ในภาคที่สองนี้ เล่าถึงตอนที่ทั้งคู่ยังอยู่ลอนดอน และ Nick ยังทำงานเป็นครูโรงเรียนมัธยม ในขณะที่ Aura เป็นแม่บ้าน ดูแลลูกเล็กสองคน และ Aura ชักจะไม่ไหวกับการต้องดูแลเด็กแล้ว ต้องการกลับไปทำงานและเรียนค่ะ ... เลยจะส่งลูกทั้งสองเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน ... ตอนนี้ชีวิตสมรสของทั้งคู่เริ่มไม่โอเคแล้วค่ะ (ในส่วนความรู้สึกของ Nick นะ ในขณะที่ Aura นั้นดูเหมือนไม่สนไม่แคร์อะไรนอกจากตัวเองอยู่แล้ว)

---

ภาคที่สาม เล่าเรื่องหลังเหตุฆาตกรรมค่ะ ...ดูเหมือนว่ามีใครบางคนรู้เรื่องที่ลอนดอนของ Nick และ Aura ค่ะ และก็เฉลยเจตนาเบื้องหลังของเพื่อนบ้านที่แสนดีอย่าง Frank 

สำหรับคนอ่าน พฤติกรรมของ Helen ก็ดูน่าสงสัยค่ะ เพราะเธอแสนดี (เกินไป) ... แต่ในหนังสือ Aura ไม่สงสัยใครเลยค่ะ คือเธอเป็นคนประเภทคิดถึงแต่ตัวเอง และคิดว่าใครจะช่วยเธอได้บ้าง และยึดติดกับคนนั้น 

สุดท้ายแล้วใครเป็นฆาตกร? ความแค้นอะไรที่ทั้งคู่ต้องชดใช้? ... มีเฉลยในภาคที่สามนี้ค่ะ


  


Wednesday, February 2, 2022

A Gift from the Comfort Food Cafe

 


หนังสือชื่อ  :  A Gift from the Comfort Food Cafe

ผู้แต่ง  :  Debbie Johnson

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


เป็นนิยายอ่านเรื่อยๆ ค่ะ ออกเฉื่อยๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น เรื่องที่เกิดขึ้นออกแนว Slice of life มากกว่า เหมาะกับการอ่านตอนว่างๆ ค่ะ

เรื่องเขียนโดยเล่าในมุมของตัวเอกของเรื่องคือ Katie ซึ่งเธอเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นคู่เวรคู่กรรมกันน่ะค่ะ ทะเลาะกัน ตบตีกันเป็นประจำ คือทั้งคู่ต่างใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน แม่ก็ดราม่าควีน พอโมโหทุบตีพ่อ พ่อถูกทุบมาก็ทุบกลับ ไม่โกง ... ที่ซวยคือ ลูกที่อยู่ตรงกลางไงคะ

Katie โตมาแบบนี้แหละค่ะ พอพ่อแม่ทะเลาะตบตีกันที เธอก็หนีไปบ้านยายที่อยู่ไม่ไกลนัก ... แต่ต่อมายายเสียชีวิต Katie ขาดหลักยึด เคว้ง พ่อแม่ทะเลาะกันที เธอก็ออกจากบ้านที ไปเรื่อยๆ ค่ะ บางทีก็นั่งรถบัสไปเรื่อยๆ ...ส่วนเพื่อนนั่นไม่ต้องพูดถึงค่ะ เธอไม่กล้าพาเพื่อนมาบ้าน เพราะบทจะดราม่า พ่อแม่ก็สามารถทะเลาะขว้างปาข้าวของใส่กันโดยไม่สนใจใครเลยค่ะ ... ตอนที่พ่อแม่ทะเลาะกันแล้วเธอหนีออกมานั้น พ่อแม่แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกหายออกจากบ้านไปแล้ว คือมัวแต่ทะเลาะกันอยู่ไม่สนใจโลก

ถึงทะเลาะตบตีกันขนาดนี้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่เลิกกันนะคะ นี่แหละค่ะ คู่เวรคู่กรรมของแท้ ครั้งหนึ่งแม่เคยบอกว่า ที่ไม่เลิกกับพ่อ เพราะอยากให้ Katie มีครอบครัวสมบูรณ์ (จ๊ะ! ดราม่าควีน โยนความผิดของตัวเองไปให้ลูก) 

พอโตขึ้น มาถึงชีวิตส่วนตัวของ Katie เอง เธอก็ดูเหมือนจะซ้ำรอยพ่อแม่ค่ะ คือมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อย วุฒิภาวะยังไม่เพียงพอทั้งคู่ ดังนั้นก็เลยทะเลาะกันบ่อย จนวันหนึ่งแฟนเผลอทำร้ายร่างกาย ... นั่นคือจุดสิ้นสุดค่ะ Katie ขอเลิก และย้ายมาอยู่ที่ Budbury

ดังนั้นสิบกว่าบทแรกของหนังสือจึงบรรยายถึงปมในใจของ Katie ค่ะ ทำให้เธอเป็นคนขึ้กลัว ไม่กล้ามีสัมพันธ์กับใคร ไม่ไว้ใจใคร ไม่มอบหัวใจให้ใครง่ายๆ และพร้อมที่จะหนีออกจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนตลอดเวลา ... แต่หมู่บ้านเล็กใน Budbury เยียวยาหัวใจของ Katie ค่ะ 

The Comfort Food Cafe เป็นร้านอาหารอยู่บนหน้าผาที่ Budbury, Dorset วิวสวย เจ้าของร้านใจดี ขนมเค้กอร่อย ทุกคนรอบๆ ตัว Katie กับ Saul น่ารักทั้งหมดเลยค่ะ 

Katie ที่ระมัดระวังหัวใจตัวเองเสมอมา กลับเผลอใจไปชอบ Van หนุ่มฮอต พี่ชายของ Auburn เจ้าของร้านขายยาที่ Katie ทำงานด้วยค่ะ Van น่ารัก ใจดี และรักเด็กมาก ...จนในโลกใบเล็กๆ ของ Saul เข้าใจว่า Van คือพ่อของเขาด้วยซ้ำ (ในขณะที่พ่อที่แท้จริงของ Saul แต่งงานใหม่ และย้ายไปอยู่สก็อตแลนด์แล้ว และไม่ได้เจอกับ Saul นานมากแล้ว)

หนังสือจึงเล่าการพยายามคลายปมของ Katie น่ะค่ะ ให้เธอกลับมากล้าที่จะมีความสัมพันธ์อีกครั้ง กล้าที่จะวางราก ไม่พยายามทำตัวจะหนีไปตลอดเวลา ... โดยมีบทพิสูจน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แม่ที่ทะเลาะกับพ่อ แล้วหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่กับเธอ พ่อของ Saul ที่กลับมาติดต่อกับ Katie อีกครั้ง และขอมาเยี่ยมลูก หรือ Van ที่รุกจีบเธอ ในขณะที่เธอรู้สึกว่ายังไม่พร้อม

ก็สนุกดีค่ะ ลุ้นว่า Katie จะคลายปมในใจของเธอได้หรือไม่ ... แต่หนังสือไม่ค่อยมีฉากหวานๆ ของ Katie และ Van นะคะ ออกแนวความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัว เพื่อน แนวนั้นมากกว่าค่ะ 


Monday, January 31, 2022

The Silent House

 


หนังสือชื่อ  :  The Silent House

ผู้แต่ง  :  Nell Pattison

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


สนุกมากค่ะ ลุ้น อ่านวางไม่ลง ต้องอ่านรวดเดียวจบ เสียงานเสียการ 

เป็นเรื่องของฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านคนหูหนวกค่ะ เหตุเกิดที่เมือง Scunthorpe ของอังกฤษ มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น คนที่โดนฆ่าตายคือเด็กน้อย Lexi อายุแค่ 18 เดือนเองค่ะ ถูกฆ่าตายในตอนกลางคืน ขณะนอนหลับอยู่ในห้องเดียวกับพี่น้องอีกสองคน ในขณะที่ Lexi ถูกฆ่าตายอย่างทารุณ แต่ Jaxon พี่ชาย และ Kasey น้องสาวต่างแม่ของ Lexi ที่นอนอยู่ในห้องเดียวกัน ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ค่ะ

ใครหนอ ฆ่าเด็กสิบแปดเดือนได้ลงคอ?

ปัญหาคือทั้งบ้านนั้น หูหนวกกันทั้งบ้านเลยค่ะ แล้วบ้านนี้ก็ดราม่า ... หนังสือนำเราไปสู่สังคมคนหูหนวกในเมือง Scunthorpe ซึ่งเป็นสังคมเล็กๆ คนหูหนวกมักจะแต่งงานกับคนหูหนวกด้วยกัน (คงเพราะอุปสรรคเรื่องการสื่อสารมั่งค่ะ เพราะคนหูไม่หนวกใช้ภาษามือไม่เป็น และไม่สามารถสื่อสารกับคนหูหนวกได้อย่างราบรื่นถึงขนาดจะจีบกัน หรือสนิทกันได้) แล้วบางโรคหูหนวกเป็นกรรมพันธุ์น่ะค่ะ พอคนหูหนวกแต่งงานกับคนหูหนวก ลูกก็เกิดมาหูหนวกไปด้วย เหมือนอย่างบ้านของ Lexi ทั้งพ่อแม่เป็นคนหูหนวก Jaxon พี่ชายก็หูหนวก 

ตัวเอกของเรื่องชื่อ Paige Northwoord เป็นล่ามภาษามือ ไม่ได้เป็นคนหูหนวก แต่โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ และน้องสาวเป็นคนหูหนวกค่ะ 

ในเรื่อง Paige รับผิดชอบเป็นล่ามภาษามือให้กับตำรวจ และ Paige เอาตัวเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ (จนเกินไป) เนื่องจาก Anna น้องสาวของ Paige เป็นแม่ทูนหัวของ Lexi เด็กน้อยที่เสียชีวิตค่ะ รวมถึงตัว Paige เองมีอดีตในใจ ในคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนรุ่นน้องของเธอเมื่อ 15 ปีก่อน คือตอนนั้นเธอยังเด็ก เธอไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ Paige เองก็แบกความรู้สึกผิดไว้ในใจ ความรู้สึกผิดที่เธอรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้บอกใคร จนทุกอย่างสายเกินไป

ครอบครัว Lexi มีดราม่าค่ะ พ่อของ Lexi ชื่อ Alan มีเมียสองคน คือระหว่างที่อยู่กินกับ Laura แม่ของ Lexi ก็คบซ้อน นอกใจไปมีอะไรกับผู้หญิงอีกคน คือ Elisha แล้วทำผู้หญิงทั้งคู่ท้องไล่ๆ กัน แล้วอีตา Alan ก็ทิ้ง Laura มาอยู่กินกับ Elisha ซะงั้น

มันเป็นเรื่องของการ "ควบคุม" การบงการชีวิตคนอื่น ตัวละครในเรื่องไม่คอนโทรลคนอื่น ก็โดนคอนโทรล เช่น Alan ที่มีเมียทีเดียวสองคน แล้วผู้หญิงทั้งคู่ก็ยังรักเขา อย่าง Laura เนี่ย ก็ยังรัก ยังหวังให้ Alan กลับมาหาเธอ อีตา Alan นั่นไม่เห็นมีอะไรดีค่ะ คือไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงรักภักดี ลูกก็ไม่เลี้ยง ทุกสัปดาห์จะรับ Lexi กับ Jaxon มาอยู่ที่บ้าน แต่ไม่เลี้ยง โยนให้แม่เลี้ยงคือ Elisha เลี้ยงเด็กทั้งสามคนแทน ส่วนตัวเองไปกินเหล้ากับเพื่อนข้างนอก!!!

หรือ Bridget แม่ของ Laura ก็บงการลูกสาว คือต้องเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจแทนลูกในทุกเรื่อง เนื่องจาก Bridget ไม่ใช่คนหูหนวก ดังนั้นบางครั้งเธอจึงทำหน้าที่เป็นล่ามให้ลูกสาว แต่ก็ไม่แปลให้ กลับตัดสินใจแทนซะงั้น

หรือ Paige ก็เคยตกเป็นเหยื่อของการควบคุมจากแฟนเก่า กว่าจะเลิกกันได้ แฟนเก่าทิ้งหนี้ทิ้งสินเอาไว้ให้จนเกือบหมดตัว

หรือแม้กระทั่ง Max พี่ชายของ Elisha ก็ก้าวก่าย บงการให้ Elisha เลิกกับ Alan และก็เวลา Max คุยกับ Paige ก็สัมผัสถึงการพยายามบงการอยู่ในที 

คืออ่านไปก็ขัดใจไป จะไปยุ่งเรื่องคนอื่นทำไมเนี่ย!!! คือเหมือนคนหูหนวกมีข้อจำกัดในการสื่อสารกับคนหูไม่หนวก ทำให้ได้นิสัยขี้บงการติดตัว ผู้ชายหูหนวกจะบงการผู้หญิง ...หรืออาจจะเป็นเพราะการสื่อสารไม่สามารถทำด้วยเสียงได้ ดังนั้นเพื่อดึงความสนใจของคู่สนทนา จึงต้องมีการจับไล่ บีบแขน เพื่อเรียกความสนใจ? ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในคนหูไม่หนวก จะมองว่านี่คือการคุกคามและพยายามคอนโทรล?

สรุปแล้วใครเป็นคนฆ่า Lexi? และทำไมต้องเป็นหนูน้อย Lexi? 

ฆาตกรแอบเข้ามาในบ้าน และสังหารเด็กน้อยอายุสิบแปดเดือนอย่างเหี้ยมโหดอย่างที่ทั้ง Alan และ Elisha อ้างจริงหรือไม่? สนุกค่ะ เป็นหนังสือเล่มแนะนำเลยค่ะ