Saturday, October 29, 2022

Atomic Habits เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น

 


หนังสือชื่อ  :  Atomic Habits เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น

ผู้แต่ง  :  James Clear

ผู้แปล  :  ประพาฬรัตน์ ยงมานิตชัย

ผู้เรียบเรียง  :  กนิษฐ์ พรหมเสน

สำนักพิมพ์  :  ซีเอ็ดยูเคชั่น


เป็นหนังสือดังค่ะ ดังในต่างประเทศมากด้วย ซื้อฉบับแปลเพราะมีจัดลดราคา คิดเสร็จสรรพแล้ว ราคาหนังสือฉบับแปลเป็นไทยถูกกว่าราคาหนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษเสียอีกค่ะ

ส่วนตัวมีเพื่อนสนิทชาวจีนคนหนึ่งค่ะ เพื่อนคนนี้อ่านหนังสือ Atomic Habits แล้วได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน นอกจากการนำสิ่งที่ได้อ่านมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว เธอจะคิดที่จะทำแอปพลิเคชั่นมาใช้เป็นการส่วนตัว เพื่อใช้ในการติดตามความคืบหน้าในการเปลี่ยนนิสัยของเธอด้วย ... และพอได้มาอ่านเอง ก็เห็นด้วยกับเพื่อนชาวจีนคนนั้นค่ะว่า นี่เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่ดีจริงๆ 

หนังสือฉบับแปลภาษาไทยถือได้ว่าแปลดีเลยทีเดียวค่ะ เรียบเรียงประโยคได้ดี อ่านลื่นไหลดี ...​คำแนะนำสำหรับคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ในรูปแบบอีบุ๊กคือ ให้ดาวน์โหลดมาอ่านในรูปแบบไฟล์ pdf ค่ะ เพราะในรูปแบบ ePub นั้น มีการจัดหน้าที่งงๆ มาก การจัดหัวข้อย่อยในบทดูงงๆ ทำให้มองความสำคัญของลำดับเรื่องในภาพรวมไม่ออก แถมการเว้นวรรคระหว่างคำก็งงๆ รูปประโยคดูงงไปเลยเมื่อเว้นวรรคผิด ... ดังนั้นอ่านแบบ pdf ดีที่สุดค่ะ

ผู้เขียนบอกว่า การเปลี่ยนนิสัย การสร้างพฤติกรรมที่ดี ที่เราอยากเป็นนั้นประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราทำตามกฎ 4 ข้อ คือ

กฎข้อที่ 1. ทำให้เห็นชัดเจน เช่น การทำบันทึกประจำวันเพื่อติดตามนิสัยที่ต้องการจะเปลี่ยน หรือการเขียนให้เป็นรูปธรรมว่าต้องการจะเปลี่ยนนิสัยใด

กฎข้อที่ 2. ทำให้น่าดึงดูดใจ เช่น จับคู่กระทำที่อยากทำหรือที่ชอบทำ กับการกระทำที่จะเปลี่ยนนิสัย เพื่อสร้างสิ่งล่อใจหรือให้รางวัลเล็กๆ 

กฎข้อที่ 3. ทำให้เป็นเรื่องง่าย เช่น การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการเปลี่ยนนิสัย การเปลี่ยนนิสัยแต่น้อย แค่วันละ 2 นาที แต่ทำทุกวันๆ จนติดกลายเป็นกิจวัตร เป็นต้น

กฎข้อที่ 4. ทำให้น่าพึงพอใจ เช่น การติดตามผลที่เห็นได้ วัดประเมินได้ มันจะทำให้เรารู้สึกพึงพอใจในความก้าวหน้าของตัวเองค่ะ 

ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนก็ได้บอกถึงกฎการเลิกพฤติกรรม หรือนิสัยที่ไม่ดี ที่เราต้องการเลิกด้วย โดยใช้กฎผกผันของกฎ 4 ข้อที่กล่าวไปแล้ว ได้แก่

กฎผกผันข้อที่ 1. ทำให้มองไม่เห็น เช่น อยากเลิกนิสัยเล่นเฟสบุ๊ก ก็บล็อกไปเลย คือถ้าเราไม่เห็นมัน แล้วเรายุ่งกับเรื่องอื่น เราก็จะลืมมันไป

กฎผกผันข้อที่ 2. ทำให้ไม่น่าดึงดูดใจ ปรับทัศนคติใหม่ เน้นให้เห็นประโยชน์จากการเลิกนิสัยนี้

กฎผกผันข้อที่ 3. ทำให้เป็นเรื่องยาก เช่น ในหนังสือยกตัวอย่างคนที่อยากเลิกนิสัยกัดเล็บเวลาเครียดๆ ก็ทำให้เป็นเรื่องยากโดยการไปทำเล็บให้สวยๆ ดังนั้นเวลาเครียดอยากกัดเล็บอีก มองเห็นเล็บสวยๆ ก็ไม่อยากกัดเล็บอีก สติก็มาเมื่อมองเห็นเล็บที่ทำไว้สวยแล้ว

กฎผกผันข้อที่ 4. ทำให้ไม่น่าพึงพอใจ อันนี้อาจต้องขอให้คนรอบข้างช่วยในการเลิกนิสัยนี้

-

จริงๆ แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นคำที่กว้างมากค่ะ (ไม่เหมือนการปรับเปลี่ยนเฉพาะเจาะจง เช่น การเลิกบุหรี่ การออกกำลังกาย ฯลฯ) ... พอเขียนเป็นหนังสือเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรม มันจึงเต็มไปด้วยการอุปมาอุปมัย การยกตัวอย่างไปมา ในเรื่องที่ไม่ต่อเนื่องกัน ... แต่หนังสือเล่มนี้ทำได้ดีทีเดียว ในแง่ที่ทำให้คนอ่านเห็นด้วย โดยเทียบกับประสบการณ์ที่ผ่านมาในการพยายามเลิกนิสัยบางอย่าง หรือพยายามสร้างนิสัยดีๆ บางอย่าง แต่ล้มเหลวมาก่อน 

นอกจากนี้ หนังสือยังเขียนถึงความพยายามในการรักษานิสัยที่ดีไว้ให้คงอยู่ การรักษาความกระตือรือร้นไว้ตลอดไป เพราะถ้าเราเปลี่ยนนิสัยได้จนถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มเบื่อ และแสวงหาความท้าทายใหม่ 

และบทที่ดีที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือ ภาคผนวกค่ะ (อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนอ่านแนวคิดเรื่องการบำบัดทุกข์ในทางพุทธศาสนา แต่เขียนในเวอร์ชั่นตะวันตกเลยค่ะ)

Monday, October 17, 2022

The Dinner Guest

 


หนังสือชื่อ  :  The Dinner Guest

ผู้แต่ง  :  B P Walter

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


เล่มนี้สนุกค่ะ เรียกว่าอ่านเสียงานเสียการกันไปเลย ... ดำเนินเรื่องรวดเร็ว แต่ละบทมีแต่ความสงสัยๆ จนต้องอ่านบทต่อไป เรียกว่าผู้เขียนมีความสามารถในการเล่าเรื่องจนทำให้คนอ่านวางเล่มไม่ลง ต้องอ่านบทต่อบทไปเรื่อยๆ

เรื่องเริ่มจาก Metthew ถูกแทงตายระหว่างการรับประทานอาหารค่ำภายในครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วย Titus - ลูกชายบุญธรรม Charlie - คู่สมรสของ Matthew (เป็นครอบครัวเกย์ค่ะ ชายรักชาย) และ Rachel - ที่เป็นแขกเพียงคนเดียวในมื้อนั้น

หลัง Metthew ถูกแทง Rachel คือคนที่โทรไปแจ้งตำรวจ และสารภาพในที่เกิดเหตุว่าเธอเป็นคนแทง Metthew เอง ... ซึ่งทิ้งปริศนาเป็นคำถามแก่ทั้งสองคนในเหตุการณ์ที่เหลือมากว่า "ทำไม?"

หนังสือบอกชัดตั้งแต่บทแรกๆ เลยค่ะ ว่า Rachel ไม่ได้ทำ แต่สิ่งที่เราไม่เข้าใจคือ แล้วถ้างั้นเธอสารภาพกับตำรวจว่าเป็นคำทำทำไม? แล้วใครเป็นคนสังหาร Metthew ตัวจริง?

จากนั้นหนังสือก็เล่าในแต่ละช่วงเวลาย้อนไปในอดีต โดยแบ่งเป็นบทภาคความคิดของ Rachel และของ Charlie สลับกันไปกัน ... อดีตเริ่มตั้งแต่ที่ Rachel พยายามเข้ามามีบทบาทในครอบครัวของ Charlie

ในภาคของ Rachel เราจะรู้สึกว่า เธอมีความหลังที่เจ็บปวด การสูญเสียคนสำคัญในครอบครัว ที่เกิดขึ้นจากคนใดคนหนึ่งในครอบครัวของ Charlie 

ในภาคของ Charlie เราจะเห็น Charlie เองไม่ค่อยชอบ Rachel นัก และสงสัย หรือสังหรณ์อะไรบางอย่างว่า Rachel พยายามเข้ามาตีสนิทในครอบครัวของพวกเขา ... แต่พอ Charlie เอาเรื่องนี้ไปเล่าคนอื่นในครอบครัว กลับไม่มีใครเชื่อค่ะ ทุกคนชอบ Rachel

Charlie มาจากครอบครัวร่ำรวย รายล้อมไปด้วยคนฐานะดีๆ ในขณะที่ Rachel คือคนอังกฤษชั้นกลาง (ถึงล่าง) ธรรมดาๆ คนหนึ่งค่ะ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ Charlie จะสังหรณ์แปลกๆ กับการพยายามตีสนิทของ Rachel แต่ที่แปลกคือ ทำไมไม่มีใครคิดแบบเดียวกับ Charlie?

หนังสือเล่าฉากอดีต สลับกับฉากหลังวันเกิดเหตุฆาตกรรม Metthew ค่ะ ... โดยพ่อแม่ของ Charlie พยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยลูกและหลานให้พ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย ซึ่งก็ไม่น่าจะลำบากอะไร เพราะ Rachel สารภาพแล้วว่าเธอเป็นคนทำ ...​และหนังสือก็เริ่มเฉลยอย่างช้าๆ ว่าใครกันแน่คือฆาตกรตัวจริง และแรงจูงใจของการสังหารคืออะไร

สนุกค่ะ ...แต่ไม่ค่อยชอบตอนจบเท่าไร เพราะจากเดิมเป็นเรื่องฆาตกรรม แต่ตอนจบออกแนวกลายเป็นเรื่องแบล็คเมล์ไป ... หนังสือเล่มนี้จบแบบปลายเปิดนะคะ ให้เราคิดต่อเองค่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต


Friday, October 14, 2022

The Ninth Grave

 


หนังสือชื่อ  :  The Ninth Grave

ผู้แต่ง  :  Stefan Arnhem

ผู้แปล  : Paul Norlen

สำนักพิมพ์  :  Head of Zeus Ltd


สนุกค่ะ  ผู้แต่งผูกปมเรื่องต่างๆ ได้ดี หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือ ในแต่ละฉาก เหมือนจะไม่เกี่ยวเนื่องอะไรกันเลย ทำให้คนอ่านอย่างเราสงสัยว่ามันจะมาเชื่อมโยงกันตอนไหน กว่าจะเฉลย ก็อ่านเรื่อยๆ จนจะจบเล่มแล้วค่ะ ...เดาคนร้ายผิดด้วยนะคะ คนร้ายเป็นคนที่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนร้ายค่ะ ...

แต่ถึงหนังสือเล่มนี้จะสนุก แต่สนุกไม่สุดค่ะ ... มีหลายอย่างคาใจ คือในหน้าปกยกยอว่าดีกว่าหนังสือของ Jo Nesbo ... แต่ส่วนตัวคิดว่า Jo Nesbo สนุกกว่าค่ะ

เรื่องเร่ิมด้วยจดหมายในอดีตเมื่อสิบปีที่แล้วฉบับหนึ่ง จดหมายนี้เขียนโดยนักโทษคนหนึ่ง และแอบส่งโดยจ่าหน้าซองแค่ชื่อผู้รับแต่ไม่มีที่อยู่ หวังเพียงพระเจ้าจะช่วยบันดาลให้จดหมายนี้ถึงมือผู้รับ ...​แต่ปาฏิหาริย์ก็มีจริง หลายปีต่อมา มีคนมาพบ และส่งจดหมายนี้ต่อไปยังผู้รับที่จ่าหน้า โดยเป็นที่อยู่ที่ประเทศสวีเดน

...​แล้วในหนังสือ ก็ทิ้งเรื่องจดหมายนี้ไปเลยค่ะ หายไปเลยยยย จนเราคนอ่านงง ว่ามันจะมาเกี่ยวกับเรื่องที่เหลืออย่างไร แบบเกริ่นมา แล้วก็ทิ้ง ไม่เขียนถึงอีกเลย 

มาส่วน Part ที่สอง เป็นเรื่องในเดือนธันวาคมปี 2009 ตำรวจของสวีเดนกำลังปวดหัวกับคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับ 2 คดี คดีหนึ่งเป็นการหายตัวไปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หายตัวไปจากอาคารรัฐสภาเลยค่ะ เข้าไปทำงาน แล้วไม่ออกมา ทั้งที่ภายในอาคารนั้นมีกล้องวงจรปิดแน่นหนา ...กับอีกคดีคือการหายตัวไปของหนุ่มเพลย์บอย ลูกชายของอดีตท่านทูตอิสราเอลประจำสวีเดน

คดีการหายตัวไปของรัฐมนตรียุติธรรมนั้น ยังไม่พบศพ ดังนั้นตำรวจจึงอยากให้สอบสวนในทางลับ ... ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับหน้าที่นี้คือ Fabian Risk ตัวเอกของเรื่องนี้นี่เอง ทำงานร่วมกับคู่หู Malin Rehnberg ซึ่ง Malin นั้นกำลังตั้งครรภ์เจ็ดเดือนอยู่ค่ะ (ในเล่ม นางจะขี้หงุดหงิดหน่อยๆ)

ในขณะเดียวกันนั้น ที่เดนมาร์ก ก็เกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญขึ้นเช่นกัน ผู้ตายเป็นภรรยาของพิธีกรรายการทีวีชื่อดัง โดนสังหารโหดในบ้านพัก และสามีที่เป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งก็หายตัวไป ...เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับหน้าที่ทำการสืบสวนเรื่องนี้คือ Dunja Hougaard เป็นตำรวจหน้าใหม่ ประสบการณ์น้อย สวยด้วย เจ้านายหวังเคลม เลยมอบหมายงานใหญ่ให้ทำ ด้วยเสน่หาเป็นพิเศษ

คดีฆาตกรรมในสองประเทศนี้ ตำรวจแต่ละประเทศก็ต่างฝ่ายก็สืบสวนกันไป ไม่มีเกี่ยวข้องกันเลยค่ะ ตำรวจทั้งสองประเทศไม่ได้ประสานข้อมูลอะไรกัน คนอ่านเองก็มองไม่เห็นความเชื่อมโยงอะไรกันด้วย นอกจากเห็นความเหมือนกันที่ว่า อวัยวะบางอย่างหายไปจากร่างกายของเหยื่อ

...

คือมันสนุกตรงที่ ถ้าให้เล่าก็จะเป็นการสปอยด์เรื่อง เพราะเรื่องจะค่อยๆ เปิดเผยความจริงขึ้นมาทีละนิดๆ ... ตอนแรกที่อ่านลุ้นให้ตำรวจจับฆาตกรให้ได้ ... แต่พออ่านไปๆ กลับเห็นใจ และอยากให้ฆาตกรทำภารกิจสังหารให้ครบตามแผนก่อนที่จะโดนจับ  

.

นอกจากคดีฆาตกรรมที่ลุ้นว่าใครคือฆาตกรตัวจริงแล้ว หนังสือยังมีดราม่าชีวิตส่วนตัวของตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีด้วยค่ะ ...​ อย่างชีวิตคู่ของ Fabian Risk ก็กำลังง่อนแง่น ใกล้จะเลิกกันเต็มที เหลือแค่ใครสักคนออกปากเลิกเท่านั้นเอง ... คืออ่านแล้วคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า จริงๆ เขาก็รักกันอยู่นะ คือถ้าเขาไม่มีลูก เขาคงยังอยู่ด้วยกันได้ แต่เพราะมีลูก และลูกกลายเป็นอุปสรรคในการทำงาน และพวกเขาเลือกงานมากกว่าลูก ดังนั้นลูกที่อยู่ตรงกลางของทั้งคู่ จึงกลายเป็นสิ่งกีดขวางความสัมพันธ์ไป 

ชีวิตของ Malin ก็เหมือนกัน คือนางกำลังตั้งครรภ์อยู่นะ แต่ทำอะไรไม่ระวังเลย และไม่ได้คิดถึงลูกในท้องด้วยซ้ำ

.

ในหนังสือมีบางตอนที่รู้สึกขัดใจ เพราะมันดูไม่สมจริงค่ะ เช่น

1. ตอนที่ Dunja ไปตามหาฆาตกร แล้วก็เจอฆาตการกำลังหั่นศพ Dunja เป็นลม แต่ฆาตกรไว้ชีวิต (ด้วยจุดหมายบางอย่าง) พร้อมปล่อยทิ้ง Dunja ไว้กับศพ ... แทนที่ Dunja ฟื้นขึ้นมา จะรีบหาคนมาช่วยโทรเรียกตำรวจ แจ้งความ ...​นางกลับเดินทางกลับบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวเปื้อนเลือดของเหยื่อเต็มไปหมด แถมถึงบ้านก็อาบน้ำชำระร่างกาย??? ได้ด้วยเหรอ!!! คือเธอเป็นตำรวจนะ มันไม่ใช่กระบวนการปกติที่คนเป็นตำรวจ หรือคนปกติควรทำ 

2. ฆาตกรฉลาดมาก อันนั้นโอเค แต่เอาเวลาที่ไหนมาฆาตกรรมไล่ๆ กันสองประเทศ แถมตัวฆาตกรเองก็มีงานประจำทำ??? มันควรจะมีคนช่วยป่ะ??? -- เช่น ตอนพา Malin ไปทิ้งไว้ที่สถานทูต คือผู้หญิงท้องไม่ใช่ตัวเล็กๆ นะ 

.

นั่นแหละค่ะที่ขัดใจ ทำให้สะดุด และกลายเป็นหนังสืออ่านสนุก แต่สนุกไม่สุด ... ส่วนตอนที่ตัวเองของเรื่องทั้งหลายเป็นถึงตำรวจ แต่พอเจอสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ กลับทำอะไรไม่ถูก ขาตาย ช็อค ... อันนี้ก็เข้าใจได้ค่ะ ชีวิตจริงเราก็อาจเกิดอย่างนี้ขึ้นได้ 



Monday, September 5, 2022

The Vow

 


หนังสือชื่อ  :  The Vow

ผู้แต่ง  ;  Debbie Howells

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


สนุกมากค่ะ เล่มนี้อ่านเสียงานเสียการกันเลยทีเดียว อ่านไปต่อมอยากรู้ (เรื่องชาวบ้าน) พุ่งปรี๊ดดดด จนหยุดอ่านไม่ได้ ต้องการข้ามวันข้ามคืนจนจบค่ะ

อีกสองสัปดาห์ก็จะถึงวันแต่งงานของ Amy แล้วค่ะ แต่จู่ๆ ว่าที่สามีของเธอก็มาหายตัวไป!

ที่พีกกว่านั้นคือ อีกไม่กี่วันต่อมา ตำรวจก็ว่าบอกว่า มีผู้หญิงอีกคนแจ้งความคนหายเช่นกัน ซึ่งคนที่หายไปเป็นคนเดียวกับว่าที่สามีของ Amy นั่นเอง!  แถมผู้หญิงคนนี้ยังบอกตำรวจอีกด้วยว่า Matt (ว่าที่สามีของ Amy ) กำลังจะทิ้ง Amy เพื่อมาอยู่กับเธอ!

จากความอยากรู้ว่า Matt หายไปไหน หนังสือก็เริ่มเปิดเผยขึ้นเรื่อยๆ ถึงด้านมืดของความสัมพันธ์ระหว่าง Amy กับ Matt ที่ตัว Amy พยายามแสดงและบอกให้โลกรู้ว่า เธอกับ Matt รักกันดี กำลังจะแต่งงานกัน และทุกอย่างหวานชื่น ... แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ?

หนังสือเขียนในมุมมองของ Amy ค่ะ และคั่นด้วยมุมมองของ Jess ลูกสาวของ Amy เป็นระยะ จึงทำให้เราเห็นภาพบุคลิกของ Amy ชัดเจนขึ้น ... Amy ก็เหมือนผู้หญิงหลายๆ คนเลยล่ะค่ะ ที่พอรักแล้ว เลือกแล้วว่า "รัก" คนนี้ ก็ตาบอด พยายามประคับประคองชีวิตคู่ .. อาจจะเป็นเพราะ Amy เคยมีชีวิตรักที่ล้มเหลวมาก่อน ตอนครองคู่กับพ่อของ Amy หย่ากันไม่ค่อยดี และพ่อของ Amy ก็ไม่ใช่พ่อตัวอย่าง ไม่ค่อยสนใจลูกเลย ... ดังนั้นพอ Amy มีรักอีกครั้ง เธอจึงไม่อยากจะให้พลาดเหมือนครั้งแรกค่ะ ดังนั้นอะไรที่เธอทนได้เธอก็ทน ประนีประนอม และยอม Matt ทุกอย่าง

ในมุมมองของ Jess (ลูกสาว Amy) มองว่า Matt เข้าหา Amy ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง ที่เธอเองก็ไม่รู้แน่ชัดนัก แต่เห็นได้ว่า Amy ค่อยๆ เปลี่ยนไปตั้งแต่ Matt ย้ายเข้ามาอยู่กับเธอ (Jess ย้ายออกไปเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนหน้าที่ Matt จะย้ายเข้ามาไม่นานนัก) -- ดูเหมือน Amy จะถูกครอบงำโดย Matt , Amy พยายามทำทุกอย่างตามที่ Matt ชักจูง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน หรือรูปแบบการจัดงานแต่งงาน เหลือแค่อย่างเดียวคือ Amy ไม่ยอมขายบ้านตามที่ Matt ต้องการ ซึ่งเรื่องนี้ Matt โมโหมาก และเล่นสงครามจิตวิทยากับ Amy เสมอ ... แต่ยังไงซะ Amy ก็ไม่ขายค่ะ

Amy มีบุคลิกอ่อนแอ มีอารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้ แถมโดนครอบงำโดย Matt มานาน ... ในขณะที่นังเมียน้อย พูดจาน่าเชื่อถือกว่า เป็นถึงทนายความ (Amy ไม่รู้จักนังเมียน้อยค่ะ ไม่ระแคะระคายเลยว่า Matt นอกใจ แต่นังเมียน้อยรู้จัก Amy ดี เพราะ Matt เอาเรื่องของ Amy มาปรึกษาเป็นประจำ อารมณ์ว่า Amy มีอารมณ์แปรปรวน เขาอยากขอเลิก แต่เลิกไม่ได้ เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ อะไรพระเอกๆ ทำนองนั้นล่ะค่ะ) ... ดังนั้นเนี่ย พอ Matt หายไป นังเมียน้อยก็เลยแจ้งความ และโน้มน้าวให้ตำรวจเชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่ Amy นั่นแหละ จะทำร้าย Matt หรือเป็นต้นเหตุที่ทำให้ Matt หายตัวไป ด้วยความโกรธแค้นรับไม่ได้ที่รู้ว่า Matt นอกใจ ขอเลิก

ความสนุกของมันคือการลุ้นว่า Matt หายไปไหน และใครกันแน่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เราคนอ่านรู้สึกว่า ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การเข้ามาจีบ Amy ของ Matt ก็น่าจะเป็นการวางแผนไว้ก่อน แต่แรงจูงใจคืออะไร ... อันนี้คือชิ้นส่วนที่ยังขาดหายไปค่ะ

หนังสือคั่นด้วยบทของเหตุการณ์ที่เกิดในปี 1996 เป็นระยะๆ ... ทำให้คนอ่านสงสัยว่า มันเกี่ยวอะไรด้วยหว่า? ... จนตอนท้ายเรื่องทุกปมก็มาบรรจบกัน และเฉลยอย่างพีกค่ะ 

เป็นนิยายที่สนุกค่ะ สำนวนดี ภาษาไม่ยาก แต่บรรยายสิ่งต่างๆ อย่างลื่นไหล ดำเนินเรื่องในความเร็วกำลังดี ตอนจบอาจจะไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าที่คาดหวัง แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่สนุก เหมาะกับการอ่านยามว่างเล่มหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ

Sunday, August 21, 2022

The Next Person You Meet in Heaven

 


หนังสือชื่อ  :  The next person you meet in heaven

ผู้แต่ง  :  Mitch Albom

สำนักพิมพ์  :  Sphere


เนื้อเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาระหว่างความเป็นความตายค่ะ ช่วงเวลาที่กายเราไม่รู้สึกตัว นอนอยู่ในโรงพยาบาลนั้น จิตเรากลับล่องลอยไป ... และช่วงเวลานั้นนั่นแหละ ที่เราไป "สวรรค์" และพบคน 5 คนที่มีอิทธิพลกับชีวิตของเรา

หนังสือเป็นเรื่องของ Annie เธอเป็นพยาบาล เพิ่งแต่งงานได้แค่วันเดียวเอง และช่วงฮันนีมูน เธอกับสามีตัดสินใจขึ้นบอลลูนค่ะ ... โชคร้าย สภาพอากาศไม่ดี บอลลูนไปเกี่ยวสายไฟ และตกลง ... ผลคือ Annie ปลอดภัย แต่สามีของเธออาการโคม่า และต้องเปลี่ยนปอด ... Annie ไม่ลังเลเลยค่ะ ที่จะบริจาคปอดของเธอให้แก่สามี

และช่วงเวลาของการผ่าตัดนั่นเอง ที่จิตของ Annie ล่องลอยไปยังที่ที่เรียกว่า "สวรรค์" และได้พบกับคนที่มีบทบาทกับชีวิตของเธอห้าคนด้วยกัน

บางคนที่ Annie เจอนั้น เธอไม่ได้รู้จักเขาเลยค่ะ เช่น คุณหมอที่ผ่าตัดต่อมือให้แก่ Annie ตอนเธอประสบอุบัติเหตุตอนเด็ก หรือชายที่ช่วยชีวิตเธอไว้โดยสละชีวิตของตนเองขณะประสบอุบัติเหตุ

ในสวรรค์ จิตสำนึกของ Annie ได้ทบทวนเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นกับเธอ ตั้งแต่เด็กๆ พ่อกับแม่ทะเลาะกัน ฟางเส้นสุดท้ายคือพ่อทำร้าย Annie ทำให้แม่โกรธมาก และไล่พ่อออกไปจากชีวิตของพวกเขา ... แต่หลังจากนั้น แม่ก็มีแฟนใหม่มากมายหลายคน  

ตอน Annie อายุ 8 ขวบ เธอไปสวนสนุกกับแม่ และแม่ทิ้งให้เธอเล่นตามลำพัง ส่วนตัวแม่ไปไหนสักแห่งสองต่อสองกับแฟนใหม่ ... และวันนั้น Annie ก็เจออุบัติเหตุ เครื่องเล่นตกใส่ ...  Eddie คือชายที่ช่วยชีวิตเธอ Eddie เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วน Annie ก็มือซ้ายขาด ... แต่โชคดีที่หมอสามารถต่อกลับมาให้ได้ โดยเธอไม่ต้องพิการ แต่ Annie ก็ต้องฝึกการบังคับมือใหม่อยู่นานเลยค่ะ

หลังจากเหตุการณ์นั้น ก็มีความเปลี่ยนแปลงทั้งตัว Annie และแม่ค่ะ ... Annie จำเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เหมือนสมองของเธอสั่งปิดความทรงจำ (มารู้ภายหลังว่า เป็นเพราะเธอกลัวที่จะรู้ว่า การมีชีวิตของเธอ ทำให้อีกชีวิตต้องตายไป) ... ส่วนแม่ ก็กลายเป็นแม่ที่ปกป้องเกินเหตุ Annie ต้องอยู่ในสายตาของแม่ตลอด ทำให้เธอไม่มีเพื่อน และเป็นตัวประหลาด (บวกด้วยมือประหลาด) ในสายตาเพื่อนร่วมชั้น ทำให้ชีวิตช่วงวัยรุ่น Annie กับแม่ทะเลาะกันบ่อย เพราะ Annie รำคาญความปกป้องจนเกินเหตุของแม่ 

.

ตอนที่อยู่ในสวรรค์ Annie ได้รู้ว่า ทำไมแม่จึงกลายเป็นแม่ที่เข้มงวด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้แม่โทษตัวเองว่าแทนที่จะอยู่ดูแลลูก กับไปอยู่กับผู้ชาย ... ดังนั้นเมื่อมีโอกาสครั้งที่สอง แม่จึงพยายามให้ Annie อยู่ในสายตาตลอดเวลา

.

ตัว Annie เองก็รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาด (เราทุกคนก็เป็นเนอะ ความรู้สึกว่า ตัวเองเดินทางชีวิตพลาดไป และทำหลายสิ่งหลายอย่างที่รู้สึกเสียใจที่หลัง หรือการ "ไม่ทำ" บางอย่าง และก็มาเสียใจภายหลังที่ไม่ได้ทำ) ...​ในสวรรค์ Annie ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตของทุกคนมีความเกี่ยวพันกันกับอีกคน 

.

ชีวิตของคนก็เหมือนวงล้อ ที่โคจรมาสัมผัสกันและกันในบางขณะ ในบางชั่วเวลา แล้วก็แยกจากกันในที่สุด สิ่งสำคัญคือการทำให้ช่วงเวลาที่วงล้อของชีวิตมาแตะกันนั้น ให้เป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย

.

ในสวรรค์สอนให้ Annie เรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง ไม่มีอะไรที่เรียกว่า "ความผิดพลาด" ... เหตุการณ์ในชีวิตพลิกผันเพียงแค่เสี้ยวสายลมพัดผ่าน การตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด อาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางของชีวิตไปได้ตลอดกาล ...

.

เป็นหนังสือที่ให้แง่คิด และใช้ภาษาที่อ่านง่ายค่ะ 

Wednesday, August 10, 2022

The Hunting Party

 


หนังสือชื่อ  :  The Hunting Party

ผู้เขียน  :  Lucy Foley

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


สนุกค่ะ สำนวนการเล่าเรื่องดีมาก ทำให้ต้องอ่านไปเรื่อยๆ หยุดไม่ได้ จนกว่าจะจบเล่ม เรียกว่าอ่านเสียงานเสียการกันเลยทีเดียวค่ะ

เป็นนิยายฆาตกรรมค่ะ พล็อตเรื่องคือ กลุ่มเพื่อนสนิท อันประกอบด้วย

 Mark และ Emma

Julien และ Miranda

Nick  และ Bo

Giles และ Samira กับลูกสาววัยหกเดือน ชื่อ Priya

และ Katie

ทั้งหมดนี้จัดทริปฉลองวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในปี 2018-2019 กันที่กระท่อมล่าสัตว์ห่างไกลแห่งหนึ่งในสก็อตแลนด์ค่ะ

ในกลุ่มนี้ ยกเว้น Emma กับ Bo ที่เหลือเป็นเพื่อนเก่าแก่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ออกฟอร์ดค่ะ คือเป็นประเพณีกันในกลุ่มที่ทั้งหมดจะมารวมตัวจัดทริปฉลองปีใหม่ด้วยกันในสถานที่ต่างๆ

เพื่อนๆ กลุ่มนี้ ภายนอกที่ดูเหมือนรักกัน ... แต่มันมีความแปลกๆ อยู่ค่ะ มันดูฉาบฉวย มันดูพยายามเกินไป

.

กระท่อมล่าสัตว์ (จริงๆ เป็นเหมือนปราสาทเลยล่ะค่ะ หรูอยู่) นี้ อยู่ไกลปืนเที่ยง เจ้าของเป็นคนอังกฤษอยู่ลอนดอน ที่กระท่อม มีผู้ดูแล 2 คน คือ Heather เป็นเหมือนผู้จัดการน่ะค่ะ กับอีกคนคือ Doug ทำหน้าที่เหมือนดูแลความปลอดภัยของสถานที่ ... นอกเหนือจากสองคนนี้แล้ว ก็ยังมีแขกเป็นคู่รักชาวไอซ์แลนด์อีกสองคนค่ะ แต่สองคนนี้พักในบังกะโล แยกห่างออกไปต่างหากจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 

หนังสือเล่าอย่างมีชั้นเชิงมากค่ะ เล่าบทสลับระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบัน กับเหตุการณ์เมื่อสามวันที่แล้ว 

เหตุการณ์ปัจจุบันคือเจอศพของแขกที่หายไป และเห็นได้ชัดจากไกลๆ ว่า ศพนั้นไม่ได้ตายจากอุบัติเหตุ ... แต่หนังสือไม่ยอมเฉลยให้คนอ่านรู้ว่า ใครกลายเป็นศพ? และใครคือฆาตกร? ... มีความเป็นไปได้สูงที่ฆาตกรจะคือหนึ่งในแขก เพราะช่วงที่เกิดเหตุนั้น หิมะตกหนัก คนนอกไม่สามารถเข้ามายังพื้นที่ได้ 

หนังสือตัดกลับไปเหตุการณ์เมื่อสามวันที่แล้ว และแบ่งบทตามความคิดของตัวละครแต่ละคน ทำให้เรารู้ว่าใครคิดยังไง และใครนิสัยเป็นอย่างไร และเราก็เริ่มเห็นรอยร้าวในความสัมพันธ์ของเพื่อนกลุ่มนี้ค่ะ รวมถึงรอยร้าวในชีวิตคู่ด้วย

ในกลุ่มนี้ Miranda เป็นผู้หญิงสวย มีเสน่ห์ เป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของทุกคน ... ด้านมืดคือ เธอก็รู้ตัวดีถึงเสน่ห์ของเธอค่ะ เธอเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเอง บูลลี่คนอื่น เห็นใครดีกว่าไม่ได้ (ทั้งหมดทำโดยไม่เจตนา คือเป็นนิสัยของเธอน่ะค่ะ จนเราอ่านแล้วเราก็เกลียดเธอไม่ลง) ความมีเสน่ห์ ความช่างบงการของเธอเป็นแรงดึงดูดร้อยให้เพื่อนๆ ทั้งหมดอยู่ด้วยกันค่ะ

Katie ดูเหมือนช่วงนี้ เธอมีความลับบางอย่างอยู่ในใจค่ะ Katie มีนิสัยตรงกันข้ามกับ Miranda ... ในขณะที่ Miranda เป็น party girl นั้น Katie กับเงียบมาก เหมือนเป็นเงาของ Miranda ... Miranda เลือกที่จะคบกับ Katie นะคะ เข้าใจว่า ด้วยนิสัยขี้อิจฉาของเธอ เธอจึงสบายใจที่จะคบกับคนที่ดูด้อยกว่าเธอในทุกด้าน

Emma พยายามจะใช้ทริปนี้เป็นการพิสูจน์ตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มค่ะ ถึงแม้เธอจะคบกับ Mark มาสามปีแล้วก็ตาม แต่เธอยังรู้สึกว่า ในกลุ่มเพื่อน เธอยังเป็นคนนอกอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังดูเหมือน คนดูแลกระท่อมอย่าง Heather และ Doug ก็มีเบื้องหลังบางอย่าง ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกมาทำงานในสถานที่ที่ห่างไกลจากผู้คนเช่นนี้

.


Friday, August 5, 2022

Eleanor Oliphant is Completely Fine

 


หนังสือชื่อ  :  Eleanor Oliphant is Completely Fine

ผู้เขียน  :  Gail Honeyman

สำนักพิมพ์  :  HaperCollinsPublishers


แนะนำเลยค่ะ เล่มนี้ดีมาก ประทับใจ อ่านแล้วรู้สึกดี

เป็นเรื่องของ Eleanor Oliphant ค่ะ ชื่อของตัวเอกในเรื่อง หนังสือเขียนโดยบรรยายความรู้สึกนึกคิดของ Eleanor เลยค่ะ สิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอพูด ... หนังสือดำเนินเรื่องไปอย่างช้าๆ แต่มีเสน่ห์ ทำให้เรารู้สึกว่า Eleanor ดูเหมือนเป็นผู้หญิงธรรมดาเหมือนเราๆ แต่อย่างช้าๆ เราจะเริ่มหลงรักเธอค่ะ

Eleanor อายุ 30 ปี ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินในบริษัทกราฟฟิคดีไซน์แห่งหนึ่งในลอนดอน เธอได้งานนี้ตั้งแต่เรียนจบเลยค่ะ และไม่เคยย้ายงานอีกเลย ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่าง routine มาก คือเดิมๆ ทุกวัน ... เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ไม่ดีนัก นั่งกินกลางวันคนเดียว เล่นเกมคำไขว้ตอนเที่ยงคนเดียว โทรคุยกับแม่เวลาเดิมทุกวันพุธ และตอนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ดื่มวอดก้าคนเดียว เมาหลับไปจนถึงเช้าวันจันทร์ แล้วก็ตื่นมาทำงานอีกครั้ง เป็นอย่างนี้วนเรื่อยไป ไม่เคยไปเที่ยวไหน สังสรรค์ที่ไหน หรือมีเพื่อนมาเยี่ยมบ้าน .

อ่านบทแรกๆ คิดว่า Eleanor เป็นออทิสติก มีปัญหาเรื่องทักษะในการเข้าสังคมด้วยซ้ำไปค่ะ

จุดเปลี่ยนของชีวิตอยู่ที่ Eleanor ไปปิ๊งนักดนตรีคนหนึ่งค่ะ (ซึ่ง Eleanor ได้ตั๋วมาจากการจับรางวัล) นักดนตรีคนนี้เป็นสาเหตุในเธอพยายามปรับปรุงตัวเอง เริ่มจากการแต่งกาย ทำผมใหม่ แต่งหน้า ฯลฯ ... ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพบกับนักดนตรีคนนั้นค่ะ ...​คือขำมาก เหมือนเด็กสาววัยรุ่นเตรียมตัวพร้อมเพื่อพบกับไอดอลคนพิเศษ ทั้งที่ไอดอลคนนั้นแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Eleanor มีตัวตนอยู่ในโลกนี้หรือไม่

ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่ทำงานก็มีพนักงานไอทีคนใหม่ คือ Raymond ทั้งคู่เริ่มพัฒนามิตรภาพร่วมกัน ผ่านการบังเอิญช่วยนำคนแก่คือ Sammy ส่งโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้เลยรอยให้ทั้งสามคนได้เจอะเจอกัน รวมถึงได้รู้จักกับครอบครัวของ Sammy ด้วย

ระหว่างนี้ เราก็จะเริ่มรู้จัก Eleanor มากขึ้น และเริ่มขำไปกับความคิดของเธอ ปนด้วยความรู้สึกเศร้า ...  เธอไม่รู้จักการเข้าสังคม หรือการให้ของขวัญ ...​ก็เพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้เลย ไม่มีใครเชิญเธอไปงานเลี้ยง เธอก็เลยทำตัวไม่ถูกว่าจะต้องทำอย่างไร 

... เราจะรู้จักการให้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยได้รับเลย ... Eleanor ในเรื่องนี้ก็เป็นเช่นนั้นแหละค่ะ ด้วยความที่เธอเองไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกของการมีเพื่อน การเป็นที่ยอมรับในสังคม ความห่วงใย ฯลฯ เธอเลยไม่รู้ว่าเธอขาด ดังนั้นจึงรู้สึกว่า เธอโอเคแล้ว มีงานทำ มีเงินเดือน มีบ้านพัก มีทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว ดังนั้น Everything is completely fine. ค่ะ

ในระหว่างที่อ่านไปนั้น ชีวิตของ Eleanor ก็เป็นปริศนาที่คนอ่านอย่างเราสงสัย เช่น แม่ของ Eleanor อยู่ที่ไหน? ทำไมวันคริสต์มาส Eleanor บอกว่าเธอเมาวอดก้าอยู่คนเดียวในห้อง แม่ของ Eleanor มีนิสัยช่างบงการ และกดให้ Eleanor รู้สึกไร้ค่าตลอดเวลาค่ะ ... เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตในวัยเด็กของ Eleanor ? ทำไมเธอจึงมีแผลไฟไหม้ร้ายแรงที่มือและหน้า? ทำไม Eleanor ต้องอยู่ในสถานสงเคราะห์ตั้งแต่เด็กจนโต? .... ทั้งหมดนี้คนอ่านสงสัย แต่ Eleanor ไม่สงสัยตัวเองค่ะ เธอไร้เดียงสา เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น 

 คนอ่านจึงอ่านไป และเริ่มรักเธอ พร้อมกับเริ่มเป็นห่วงเธอ เพราะการปิ๊งนักดนตรี และพยายามปรับปรุงตัวเองเพื่อให้คู่ควรกับเขานั้น เป็นการพยายามอยู่ฝ่ายเดียว ภายใต้มายาว่านักดนตรีนั้นคือเนื้อคู่ของตัว ... แต่ความจริงคือ นักดนตรีคนนั้น ไม่แม้แต่จะรู้จักเธอด้วยซำ้ไปค่ะ ... เราเลยเป็นห่วงเธอว่า ถ้าความจริงเปิดเผย ถ้าวันนั้นเธอรู้ตัวขึ้นมา จิตใจที่บอบบางของ Eleanor จะแตกสลายแค่ไหน...

....

สปอยด์ ว่าจบดีค่ะ Eleanor อาจจะใจสลาย แต่เธอลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ภายใต้ความช่วยเหลือของนักจิตบำบัด และเพื่อนดีๆ อย่าง Raymond รวมถึงความลับในอดีตของเธอก็เฉลยค่ะ ... Eleanor เป็นผู้หญิงที่ผ่านอะไรๆ ที่น่าเศร้ามามากเลยเกิน แต่เธอก็รอดชีวิต และเข้มแข็ง ... เธอทำได้ดีเลยล่ะค่ะ