Sunday, June 25, 2023

The Colour of Bee Larkham's Murder

 

หนังสือชื่อ  :  The Colour of Bee Larkham's Murder

ผู้แต่ง  :  Sarah J. Harris

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers Ltd


เป็นหนังสือดีที่สุดที่อ่านในปีนี้เลยล่ะค่ะ สนุก วางไม่ลง อ่านเสียงานเสียการ ... เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ขำก็ขำ เวทนาก็ด้วย และลุ้นว่าใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่

หนังสือเล่าในมุมของ Jasper เด็กชายออทิสติก อายุ 13 ปีค่ะ Jasper เชื่อว่าเพื่อนบ้านของเขา Bee Larkham ถูกฆาตกรรม แต่ปัญหามันคือ ผู้ใหญ่รอบๆ ตัวเขาไม่มีใครตระหนักรู้สักคนว่า Bee นั้นตายไปแล้ว

เนื่องด้วย Jasper เป็นเด็กออทิสติก สมองของเขามีความคิดที่ซับซ้อนมากค่ะ เป็นความซับซ้อนที่แตกต่างด้วย แต่ความสามารถในการแสดงอารมณ์ออกมาให้คนอื่นรับรู้นั้นต่ำมาก ดังนั้นเวลา Jasper โกรธ ถูกขัดใจ ก็จะแสดงออกด้วยการกรีดร้อง ... ทำให้ยากสำหรับคนรอบตัวที่ดูแล Jasper

Jasper มีปัญหาที่เด็กออทิสติกเป็นคือ เขาจำหน้าคนไม่ได้ค่ะ เขาเห็นเสียงเป็นสี ทุกเสียงที่เกิดขึ้นเขาจะเป็นสี และใช้สีนั้นในการจำแนกคน เสียงพูดแต่ละคนก็จะมีสีที่แตกต่างกันในสมองของ Jasper ... แต่ปัญหาคือ เสียงอาจเปลี่ยนตามอารมณ์ได้ ดังนั้นจึงยากที่จะจำแนกคนด้วยเสียงด้วยวิธีนี้ 

Jasper เคยมีแม่ที่เข้าใจความพิเศษของเขานี้ แต่ตอนนี้แม่เสียแล้วด้วยโรคมะเร็งตอนเขาอายุ 9 ขวบ ต่อมาย่าก็เสียอีก ดังนั้นพ่อเลยต้องลาออกจากการเป็นทหารนาวิกโยธิน มาอยู่บ้านดูแลเด็กพิเศษเช่น Jasper เพราะทั้งคู่ต่างไม่มีใครแล้วล่ะค่ะ ต่างมีกันและกัน 

อ่านตรงนี้แล้วรู้สึกสงสารพ่อ Jasper มาก เพราะการมีลูกเป็นออทิสติกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวอีก

ในขณะที่ Jasper เองก็น่าสงสารมาก เวลาที่เขารู้สึกไม่มั่นคง เขาจะหนีเข้าไปอยู่ในกระโจม กอดเสื้อคาร์ดิแกนของแม่ไว้ หรือถ้าอยู่นอกห้องนอน แล้วรู้สึกสับสน ก็จะเอามือล้วงกระเป๋า คอยลูบกระดุมเสื้อคาร์ดิแกนของแม่ ... โถ

Bee Larkham เป็นสาวสวย เพื่อนบ้านผู้สร้างปัญหาที่ย้ายมาอยู่ใหม่ค่ะ คือบ้านหลังนั้นเป็นของแม่ Bee พอแม่ตาย Bee ก็ย้ายมาอยู่แทน และเปิดคอร์สสอนดนตรีที่บ้านค่ะ

สิ่งที่ผูกพัน Bee กับ Jasper เข้าด้วยกัน คือฝูงนกหงส์หยก (parakeets) ที่มาทำรังที่ต้นโอ๊คข้างหน้าต่างห้องนอนบ้าน Bee ซึ่งตรงกับหน้าต่างห้อง Jasper พอดี (แต่ถ้ามองจากบ้าน Bee จะเห็นนกชัดกว่า) -- Jasper ชอบสีไงค่ะ เห็นเสียงทุกอย่างเป็นสี จำคน จำสิ่งต่างๆ ด้วยสี ดังนั้นเนี่ย Jasper เลยคลั่งไคล้นกหงส์หยกที่มาทำรังข้างบ้านมากๆๆๆ ค่ะ 

ชีวิตของ Bee ก็น่าสนใจมาก เราเห็นชีวิตของ Bee ผ่านสายตาของ Jasper และรู้สึกว่า เธอเป็นพวกสร้างปัญหา 

ขำกับการ "เล่นใหญ่" ของ Jasper ด้วยความที่เป็นคนจริงจัง ดังนั้น Jasper จึงซีเรียสมากกับการขู่ของเพื่อนบ้านว่าจะยิงลูกนกหงส์หยกทิ้ง ถึงขั้นโทรแจ้งความเลยอ่ะ หรือบทสนทนาตอบโต้กับคนอื่นๆ คือ Jasper บริสุทธิ์จริงๆ ไม่รู้เรื่องมุก เรื่องริษยาอะไร จึงคุยอะไรซื่อๆ ซึ่งกลายเป็นมุกขำสำหรับเราไปเลย 

เพราะความที่ Jasper จริงจังกับการฆาตกรรมนกหงส์หยกเนี่ยแหละ ทำให้ตอนแรกเราคนอ่านจึงไม่แน่ใจว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นจริงอย่างที่ Jasper พยายามบอก ...​แต่คือรู้แหละว่ามีเรื่องใหญ่บางอย่างเกิดขึ้น เพราะ Jasper กับพ่อต้องไปให้ปากคำกับตำรวจ แต่ใหญ่ถึงขั้น Bee ถูกฆาตกรรม ตอนแรกไม่แน่ใจค่ะ จนกระทั่งเรื่องค่อยๆ เฉลย

หนังสือเล่มนี้ให้ข้อคิดอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ "จงฟังลูกของคุณพูด และพิจารณาสิ่งที่ลูกต้องการสื่ออย่างจริงจัง เด็กไม่โกหก อย่าเพิกเฉย ถึงแม้ว่าเรื่องนั้นจะฟังดูเหลวไหลในตอนแรกก็ตาม หรือเพราะว่าลูกเป็นเด็กที่ยากที่จะรับมือ (เช่นเด็กออทิสติก) ก็ตาม" เหมือนที่ Bee พยายามจะบอกแม่ของเธอหลายๆ ครั้ง แต่น่าเศร้าที่แม่ไม่เชื่อ และปล่อยให้เด็กน้อยต้องสู้ตามลำพัง...

Friday, June 16, 2023

ภารกิจปริศนา

 


หนังสือชื่อ  :  ภารกิจปริศนา

ผู้แต่ง  :  ชูชาติ ทรัพย์นิธิ

สำนักพิมพ์  :   ไครม์แอนด์มิสทรี (สำนักพิมพ์ในเครือนานมีบุ๊คส์)


เป็นครั้งแรกของการอ่านนิยายทิลเลอร์ฝีมือผู้แต่งคนไทยค่ะ ฉากบรรยากาศทุกอย่างคือเมืองไทย มันทำให้ง่ายที่จะจินตนาการหน้าตา สถานที่ของตัวละครค่ะ 

เล่มนี้จัดว่าอ่านเพลินค่ะ แต่ไม่ได้หวือหวา หักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบอะไรขนาดนั้น

ในเรื่องเป็นเหตุการณ์ของกรุงเทพฯ ในอนาคต คือตัวละครอยู่ในอนาคตแล้ว กรุงเทพฯ มีถนนอัจฉริยะแล้ว ตัวเอกของเรื่องเป็นอดีตตำรวจเพิ่งเกษียณ ชื่อ "เกรียงไกร" บังเอิญรถเจออุบัติเหตุถูกคนเมาแล้วขับชน เลยต้องแวะสถานีตำรวจเลยทำให้ได้รู้จักกับ "พรรณภพ" เจ้าหน้าที่กู้ภัย 

เนื่องจากเกรียงไกรเป็นอดีตตำรวจที่ลูกพี่ของพรรณภพให้ความนับถือ พรรณภพเลยให้เกรียงไกรไปพักดูทีวีรอระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคดี ที่รถบ้านของพรรณภพ ... ภายในรถบ้านนั่นเอง เกรียงไกรเห็นรูป "วทัญญู" พ่อของพรรณภพ ทำให้เขาหวนคิดถึงคดีที่เขาเคยทำเมื่อสามสิบปีก่อน

แล้วจากนั้นหนังสือก็เล่าเรื่องในยุคปี 2542 ค่ะ มีผู้หญิงถูกของมีคมแทงตายในห้องของตัวเอง ผู้ตายสวยและรวยมาก ลูกชายของผู้ตายก็อยู่ภายในห้องด้วยตอนเกิดเหตุ 

หนังสือเขียนเล่าถึงการสืบสวนหาคนร้ายของตำรวจไทย ซึ่งไม่แน่ใจว่าอิงกับเรื่องจริงหรือไม่นะคะ แต่ถ้าอิงเนี่ย ตำรวจไทยแม่งสืบสวนแบบไม่มี protocol เลยอ่า สืบแบบใช้แนวสังคม ถามคนโน่นคนนี่ คือไม่ได้เน้นเรื่องหลักฐานทางนิติเวชเลย และไม่มีแนวทางการสืบสวนที่เป็นรูปแบบเลย จำคนร้ายนี่คืออาศัยโชคและไหวพริบมาก ไม่ต้องสงสัยถ้าผู้ร้ายจะไปหลุดในชั้นศาลเพราะหลักฐานอ่อน หรือหลักฐานใช้ไม่ได้เพราะกระบวนการที่ได้มาไม่ถูกต้อง

แล้วก็มีตอนหนึ่งในหนังสือที่ตำรวจขอให้คุณประพันธ์ (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย เพราะขายและติดตั้งประตูอัจฉริยะในห้องผู้ตาย) สาธิตการทำงานของประตูที่ว่านี้ โดยการเอาปืนของตำรวจยิงที่ประตู ...​คือมันได้ด้วยหรือ??? ตำรวจให้ปืนของตัวเองให้คนอื่นได้ง่ายๆ เลยหรือ??? มันสะเพร่าง่า สะท้อนความไม่มืออาชีพ

นิยายนี้เป็นเรื่องสั้นค่ะ ร้อยกว่าหน้า ดังนั้นเดาคนร้ายไม่ยาก อ่านได้เพลินๆ ค่ะ

Thursday, June 15, 2023

เสียงเพรียกจากคักคู

 


หนังสือชื่อ   :  เสียงเพรียกจากคักคู (The Cuckoo's Calling)

ผู้แต่ง  :  Robert Galbraith

ผู้แปล  :  ขจรจันทร์

สำนักพิมพ์  :  ไครม์แอนด์มิสทรี (สำนักพิมพ์ในเครือนานมีบุ๊คส์)


สนุกค่ะ แปลดีด้วยค่ะ เรียกว่าเป็นหนังสือทริลเลอร์แปลไทยคุณภาพเล่มหนึ่งเลยล่ะค่ะ

คักคู คือชื่อนก เป็นนกประเภทนักกาเหว่าน่ะค่ะ แต่ในหนังสือเล่มนี้ คักคูคือฉายาที่เพื่อนสนิทของตัวเอกของเรื่องที่ถูกฆาตกรรมใช้เรียกเธอค่ะ ... แต่ก็เป็นชื่อที่สอดคล้องกับชีวิตส่วนตัวของเธอดี เพราะเธอเป็นเด็กที่กำพร้าที่ถูกขอมาเลี้ยง

เปิดเรื่องมาด้วยการเสียชีวิตจากการตกตึกลงมาจากชั้นสี่ของนางแบบชื่อดัง ลูลา แลนดรี ค่ะ และตำรวจสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะนางแบบมีปัญหาทางด้านอารมณ์และการใช้ยาเสพติด

แต่พี่ชายของลูลาไม่เชื่อเช่นการสรุปของตำรวจเช่นนั้น จึงว่าจ้างนักสืบเอกชน คือ คอร์โมรัน สไตรก์

นักสืบสไตรก์กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำของชีวิตค่ะ ถังแตก ไม่มีเงิน เลิกกับแฟน (ที่รักๆ เลิกๆ กันมาหลายรอบ แต่ดูท่ารอบนี้จะเลิกจริง) และต้องรับ โรบิน เอลลาคอตต์ มาทำงานเป็นเลขาฯ ด้วยแบบงงๆ เพราะลืมคำสั่งยกเลิกบริษัทจัดหางาน

หนังสือเล่าทั้งการสืบสวนหาคนร้าย พร้อมไปกับสอดแทรกชีวิตส่วนตัวของสไตรก์ (ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้คดีค่ะ) 

สไตรก์เป็นอดีตสารวัตรทหาร เป็นลูกนอกสมรสของนักร้องร็อกชื่อดัง (ลูกที่พ่อไม่อยากนับ) ...ดังนั้นสไตรก์จะมีความรู้สึกเหมือนเป็น "คนนอก" ในสังคมของตัวเองตลอดเวลา 

ส่วนลูลา จริงๆ ถึงเกิดมากำพร้า แต่เธอก็สวยมาก ครอบครัวที่อุปการะเธอก็รวยมาก ได้โอกาสดีๆ ในชีวิตมากมาย ทั้งจากครอบครัว และอาชีพนางแบบที่มีชื่อเสียงของเธอ ...​แต่เธอกลับไม่รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เธอมีอยู่ กลับแสวงหาส่ิงที่เธอไม่มี เช่น การพยายามตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง ก่อนพบว่า แม่แท้ๆ น่ะ ไม่มีซะยังจะดีกว่า หรือติดยา จนต้องบำบัด รักกับผู้ชายเลว ฯลฯ .... อารมณ์เหมือนคนตัวเองเริ่มต้นผิด แล้วพยายามย้อนเวลากลับไป (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) แทนที่จะมองไปยังชีวิตสดใสข้างหน้า เธอกลับจมกับรากของตนเองในอดีต

ด้วยความอ่อนไหวทางอารมณ์ของเธอ จึงน่าเชื่อได้ว่าความตายของเธอคือการฆ่าตัวตายค่ะ ... แต่ก็มีพิรุธหลายอย่าง เช่น วันเกิดเหตุ เธอดูปกติมาก ดูไม่เหมือนคนมีปัญหาสะเทือนใจอะไรเลย แถมชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ เธอยังเปลี่ยนชุดเหมือนกำลังรอใครมาหาที่แฟลต??? ...​หรือการมี "นักวิ่ง" ปริศนาปรากฎในหน้าจอกล้องวงจรปิดวิ่งอยู่แถวแฟลตที่เธออยู่???...หรือการที่เพื่อนบ้าน เล่าว่าเห็นเธอตะโกนทะเลากับใครบางคน ก่อนจะร่วงลงมา???

อ่านสนุกค่ะ ทายไม่ถูกว่าใครคือฆาตกรตัวจริง 

Sunday, June 11, 2023

The Institute

 


หนังสือชื่อ  :  The Institute

ผู้แต่ง  :  Stephen King

สำนักพิมพ์. :  Hodder & Stoughton


พล็อตเรื่องซ้ำๆ เหมือนหลายๆ เล่มของคิง แต่ผู้เขียนมีความสามารถในการเล่าเรื่องในสนุกจนวางไม่ลงค่ะ

หนังสือเริ่มด้วยเล่าเรื่องของชายที่ชื่อ Tim Jamieson อดีตตำรวจที่ถูกบังคับให้ลาออกจากงาน กำลังเปลี่ยนใจแลกตั๋วเครื่องบินไปนิวยอร์คกับเงินสองพันดอลลาห์ แล้วใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยโบกรถไปเรื่อยๆ ที่ไหนมีงานก็ทำแลกเงินสักพัก จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ ชื่อ DuPray

ที่เมือง DuPray ทิมสมัครงานเป็น Night Knocker (หน้าที่คล้ายๆ ยามเดินตรวจตราตามท้องถนนตอนกลางคืน) -- ที่เมืองนี้ ทิมทำงานได้ดี ดูเข้ากับชีวิตใหม่ได้ดีค่ะ และก็กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นตำรวจในเร็วๆ

-

เสร็จแล้วหนังสือก็ตัดมาที่ เรื่องชีวิตของ Luke Ellis เด็กชายอัจฉริยะวัย 12 ขวบ กำลังเตรียมตัวสอบ SAT เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย 

แต่แล้วคืนหนึ่งชีวิตของ Luke ก็เปลี่ยนผันไปตลอดกาล -- Luke ถูกลักพาตัวในขณะกำลังหลับ! คนร้ายยิงสังหารพ่อกับแม่แล้วโปะยาสลบเด็กชาย และนำตัวมายัง "สถาบัน"

ที่สถาบัน Luke เจอกับเด็กหลายคนที่ประสบชะตากรรมแบบเดียวกับเขา คือถูกลักพาตัวมา และถูกบังคับเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง ถูกฉีดยา จับโยนลงในถังน้ำ ให้ดูหนังจนกระทั่งเห็นแสงเห็นจุด

เด็กทุกคนที่ถูกจับตัวมานั้น ถูกเลือกมาอย่างรอบคอบ ทุกคนมีความสามารถพิเศษ คือ มีโทรจิต (TP) หรือสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยพลังจิต (TK) และที่พวกเขาเลือกเด็ก เพราะความสามารถด้านพลังจิตเหล่านี้จะจางลงเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ค่ะ (และเด็กควบคุมง่ายด้วยแหละ)

ในหนังสือบอกว่าความสามารถของเด็กพวกนี้ไม่ได้พิเศษมากมายนะคะ คือพิเศษกว่าคนปกติแหละ แต่ไม่ได้ถึงขนาดเป็นพระเจ้าอะไรขนาดนั้น ...สถาบันจึงจับตัวพวกเขามาเพื่อทดสอบและ "เพิ่ม" ความสามารถทางด้านพลังจิตของพวกเด็กๆ ให้เข้มข้นขึ้น ถึงแม้ว่าวิธีการนั้นจะเป็นการทำทารุณเด็กๆ เหล่านี้อย่างมากก็ตาม สถาบันก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะพวกเขามีจุดมุ่งหมายที่ใหญ่กว่านั้น

สถาบันตั้งอยู่กลางป่าในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐเมน อเมริกา -- สถาบันตั้งมาหลายสิบปีแล้ว มีคนทำงานกับสถาบันมากมาย (แต่ไม่มีคนท้องถิ่น) -- ทุกคนเห็นรู้ และบางคนก็ลงมือกระทบทารุณลงโทษเด็กด้วยซ้ำ แต่ผู้ใหญ่ทุกคนที่ทำงานในสถาบันมองว่าเด็กเหล่านี้เปรียบเสมือนวัตถุ หรือสมบัติอย่างหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเด็กมีชีวิต มีจิตใจ ดังนั้นในสามัญสำนึกของพวกเขาจึงไม่ได้มองว่าเรื่องนี้ผิดศีลธรรมแต่อย่างใด

เนื่องจากพวกเขาเป็นเด็ก (ถึงแม้เด็กบางคน เช่น Luke) จะฉลาดมากก็ตาม แต่ยังไงก็เด็ก ดังนั้นการควบคุมจึงง่าย และทางหนีก็เด็กเหล่านี้จึงแทบปิดตายไปได้เลยค่ะ 

ดังนั้นความลุ้นความสนุกของหนังสือ คือการลุ้นว่า Luke จะหนีออกไปได้อย่างไร ซึ่งการทำเช่นนั้นได้ต้องการผู้ใหญ่ที่เป็นพนักงานของสถาบันร่วมมือช่วยชี้ช่องหนี แล้วใครผู้ใหญ่ที่ไหนจะกล้าเสี่ยงชีวิตช่วยเด็กเหล่านี้? ----

ช่วงที่สามคือช่วงที่ Luke หนีจากสถาบันมาเจอกับทิมค่ะ และทั้งคู่ต้องเข้าไปช่วยเพื่อนๆ เด็กคนอื่นๆ ในสถาบัน ถือเป็นช่วงที่สนุกสุด วางไม่ลง และให้ความสะใจได้ดีค่ะ ...แต่เมื่ออ่านมาตั้งแต่ต้นถึงสิ่งที่ผู้ใหญ่เหล่านั้นกระทำกับเด็กๆ ก็ให้รู้สึกว่าตายง่ายไปไหม

--

ในช่วงเฉลยปมสุดท้าย ถึงความเป็นมาของสถาบัน อันนี้รู้สึกว่าพล็อตหลวมไปค่ะ มันไม่สมเหตุสมผล ออกแนวทฤษฎีสมคบคิด แต่มันดูตื้นเขินและเลื่อนลอยเกินไป -- คือไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดแบบนี้ มีคนที่ฉลาด รวย และมีอิทธิพลกลุ่มหนึ่งเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งๆ ที่มีข้อมูลทางคณิตศาสตร์หักล้างแล้วว่าความเชื่อของพวกเขาไม่เป็นจริง 



Tuesday, May 30, 2023

Wintering

 


หนังสือชื่อ  :  Wintering

ผู้แต่ง  :  Katherine May

สำนักพิมพ์  :  Penguin Random House group


ไม่ใช่นิยายค่ะ แต่เป็นหนังสือบทความ ออกแนวคล้ายๆ ไดอารี่ เล่าเรื่องส่วนตัวของผู้เขียน (นิดหน่อย) สลับกับเรื่องต่างๆ โดยอยู่ในธีมของ "ฤดูหนาว" 

ฤดูหนาว หรือ winter ของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่เพียงฤดูหนาวจริงๆ ที่เป็นสภาพอากาศนะคะ แต่ยังรวมถึงฤดูหนาวในชีวิตด้วย - ดังนั้นจึงเป็นหนังสือที่ว่าด้วยการรับมือกับฤดูหนาวของชีวิต โดยเขียนเล่าเชื่อมโยงกับการรับมือต่อฤดูหนาวของสภาพอากาศ

สำนวนการเขียนดีค่ะ แต่ออกแนวเรื่อยๆ พร่ำพรรณา จึงไม่เหมาะกับนักอ่านที่ต้องการหาอ่านเพิ่มความตื่นเต้นในชีวิต -- แม้กระทั่ง "ฤดูหนาว" ของผู้เขียนเอง ก็ไม่ได้แย่ (มีหลายคนในโลกนี้ที่เจอ "ฤดูหนาว" ของชีวิตที่แย่กว่าค่ะ) 

จริงๆ มันออกแนวพรรณาความคิดของผู้เขียนมากกว่าค่ะ อาจจะเอาเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตำนานเทพนิยายที่เกี่ยวกับฤดูหนาว นกโรบิน การชอบฤดูหนาวและรับมือกับฤดูหนาวของชาวฟินแลนด์ -- คือทั้งหมดนี้อ่านเอาเพลินได้ค่ะ แต่ไม่ได้เขียนลึกถึงขนาดเอาใช้เป็นอ้างอิงอะไรได้ เหมือนเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เข้ากับการพรรณาของผู้เขียนมากกว่า และผู้เขียนก็ไม่ได้เขียนเชิงให้กำลังใจให้สู้ชีวิตหรืออะไรนะคะ (อันนี้เราชอบค่ะ) เพราะเป็นการมองชีวิตอย่างความเป็นจริง ... ฤดูหนาวของชีวิต ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกคนต้องเจอแหละ ฤดูหนาวจะมาอยู่กับเรานาน หรือเร็ว ก็ได้ทั้งนั้น แต่ยังไงมันก็มาแหละ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การหลีกเลี่ยง แต่คือการเตรียมตัวรับมือกับมันต่างหาก

สารภาพว่า ถ้ายังอยู่เมืองไทย และไม่เคยเจอหน้าหนาวที่หนาวและมีหิมะตก คงอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ "อิน" ค่ะ หน้าหนาวในต่างประเทศจะดูเหงาๆ เหมือนชีวิตหยุดนิ่ง และจะตาย หลายคนเป็นซึมเศร้ากันก็ช่วงฤดูนี้ล่ะค่ะ 

สรุปคือเป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ ออกแนวเบื่อที่จะอ่านด้วยซ้ำไปค่ะ -- แต่บทสุดท้ายของหนังสือเขียนดีค่ะ ได้กำลังใจดี 


Monday, March 13, 2023

สำเร็จสบายสบาย เพราะเรียนรู้ไวแบบคนขี้เกียจ

 


หนังสือชื่อ  :  สำเร็จสบายสบาย เพราะเรียนรู้ไวแบบคนขี้เกียจ

ผู้แต่ง  :  นะโอะยุกิ ฮนดะ

ผู้แปล  :  กมลวรรณ เพ็ญอร่าม

สำนักพิมพ์  :  อัมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง


หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกปี 2565 ค่ะ แต่ไม่ทราบว่าต้นฉบับตีพิมพ์ปีไหน เนื่องจากเนื้อหาข้างในบางอย่างค่อนข้างเก่าและล้าสมัย ...แต่ถึงอย่างนั้น กลยุทธและวิธีคิดของผู้เขียนก็น่าสนใจดีค่ะ

เพื่อจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้สนุก เราต้องยอมรับกับตัวเองก่อนค่ะ ว่า "เราเป็นคนขี้เกียจ" เพราะคนเอเชียโตมากับค่านิยมชอบคนขยัน คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ขยัน = รวย หรือ ขยัน = ประสบความสำเร็จในอนาคต ... แต่จริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับผู้ใหญ่วัยทำงานแล้วน่ะค่ะ ผู้เขียนเน้นเรื่องการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด และเห็นว่า "การศึกษา" ก็คือการลงทุนทางด้านเวลา ดังนั้นก็จึงเหมือนการลงทุนด้วยเงินแบบอื่นๆ คือเราต้องรู้ก่อนว่าเราจะเรียนอะไร และเป้าหมายของการเรียนนั้นคืออะไร ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาความรู้อย่างเดียว ควรจะมีเป้าหมายที่วัดผลได้ เช่น เรียนเพื่อเอาใบประกาศฯ เรียนเพื่อเพิ่มคอนเนคชั่นเฉพาะทาง เรียนเพื่อทำรายได้เพิ่มขึ้น ฯลฯ

ผู้เขียนยกตัวอย่างกลยุทธของตนเองในการเรียน -- แต่หนังสือฮาวทูแบบนี้ มีจุดอ่อนที่ความสำเร็จของแต่ละคนเป็นเรื่องส่วนตัวไงค่ะ ในบริบทแบบนั้น เขาทำแบบนั้นเขาจึงประสบความสำเร็จ ...แต่ในบริบทส่วนตัวของเรา การทำแบบเขาก็ไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จเช่นเขา อีกอย่างความสนใจของเรากับเขาก็ไม่เหมือนกัน -- ดังนั้นอ่านหนังสือฮาวทูแบบนี้  จึงควรอ่านแบบผ่านๆ เอาแนวคิด ทัศนคติของผู้เขียนเป็นหลัก แล้วก็นำมาปรับใช้กับชีวิตตัวเองค่ะ

ผู้เขียนบอกว่า การเรียนที่แนะนำควรจะหาความรู้ไว้ คือ ภาษา IT และการเงิน -- ทั้งสามอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรศึกษาไว้ค่ะ 

ไอเดียของผู้เขียนน่าสนใจดีค่ะ คือแทนที่จะขยัน หาความรู้แบบเหวี่ยงแห เหมือนการกระจายการลงทุน เรียนมันหมดทุกอย่าง แต่เราควรจะเรียนโดยตั้งเป้าถึงความสำเร็จ เรียนแบบมีเป้าหมายว่าอยากจะเชี่ยวชาญหรือมีความรู้ในด้านใด -- และวางแผนการเรียนอย่างเป็นระบบ เป็นแผนระยะสั้น 6 เดือน แผนรายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน ให้เป็นการวางแผนอย่างยืดหยุ่น ปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ และพยายามทำตามแผน เพราะ "เวลา" คือสินทรัพย์รูปแบบหนึ่งค่ะ

ผู้เขียนมีบทแนะนำเรื่องการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ซึ่งส่วนตัวเราไม่ค่อยเห็นด้วยค่ะ คือมันขึ้นกับเรื่องที่จะสอบมากกว่า ของผู้เขียนคือสอบการเป็นผู้เชี่ยวชาญไวน์ ผู้เขียนจึงแนะนำให้อ่านหนังสือดีๆ เล่มเดียว แต่อ่านหลายรอบก็พอ -- แต่สำหรับสาขาวิชาอื่นที่ต้องค้นคว้า อ่านเล่มเดียวไม่ได้หรอกค่ะ 

หรือเรื่องการจดบันทึก ผู้เขียนบอกให้จดใน Excel -- มันเก่าไปไหมอ่ะ สมัยนี้มีแอปดีๆ ในการจดโน้ตตั้งมากมาย ใช้ Notion ก็ได้ หรือ goodnote ฯลฯ 

หรือเรื่องอ่านทบทวน ที่ผู้เขียนแนะนำให้พกหนังสือไปอ่าน และถ้าไม่มีเวลาก็ฉีกหนังสือพิมพ์เฉพาะส่วนที่ต้องการอ่านพกไปไหนมาไหนด้วย -- ไอเดียนี้เก่ามาก สมัยนี้มีไอแพค อีรีดเดอร์ อ่านหนังสือแทบไม่ต้องใช้กระดาษด้วยซ้ำ 

คือเทคนิคบางอย่างในการเรียนของผู้เขียนก็เป็นเทคนิคส่วนตัวของเขาน่ะค่ะ มันเหมาะกันเขา งานที่เขาต้องการเชี่ยวชาญ แต่ไม่เหมาะกับเรา หรือล้าสมัยแล้ว

สรุปคือ เป็นหนังสือที่ไม่แย่หรอกค่ะ แต่อยู่ในประเภทอ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้ค่ะ ถ้าไม่มีเวลาแต่อยากอ่าน ก็อ่านสรุปเอาดีกว่าค่ะ



Wednesday, March 8, 2023

Beach Read

 


หนังสือชื่อ  :  Beach Read

ผู้แต่ง  :  Emily Henry

สำนักพิมพ์  :  Penguin Random House UK


เป็นนิยายโรแมนติกคอมเมดี้ เบาๆ สบายๆ ค่ะ  อ่านแล้วจะไม่อยากกลับมาอ่านนิยายโรมานซ์ไทยพล็อตตลาดๆ อีกเลยค่ะ

// อันนี้ขอบ่น นิยายโรมานต์ไทยเนี่ย พล็อตเดียวกันเกือบทั้งหมดเลยค่ะ พระเอกต้องนิสัยรวย บางเล่มก็เข้าใจผิดว่านิสัยเอาแต่ใจของผู้ชายคือการแสดงภาวะผู้นำ ส่วนนางเอกก็ต้องสวย และยังถือพรรมจรรย์ รักตัวเองน้อยกว่ารักผู้ชาย -- เหมือนอยู่ในโลกความฝันง่า 

เรื่องนี้เขียนเล่าในมุมของนางเอกค่ะ นางเอกชื่อ January เป็นนักเขียนนิยายโรแมนติก แบบจบแฮปปี้แอนด์ดิ้ง รักกันตลอดไปน่ะค่ะ -- ตอนตอนนี้นางเอกของเรากำลังผจญกับวิกฤติของชีวิต 

นางเอกเขียนนิยายรักได้เพราะมีแรงบันดาลใจจากความรักของพ่อกับแม่ของเธอค่ะ แม่ของเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง และพ่อก็อยู่เคียงข้างแม่ และร่วมฝ่าฝันจนมะเร็งหายไปทั้งสองครั้งสองครา ด้วยเหตุที่ January เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ดังนั้นเธอจึงมีบุคลิกร่าเริง ปาร์ตี้เกิร์ล และเชื่อมั่นในความรัก มีแฟนที่รักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน 

...และโลกสีชมพูของ January ก็มาถล่มถลายลง ในวันที่พ่อของเธอเสียชีวิต และเธอรู้ความจริงในวันนั้นว่า พ่อมีเมียอีกคน! และดูเหมือนแม่ก็รู้เรื่องนี้ด้วย... ทั้งหมดนี้ไม่มีคำอธิบาย (พ่อตายไปแล้ว แม่ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก) 

เรื่องของพ่อทำให้ January เปลี่ยนไป และแฟนของเธอก็รับไม่ได้กับ January เวอร์ชั่นซึมเศร้านี้ เลยขอเลิกกับเธอค่ะ ...จบกันไปกับรักเจ็ดปี 

ทั้งหมดนี้ทำให้ January เริ่มคลางแคลงใจกับ "ความรัก" ...และทำให้เธอเขียนนิยายรักไม่ออกมาหลายเดือนแล้ว บรรณาธิการก็โทรมาทวงเอาๆ ...แต่ January หมดไฟเสียแล้ว

January มาเจอกับพระเอกคือ Augustus ที่บ้านพักตากอากาศของพ่อค่ะ พ่อของนางเอกทิ้งบ้านให้นางเอกเป็นมรดก นางเอกซึ่งใกล้จะถังแตกเต็มทน เลยมาดูบ้าน กะว่ามาเคลียร์ของและขายบ้านทิ้ง ส่วนพระเอกเป็นเพื่อนบ้านน่ะค่ะ ทั้งคู่เคยเจอกันมาก่อน เรียนวิทยาลัยเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกัน ...พอมาเจอกัน อะไรๆ ที่เคยคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ก็เริ่มเป็นไปได้ขึ้นมา

ทั้งคู่เริ่มสานสัมพันธ์เป็นเพื่อนกันอีกครั้ง เริ่มพนันกัน เพราะนิยายที่ทั้งคู่เขียนสะท้อนว่าทั้งสองนั้นมองโลกคนละมุมกัน เลยพนันกันว่าให้พระเอกเขียนนิยายแนวโรแมนติก ส่วนนางเอกก็เขียนแนวหม่นหมอง ใครได้ตีพิมพ์ก่อนคนนั้นชนะ ...ระหว่างนี้ ทุกสุดสัปดาห์ ทั้งคู่ก็แชร์ประสบการณ์การเก็บข้อมูลเขียนนิยายในมุมของกันและกัน 

นั่นแหละ กิจกรรมที่ทำร่วมกัน ทำให้เริ่มเข้าใจกันและกัน และก็สานต่อเป็นความรัก ...แต่ไม่แน่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะต่างคนก็ต่างมีปม นางเอกที่เริ่มไม่แน่ใจว่า รักแท้คืออะไร กับพระเอกที่มีปมครอบครัวที่แม่ทนอยู่กับพ่อที่ทำร้ายร่างกายตัวพระเอกที่เป็นลูก และไม่ยอมพาพระเอกหนีไป สุดท้ายก็หนีไปคนเดียวทิ้งพระเอกไว้กับพ่อ มันคือความรู้สึกของการไม่ถูกเลือกน่ะค่ะ ไม่ดีพอที่จะถูกเลือก

หนังสือสนุกค่ะ เป็นสนุกแบบผู้ใหญ่ เป็นรักแบบมีเหตุผล แบบโลกความเป็นจริง ไม่ได้หวานเป็นนิทานเจ้าหญิงเจ้าชายน่ะค่ะ และไม่ได้จบแบบรักกันตลอดไป หรือ Happy ending แต่แค่ Happy-for-now ก็ดีมากแล้ว