Tuesday, February 6, 2024

Missing, Presumed

 


หนังสือชื่อ  :  Missing, presumed

ผู้แต่ง  :  Susie Steiner

สำนักพิมพ์  :  The Borough Press en HarperCollinsPublisher


ยืดเยื้อ น้ำท่วมทุ่ง เล่าเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวของตำรวจที่ทำคดี ซึ่งเรื่องนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับคดีเลย ทำให้นิยายเป็นเล่มหนาโดยไม่จำเป็น

เริ่มจากตำรวจได้รับแจ้งเหตุคนหาย ชื่อ Edith Hind อายุ 24 ปี หายตัวไปจากที่แฟลตพักโดยประตูบ้านเปิดอ้าไว้ ภายในมีรอยเลือด แต่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้

เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ เพราะ 1) Edith สวย 2) เก่ง กำลังเรียนปริญญาเอกที่เคมบริดจ์ 3) Edith เป็นลูกสาวคนมีชื่อเสียง พ่อของเธอคือเซอร์ Ian เป็นศัลยแพทย์ประจำตัวของราชวงศ์ด้วย 

การหายตัวของเธอลึกลับ และดูเหมือนไม่มีอะไรคืบหน้าสักอย่างเลยค่ะ ไม่มีเบาะแส ไม่มีอะไรเลย ผู้คนรอบตัวเธอก็ปกติ ต่างทุกข์ใจกับการหายตัวไปของเธอกันทั้งสิ้น ไม่มีใครมีพิรุธเลย -- ผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจหมายหัวคือ Tony Wright เพราะมีประวัติเป็นอดีตนักโทษอุกฉกรรจ์ที่เพิ่งออกจากคุกก็มีที่อยู่ชัดเจนในวันเกิดเหตุ ตำรวจก็เลยเอาผิดไม่ได้

ต่อมามีการเจอศพของเด็กชายวัยรุ่น Taylor Dent ลอยมาเกยแม่น้ำ แต่ตำรวจก็หาความเชื่อมโยงระหว่าง Edith ที่หายตัวไป กับศพเด็กชายไม่ได้ ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกัน ชีวิตไม่เกี่ยวข้องกันเลย ดังนั้นสุดท้ายตำรวจก็เลยต้องแยกคดีนี้ออกเป็นสองคดี -- คดีคนหายของ Edith และคดีฆาตกรรมเด็กชาย Taylor Dent 

แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดนี้กลับเชื่อมโยงกันอย่างคาดไม่ถึง! 

พล็อตเรื่องสนุกนะคะ คาดเดาไม่ได้ -- แต่เขียนน้ำเยอะเกินไป เล่าชีวิตส่วนตัวของตำรวจที่ไม่เกี่ยวอะไรกับคดีเลย อย่าง Manon ตำรวจโสดวัย 39 ที่กำลังล่าหารถไฟขบวนสุดท้าย เพราะอยากแต่งงานมีลูก แต่ติดขัดที่ยังไม่เจอคนรู้ใจ -- แล้วก็เล่าเรื่องดราม่าชีวิตครอบครัวของเธอ เรื่องออกเดต แฟน อกหัก ฯลฯ คือไม่เกี่ยวอะไรกับคดีเลย (คาดว่า นักเขียนคงจะปูพื้นเพื่อเขียนเรื่องการสืบสวนของ Manon แบบเป็นซีรีย์ต่อไป) 

หรือเรื่อง Davy ตำรวจใจดี ที่คอยเป็นโค้ชให้แก่เด็กที่มีปัญหา แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับคดีเลย และไม่เข้าใจว่านักเขียนหยิบคาแรกเตอร์ของตำรวจคนนี้มาเล่าทำไม? 



Thursday, January 18, 2024

The Trouble with Goats and Sheep

 


หนังสือชื่อ  :  The Trouble with Goats and Sheep

ผู้แต่ง  :  Joanna Cannon

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


เป็นวรรณกรรมเยาวชนค่ะ อ่านสนุก มีเสน่ห์ในการเล่าเรื่อง ทำให้เรื่องที่ถึงแม้จะดำเนินเรื่องเรื่อยๆ ไม่หวือหวา แต่กลับจับความสนใจของคนอ่านได้ จนวางไม่ลง ต้องอ่านจนจบ

เรื่องเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 1976 ค่ะ ยุคสมัยที่เพื่อนบ้านยังรู้จักกัน ไปมาหาสู่กัน และจับกลุ่มทำสิ่งต่างๆ ร่วมกัน ผู้คนส่วนใหญ่ยังเคร่งศาสนา ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ -- เรื่องเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอังกฤษ เป็นอะเวนิว (คล้ายๆ วงเวียน) แล้วมีบ้านตั้งรายล้อมอะเวนิวนั้น บ้านที่ตั้งรอบๆ อะเวนิวได้แก่

บ้านเลขที่ 2 -- บ้านของ Thin Brian และแม่ May Roper

บ้านเลขที่ 4 -- บ้านของ Grace Bennentt อายุ 10 ขวบ กับพ่อ Derek และแม่ Sylvia

บ้านเลขที่ 6 --  บ้านของ Dorothy Forbes และสามี Harold Forbes

บ้านเลขที่  11 -- บ้านของ Walter Bishop

บ้านเลขที่ 8 -- บ้านของ John Creasy และภรรยา Margaret Creasy

บ้านเลขที่ 10 -- บ้านของ Eric Lamb

บ้านเลขที่ 12 -- บ้านของ Sheila Dakin กับลูกสาว Lisa และลูกชาย Keithie

บ้านเลขที่ 14 -- บ้านของ Aneesha Kapoor กับสามี Amit Kapoor และลูกชาย Shahid

เรื่องมันเริ่มจาก วันหนึ่ง Margaret Creasy จากบ้านเลขที่ 6 หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หายแบบไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปเลย แม้แต่รองเท้า ไม่มีจดหมาย จู่ๆ ก็หายไป

Grace กับเพื่อนรัก Tilly พยายามสืบหาว่า Mrs. Creasy หายไปไหน พร้อมกับสงสัยว่าพระเยซูเจ้าอยู่ที่ไหน เด็กทั้งสองเชื่อว่า ถ้าหาพระเยซูเจอ ทุกคนในหมู่บ้านก็จะปลอดภัย รวมถึง Mrs. Creasy ก็จะกลับมา

ตามพระคัมภีร์ (ตามที่ Grace เล่า) พวกเราทุกคนคือแกะที่ต้องการคนเลี้ยงแกะนำทาง เมื่อเวลามาถึง พระองค์จะแยกแกะและแพะออกจากกัน แกะอยู่ด้านขวาของพระองค์ และแพะอยู่ด้านซ้าย

ปัญหาคือ ใครคือแพะ และใครคือแกะ ... มันยากที่จะแยกว่าคนไหนคือคนดี และคนไหนคือคนไม่ดี 

เรื่องเล่าในมุมของ Grace มีเขียนสลับบทตามแต่ละบ้านบ้าง

ในมุมคนอ่าน เราจะได้เห็นความคิดแบบเด็กๆ น่ารัก ไม่มีพิษมีภัย แต่ฉลาด มีมุมมองที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดไม่ถึง รวมถึงเห็นความไม่ชอบมาพากลของคนในหมู่บ้าน ดูเหมือนแต่ละคนมีความลับบ้างอย่างที่ไม่อยากพูดออกมา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทารกหายตัวไป และไฟไหม้บ้านเลขที่ 11 เมื่อเกือบสิบปีก่อน

สนุกค่ะ เสียแต่ตอนจบเป็นจบแบบปลายเปิด เลยไม่รู้เลยว่า Mrs. Creasy หายตัวไปทำไม หายไปโดยไม่บอกสามีด้วยซ้ำ คืออ่านจนจบ Mr. Creasy ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วหายไปไหนตั้งเป็นเดือน คือเป็นปริศนาที่หนังสือไม่ได้เฉลย คาใจอ่ะ


Thursday, January 11, 2024

The Marlow Murder Club

 


หนังสือชื่อ  :  The Marlow Murder Club

ผู้แต่ง  :  Robert Thorogood

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers Ltd


ถ้ากำลังมองหาหนังสือสืบสวนแบบเบาๆ อ่านสบายๆ ล่ะก็ แนะนำเล่มนี้เลยค่ะ ...เหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมือง Marlow ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดแม่น้ำเทมส์ของอังกฤษ เป็นเมืองสงบเงียบ มีปัญหาอาชญากรรมน้อยมาก 

Judith Potts หญิงชราวัย 77 อาศัยอยู่ตัวคนเดียวในอพาร์ทเมนต์ที่ได้รับเป็นมรดกจากป้า ถึงจะชรา แต่ยังกระฉับกระเฉง ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำในแม่น้ำเทมส์เป็นประจำ และออกกำลังสมองด้วยการเล่นปริศนาอักษรไขว้ทุกวัน 

ในวันหนึ่งของฤดูร้อน ขณะกำลังว่ายน้ำ Judith ได้เป็นพยานรู้เห็นการฆาตกรรม Stefan เพื่อนบ้านของเธอ -- Judith ไม่ได้เห็นหน้าตาคนร้าย แต่ได้ยินเสียงตะโกน และเสียงปืน จึงแจ้งตำรวจ -- ตำรวจไม่ค่อยใส่ใจเรื่องของเธอนักในตอนแรก เพราะ Marlow เป็นเมืองที่สงบมากจนไม่อยากจินตนาการว่าจะมีการฆาตกรรมกันเกิดขึ้นที่เมืองนี้

จนกระทั่งมีคนพบศพของ Stefan ค่ะ ... แต่ตำรวจก็ยังให้น้ำหนักไปทางการฆ่าตัวตายมากกว่าการฆาตกรรม 

ในเมื่อตำรวจไม่เชื่อสิ่งที่เธอเล่า Judith จึงพยายามหาทางสืบสวนหาตัวคนร้ายด้วยตัวเอง (เธอว่าง และเบื่อการเล่นปริศนาอักษรไขว้บนหนังสือพิมพ์ เลยหาเรื่องแก้เซ็ง) 

การสืบสวนของเธอนำไปสู่การพบเพื่อนใหม่ คือ Becks Starling ภรรยาของบาทหลวง และ Suizie Harris คนรับจ้างจูงหมาไปเดินเล่น

ตำรวจที่ไม่เช่ือคำให้การของ Judith ในตอนแรก ก็ต้องเปลี่ยนใจ เมื่อมีการฆาตกรรมอื่นๆ ตามมา โดยมีรูปแบบการสังหารแบบเดียวกัน 

Stefan Dunwoody เป็นผู้ซื้อ-ขายงานศิลปะ

Iqbal Kassan เป็นคนขับรถแท็กซี่

Liz Curtis อดีตนักกีฬาพายเรือเรือเงินโอลิมปิก ผู้ผันตัวเองมารับต่อกิจการพายเรือของพ่อ 

แต่ที่ตำรวจมืดไปแปดด้าน คือ ผู้ตายทั้งสามไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย และคนที่มีความขัดแย้งกับผู้ตาย ก็มีพยานรู้เห็นที่อยู่ในตอนเกิดเหตุ 

-- 

สนุก สำนวนดี เนื้อหาเป็นเหตุเป็นผลว่าทำไมพลเรือนสูงวัย 3 คน จึงสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับงานสืบสวนของตำรวจได้ คำอธิบายในหนังสือถูกสมเหตุสมผลดีค่ะ ตำรวจ Tanika Malik ก็นิสัยดี เป็นตำรวจแบบเปิดกว้าง "รับฟัง" ไม่มีอีโก้ว่าเป็นตำรวจแล้วรู้ดีกว่าใคร -- แต่ตอนจบ ยืดเยื้อไปนิด 


Sunday, December 31, 2023

Toffee

 


หนังสือชื่อ  :  Toffee

ผู้แต่ง  :  Sarah Crossan 

สำนักพิมพ์  :  Bloomsbury Publishing Plc


Allison เด็กหญิง อายุประมาณ 15-16 ปี ต้องหนีออกจากบ้านเนื่องจากโดนทำร้ายร่างกายโดยพ่อแท้ๆ ของเธอเอง 

Allison เสียแม่ไปตั้งแต่เกิด และเป็นเหตุให้พ่อโทษเธอว่าเธอเป็นสาเหตุให้แม่เสียชีวิต ชื่อ Allison คือชื่อที่แม่ตั้งให้ 

พ่อเลี้ยง Allison ให้ดูแลตัวเอง ทำไรเอง ทำอาหารให้ตัวพ่อและตัวเองกินเอง ดูแลบ้าน ล้างจานไรเอง ตั้งแต่เด็กๆ เลย และถ้า Allison ทำได้ไม่ดี ก็จะโดนทำร้ายร่างกาย หรือทำร้ายจิตใจ -- Allison เรียนรู้ที่จะอยู่กับพ่อประสาทแดกแบบนี้มาตั้งแต่เกิดค่ะ ทำให้กิริยาท่าทาง การพูดจาของเธอดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ

หลังจากแม่ตาย พ่อก็พาผู้หญิงเข้าบ้านหลายคนอยู่ แต่ไม่มีใครอยู่ได้นาน ยกเว้นคนสุดท้ายคือ Kelly-Anne เข้ามาอยู่บ้านตอน Allison อายุประมาณ 13 ปี -- ทั้งคู่เข้ากันได้ดี Kelly-Anne เป็นแม่เลี้ยงที่ดี และใส่ใจ แต่ที่ซวยคือ พ่อของ Allison ไม่ได้สันดานดีขึ้นเลย ยังคงทำร้ายจิตใจทั้งคู่ และสุดท้ายคือทำร้ายร่างกาย Kelly-Anne ทำให้ Kelly-Anne ตัดสินใจทิ้งพ่อ หนีออกจากบ้านไป -- Allison รู้ แต่ไม่สามารถห้าม Kelly-Anne ได้ และตัวเธอเองก็หนีไม่ได้ด้วย ก็เป็นเด็กอ่ะนะ เป็นลูกด้วย

พอ Kelly-Anne หนีไป พฤติกรรมของพ่อยิ่งเลวร้าย จนสุดท้ายทำร้ายร่างกาย Allison อย่างร้ายแรง จน Allison ทนไม่ไหว และหนีไปอีกคน โดย Allison ตั้งใจจะหนีไปหา Kelly-Anne ค่ะ 

ระหว่างเดินทาง (ใช้บัตรเครดิตพ่อในการจ่ายค่ารถ) Allison แอบเข้าบ้านร้างหลังหนึ่ง เพื่อแอบหลับค้างคืน แต่กลายเป็นว่าบ้านหลังนั้นไม่ใช่บ้านร้าง แต่มีหญิงชรา Marla อาศัยอยู่ -- Marla เริ่มมีอาการของอัลไซเมอร์ และเข้าใจผิดว่า Allison คือ Toffee เพื่อนในวัยเด็กของเธอ

กระเป๋าเป้ของ Allison โดนขโมย โทรศัพท์หาย ทำให้ติดต่อกับ Kelly-Anne ไม่ได้ -- Allison ไม่มีที่ไป เลยทำเนียนอาศัยอยู่กับ Marla 

Marla หลงๆ ลืมๆ ค่ะ คราวดีก็จำได้ว่า Allison เป็นคนแปลกหน้าบุกรุกเข้าบ้าน ...แต่คือบอกคนดูแลที่แวะมาหา เขาก็ไม่เชื่อค่ะ คือคนดูแลไม่ถือจริงจังกับคนพูดของคนเป็นอัลไซเมอร์อยู่แล้วไง

มันคือเรื่องมิตรภาพของคนสองคน คนหนึ่งอยากลืม อยากลืมสิ่งเลวร้ายที่พ่อทำกับเธอ อยากหายไปจากโลกนี้ หนีไปจากตัวตนของการเป็น Allison ส่วนอีกคนอยากจำ แต่จำไม่ได้ และถูกคนรอบข้างลืม 

เป็นนิยาย feel good แต่โลกไม่สวย เขียนในมุมมองของ Allison รายเรียงคล้ายกลอน ทำให้เราต้องปะติดปะต่อเรื่องเอาเอง เพราะเป็นกลอนของ Allison เล่าเรื่องสลับกันไประหว่างภาคปัจจุบันที่แอบอยู่บ้าน Marla กับภาคอดีตตอนอาศัยอยู่กับพ่อ

Wednesday, December 6, 2023

Really good, actually

 


หนังสือชื่อ  :  really good, actually

ผู้แต่ง  :  Monica Heisey

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


Maggie ในวัย 28 ปี กำลังอยู่ในช่วงหย่ากับสามี Jon, ที่น่าเศร้าคือ Maggie กับ Jon เป็นเพื่อนกัน เป็นแฟนกันมาตั้งแต่สมัยปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย เรียนจบก็ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เป็นแฟนกัน 6 ปี จนตัดสินใจแต่งงานกัน ... แต่แต่งงานกันได้แค่ 608 วัน ชีวิตแต่งงานก็ล่มลง กลายเป็นว่าชีวิตคู่ในฐานะสามีภรรยา สั้นกว่าตอนเป็นแฟนกันเสียอีก

คนสองคนถึงคราวจะเลิกกัน มันไม่มีเรื่องไหนเด่นเป็นเรื่องที่ถึงขั้นต้องเลิกหรอกค่ะ มันคือสิ่งละอันพันละน้อยสะสม ไม่พอใจสะสมกันเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ (ในกรณีนี้) Maggie เป็นคนบอก Jon ว่าเราเลิกกันเถอะ ซึ่ง Jon ก็ไม่คัดค้านอะไร ขนของกับแมวออกจากบ้านโดยดี และไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย ทิ้ง Maggie ไว้กับความเสียใจ 

หนังสือเล่าในมุมของ Maggie เท่านั้นค่ะ เหมือนเป็นไดอารี่ความคิดของ Maggie ... และเนื่องจากหนังสือเล่าเพียงด้านของ Maggie เท่านั้น เราจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคู่นี้ 

Maggie รู้สึกแย่ เพราะเธอเป็นคนแรกในกลุ่มที่แต่งงานก่อนคนอื่น แต่งกับแฟน ซึ่งใครๆ ก็ว่าเหมาะสมกันดี ทุกอย่างดีไปหมด แต่จู่ๆ มารู้ตัวอีกที เธอก็กลายเป็นผู้หญิงที่ต้องหย่าตั้งแต่อายุยังน้อยเสียแล้ว

ถึงแม้จะเสียใจ เสียศูนย์ แต่ Maggie ก็ยังคิดว่าตัวเองโอเคอยู่ ถึงแม้เพื่อนจะแนะนำหนังสือให้อ่าน หรือแนะนำนักจิตบำบัดดีๆ ให้ แต่ Maggie มองว่าสำหรับเธอแล้วไม่จำเป็น เธอโอเค (สมชื่อหนังสือค่ะ really good, actually) ถึงขั้นคิดว่าคนที่ต้องพบนักจิตบำบัดคืออดีตสามี ใจดีถึงขนาดนัดนักจิตบำบัดเพื่อคุยเรื่องบำบัดชีวิตคู่ระหว่างเธอกับสามี (อารมณ์เพื่อการจากกันด้วยดีน่ะค่ะ) และ Maggie มองว่า Jon คือคนที่มีปัญหาในชีวิตคู่ ควรได้รับการปรับทัศนคติ  

อ่านๆ ไปเรื่อยๆ ก็จะรู้สึกว่า Maggie เป็นผู้หญิงที่อยู่ด้วยยากอ่ะ คือแบบสนุก เป็นมิตร แบบคบผิวเผินน่ะน่ารักดี แต่เธอคนข้างเจ้าอารมณ์ ปากไม่มีหูรูด และคิดแต่เรื่องของตัวเอง...คือถ้าเทียบการหย่าของเธอกับเพื่อนรอบตัว เธอไม่ได้ดูประหลาดอะไรเลยอ่ะ พ่อแม่ของเธอก็หย่ากัน เพื่อนสนิทของเธอก็โสดกันทุกคน ถ้าเธอจะกลับมาโสดอีกครั้ง มันก็ไม่ใช่เรื่องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเลย ถ้าเพื่อนสนิททุกคนมีครอบครัว มีลูกนี่สิ ก็ว่าไปอย่าง ... แต่นั่นแหละ Maggie มองเรื่องของตัวเองสำคัญ

เพราะ Maggie เสียใจ (ถึงแสร้งว่าโอเคก็เถอะ) นิสัยของ Maggie ที่อยู่ด้วยยากอยู่แล้ว ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เธอพยามมูฟออน ด้วยการนัดเดตคนโน่นคนนี้ โหลดแอปเดต ทำกิจกรรมต่างๆ ช้อปป้ิงแหลก ฯลฯ 

เป็นหนังสือที่แต่งได้ดีเลยล่ะค่ะ ถึงแม้เราอ่านแล้วเราจะไม่ชอบนิสัยบางอย่างของ Maggie แต่ก็สะท้อนว่านิสัยบางอย่างของเธอ เราก็เป็น ... หนังสือเล่าการผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากทางอารมณ์ของ Maggie อย่างช้าๆ เธอพยายามฟื้นต้วเอง พยายามกลับมารักตัวเองอีกครั้ง กลับมานับถือตัวเองอีกครั้ง และก้าวเดินในชีวิตต่อไป 

สนุกนะคะ มุกตลกบางอย่างก็ขำดี แต่มุกที่ Maggie ยิงใส่คนอื่น ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นในนิยายถึงขำ บางมุกเราก็ไม่เข้าใจ บางมุกเข้าใจแต่ไม่รู้สึกขำ ...หนังสือเล่าแบบ slice of life นะคะ ไม่ได้มีพีก เหมือนชีวิตจริงของคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงยากลำบาก ช่วงกำลังเสียใจ และพยายามก้าวผ่านช่วงเวลานั้นให้ได้ ...


Monday, December 4, 2023

The Bone Hacker

 


หนังสือชื่อ  :  The Bone Hacker

ผู้แต่ง  :  Kathy Reichs

สำนักพิมพ์  :  Simon & Schuster UK Ltd, 2013


 ตัวเอกของเรื่องคือ Dr. Temperance Brennan เป็น anthropologie judiciaire คือเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระดูกของมนุษย์ เธอจะทำงานร่วมกับหมอนิติเวช เวลาเจอศพที่เสียชีวิตไปนานแล้ว จนยากที่จะหาสาเหตุการเสียชีวิตจากเนื้อเยื่อได้ ศพอาจจะเหลือแต่กระดูก หรือกำลังเน่า เธอก็จะมีหน้าที่หาความกระจ่างในการเสียชีวิตของเหยื่อจากโครงกระดูกค่ะ

Brennan ทำงานที่มอนทรีออล แคนาดา และมีคดีชายวัยรุ่นจากหมู่เกาะเติกส์แอนด์เคคอสถูกยิงตายที่พื้นที่รับผิดชอบของเธอน่ะค่ะ Brennan เลยโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกาะนั้น แต่กลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกาะนั้นให้ความสนใจกับคดีนี้อย่างมาก ถึงขั้นบินมาแคนาดาเพื่อติดตามเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ...เป็นที่น่าแปลกใจมากค่ะ เพราะผู้ตายไม่ได้เป็นที่รู้จักอะไร เป็นแค่เด็กวัยรุ่นมีปัญหาเท่านั้น 

สุดท้ายก็มาเฉลยว่า นักสืบ Musgrove จากเกาะเติกส์แอนด์เคคอสมีเจตนาต้องการให้ Brennan ช่วยในการสืบคดีนักท่องเที่ยวหายตัว และเสียชีวิตที่เกาะ ซึ่งน่าสงสัยว่าเกิดจากฝีมือฆาตกรต่อเนื่องค่ะ

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่เกาะแล้วหายไปคือ

- Robert Galloway หายไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เจอศพแล้ว

- Ryder Palke หายตัวไปเมื่อ 4 ปีก่อน 

- Quentin Bonner หายตัวไปเมื่อ 2 ปีก่อน

และเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีคนเจอศพเป็นโครงกระดูกสองศพที่เกาะน่ะค่ะ แต่บังเอิญว่าที่เกาะไม่มีนักมานุษยวิทยาแบบ Dr. Brennan เลย ดังนั้นจึงยากที่จะบอกได้ว่าสองโครงกระดูกที่เจอนั้นคือนักท่องเที่ยวที่หายไปหรือไม่ และพวกเขาตายด้วยสาเหตุใด -- พอดีประจวบเหมาะที่ Brennan โทรมาแจ้งเรื่องคนในเกาะเสียชีวิตที่มอนทรีออลพอดี นักสืบ Musgrove จึงถือโอกาสนี้มาชวน Brennan ให้ช่วยสืบคดีนี้ด้วยตัวเอง ซึ่ง Brennan ก็ตกลง

ปรากฎว่า โครงกระดูกสองศพที่เจอ เป็นของนักท่องเที่ยวที่หายไปจริงๆ ที่แปลกคือมือด้านซ้ายของทั้งสองศพถูกตัดหายไป (ฆาตกรเก็บไป?) 

ระหว่างนั้น ที่เกาะก็มีอีกคดี มีคนพบเรือนักท่องเที่ยวลอยกลางทะเล ผู้โดยสารในเรือทั้ง 4 คนเสียชีวิต การเสียชีวิตเกิดจากการขาดน้ำ หลงทางกลางทะเลจนขาดน้ำตายน่ะค่ะ ...ที่แปลกคือทำไมไม่มีใครในเรือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ? อุปกรณ์ในการนำทางก็ดูไม่มีปัญหา ทำไมจึงหลงทางได้?

นอกจากนี้ที่เกาะก็ยังมีอีกคดี เจ้าหน้าที่พิเศษ FBI มาหายตัวไปที่เกาะ ...FBI มาทำอะไรที่เกาะนี้? รูปแบบการหายตัวไปของเจ้าหน้าที่ก็ดันไปกลายกับการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ...ฤาฆาตกรจะเริ่มลงมืออีกครั้ง?

 และในระหว่างที่กำลังไขคดีกันอยู่นั้น นักสืบ Musgrove ก็มาโดนฆาตกรรมเสียชีวิต ทิ้งให้ Brennan ต้องสืบสวนกับนักสืบคนใหม่ หาสาเหตุการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยว และการเสียชีวิตของ Musgrove ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกัน?

---

สนุกพอประมาณค่ะ หนังสือใช้ตัวย่อของหน่วยงานต่างๆ เยอะเกินไป คดีก็เยอะ บางคดีก็ไม่เกี่ยวกับการสืบสวนในหนังสือเลย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานเท่านั้น ในอีกด้านมันก็ดูเรียล ในแง่ที่ชีวิตจริงของผู้ทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย มักต้องติดต่อพัวพันกับหน่วยงานทางด้านกฎหมายอื่นๆ หลายหน่วยงาน ...แต่พอเป็นหนังสือเขียนให้คนอ่านที่ไม่มีพื้นด้านนี้มาก่อนเลย อ่านแล้วจะงง 

ตอนจบก็สรุปรวบรัดเกินไป คือกำลังสนุก เฉลยแล้วกลายเป็นว่าทุกอย่างพัวพันกันหมดเลย เขียนมา 34 บท เฉลยทุกอย่างบทที่ 35 บทเดียวงี้ มันดูรวบรัดและดูง่ายเกินไป ดูบังเอิญเกินไปที่ทุกอย่างพัวพันกันไปเสียหมด

Saturday, November 18, 2023

The Last Thing He Told Me

 


หนังสือชื่อ  :  The Last Thing He Told Me

ผู้แต่ง  :  Laura Dave

สำนักพิมพ์  :  Simon & Schuster


Hannah แต่งงานกับ Owen มาสองปีแล้วค่ะ Owen เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว มีลูกสาววัยรุ่นชื่อ Bailey -- ชีวิตแต่งงานมีความสุขดี Hannah ทำงานเป็นช่างไม้เพื่อศิลปะ (woonturner) ในขณะที่ Owen ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทสตาร์ทอัพกำลังรุ่งแห่งหนึ่ง ปัญหาเดียวที่ Hannah มีคือ เคมีไม่เข้ากับลูกเลี้ยงคือ Bailey ค่ะ

แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแวะมาหาที่ที่ทำงานของ Hannah พร้อมยื่นกระดาษโน๊ตลายมือของ Owen กระดาษแผ่นนั้นเขียนแค่ข้อความสั้นๆ ว่า "Protect her" -- แล้ว Owen ก็หายไป หายไปเลย ไม่กลับบ้าน ติดต่อไม่ได้ หายยยย

เนื่องจากบริษัทที่ Owen ทำงานด้วยนั้น กลายเป็นข่าวระดับประเทศจากการฉ้อโกงเงินนักลงทุน เจ้าของบริษัทโดนจับ และนักลงทุนต่างโกรธแค้น ในขณะที่ Owen ทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายโปรแกรมเมอร์ ดังนั้นหลายคนจึงคิดว่าที่ Owen หายตัวไปน่าจะเป็นเพราะกลัวโดนตำรวจจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าของบริษัทฉ้อโกงประชาชน

แต่กลายเป็นว่า สาเหตุที่ Owen หายไปนั้นมาจากเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก มากกว่าเพราะกลัวตกเป็นผู้ตกสงสัยมาก ... ยิ่ง Hannah พยายามตามหาว่า Owen อยู่ไหน ก็ยิ่งพบว่า เธอแทบไม่รู้อดีตของ Owen เลย เรื่องที่ Owen เคยเล่า ...กลายเป็นเรื่องแต่ง แม้แต่ชื่อ Owen ก็ไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ ... แต่เรื่องจริงคือ Owen พาลูกสาว Bailey หนีอะไรบางอย่าง ตั้งแต่ Bailey ยังเล็กมาก ดังนั้น Bailey จึงช็อคมากค่ะ เมื่อเธอพบว่า จริงๆ แล้ว เธออาจจะไม่ได้ชื่อ Bailey ด้วยซ้ำ หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่ของเธอที่พ่อเล่าให้ฟังนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้

Bailey และแม่เลี้ยงเลยต้องสงบศึกกันชั่วคราว เพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับอดีตของเธอและพ่อของเธอที่เมือง Austin ที่ๆ คาดว่าพ่อเคยเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองนี้

เล่มนี้อาจสนุกใช้ได้ค่ะ เหตุผลที่ Owen ต้องหนีก็สมเหตุสมผล ...เหตุผลที่ Hannah พยายามปกป้อง Bailey อย่างดี ทั้งๆที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ และ Bailey ก็นิสัยแย่กับเธอ ก็สมเหตุสมผล สมกับพื้นหลังทางครอบครัวที่ Hannah เติบโตมา ... Hannah จัดว่าเป็นแม่เลี้ยงตัวอย่างมากค่ะ เป็นคนใจเย็นสมกับเป็นช่างไม้ ใจเย็นกับ Bailey มาก และปล่อยให้ Bailey เติบโตในทิศทางที่เธอเลือกเอง ถือว่าเป็นความรักที่สมเหตุสมผลอีกแบบ และในที่สุด Bailey ก็รับรู้ถึงความรักที่ Hannah มอบให้