Monday, July 15, 2024

The Silent Corner


 หนังสือชื่อ  :  The Silent Corner

ผู้แต่ง  :  Dean Koontz

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


นี่คือหนังสือที่เป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีสมคบคิดที่เกี่ยวกับวัคซีนโควิด!

Dean Koontz ผู้แต่งจินตนาการล้ำมากค่ะ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี 2017 ก่อนการระบาดของโรคโควิดค่ะ

ตัวเอกของเรื่องคือ Jane Hawk เป็นเจ้าหน้าที่ FBI สวย เก่ง เคยตามล่าฆาตกรฆ่าต่อเนื่องมาแล้ว ... แต่ตอนนี้ Jane อยู่ในช่วงลาพักร้อนค่ะ ...สามีของ  Jane คือ Nick เพิ่งฆ่าตัวตายไป ฆ่าตัวตายอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีสัญญาณของการเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน ชีวิตทั้งส่วนตัวและหน้าที่การงานก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น 

Jane ไม่เชื่อว่าสามีของเธอฆ่าตัวตายโดยสมัครใจ ดังนั้นเธอจึงทำการสืบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น และพบว่า ในระยะเวลาไม่นานนี้ ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา มีคนฆ่าตัวตายอย่างปริศนาเพิ่มขึ้น เป็นการฆ่าตัวตายโดยคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะฆ่าตัวตาย ไม่มีสัญญาณใดๆ ว่าจะคิดสั้น และวิธีการจบชีวิตก็ไม่เข้ากับบุคลิกของผู้ตายเป็นอย่างยิ่ง

สืบไปสืบมา กลายเป็นว่า Jane โดนคุกคาม มีคนมาขู่ โดยผ่านทาง Travis ลูกชายวัยห้าขวบของ Jane ทำให้ Jane ระแวงเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย และเริ่มรู้แล้วว่า การฆ่าตัวตายของ Nick มีเบื้องหลัง และองค์กรหรืออะไรก็ตามที่บงการเรื่องนี้ มีอิทธิพลสูงมาก ..ดังนั้นไม่ว่า Jane จะพูดจะแฉอะไรออกไปก็ยากจะมีคนเชื่อ 

Jane ไม่คิดจะหยุดการสอบสวนเรื่องนี้ เพราะเมื่อมีคนขู่ แสดงว่าเรื่องที่สงสัยเป็นเรื่องจริง Jane จึงต้องเอาลูกชายไปฝากไว้กับคนที่ไว้ใจ และจากนั้นก็โชว์เดี่ยว สอบสวนเรื่องนี้คนเดียว เดินทางทั่วอเมริก เพื่อสัมภาษณ์ญาติใกล้ชิดของคนที่ฆ่าตัวตายปริศนา เพื่อหาว่าเบาะแสเชื่อมโยง

มันเป็นเรื่องทฤษฎีสมคบคิดที่ชวนให้ระแวงทุกคนเลยค่ะ คือเราไม่รู้ว่าใครที่โดนองค์กรนี้บงการสมองบ้าง ไม่สามารถดูได้จากภายนอก ... แถมทุกคนที่ฆ่าตัวตาย ก็มีหลักฐานชัดว่าฆ่าตัวตายจริงๆ ไม่ใช่ฆาตกรรมอำพรางแต่อย่างใด มีบางคนเขียนจดหมายลาตาย แต่จดหมายลาตายก็ไม่มีใครอ่านเข้าใจ แม้แต่ตัวคนใกล้ชิดของผู้ตายก็ไม่เข้าใจว่าผู้ตายต้องการสั่งเสียอะไร 

ตัวอย่างเช่น Jane ขับรถไปสัมภาษณ์ภรรยาหม้ายของนายพลในกองทัพที่ฆ่าตัวตายปริศนา ระหว่างสนทนากัน ภรรยาหม้ายคนนี้ขอตัวไปรับโทรศัพท์ แล้วเธอก็ยิงตัวตายเฉยเลย! เหมือนนึกอยากจะตายก็ฆ่าตัวตายซะงั้น ...ซึ่งมันไม่ปกติค่ะ คนเราก่อนจะคิดถึงขั้นจบชีวิตตัวเอง มันต้องผ่านกระบวนการหลายอย่างเป็นสัญญาณให้เห็นก่อน แต่นี่ไม่เลย???

.

.

สปอยด์ : มีกลุ่มอิลีท กลุ่มคนรวยมีอิทธิพลของประเทศ (ซึ่งในหนังสือไม่ได้บอกว่ามีใครบ้าง เพราะนี่คือเล่มหนึ่ง) คนกลุ่มนี้ต้องการบงการโลก เชื่อว่า มนุษย์ และ AI ด้วยความช่วยเหลือของนาโนเทคโนโลยี จะช่วยให้โลกสงบสุขขึ้น พวกเขาได้สร้างนวัตกรรมที่เป็น nanomachines เครื่องจักรนาโน -- ในหนังสือไม่ได้เรียกมันว่าวัคซีน mRNA นะคะ แต่บอกว่าเป็นนวัตกรรมตัดแต่งไรโบโซม (ไรโบโซม ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนในเซลล์) ซึ่งเมื่อฉีดสารนี้เข้าไปในร่างกาย แต่ละเซลล์จะสร้างสารที่เป็นกลไกขึ้นมา และเมื่อรวมกันคล้ายๆ จิ๊กซอว์มาต่อๆ กัน กลไกนี้ก็จะสามารถโปรแกรมและควบคุมสมองได้ เป็นโครงข่ายในสมองเหมือนใยแมงมุม ทำให้คนที่ได้รับสารเชื่อฟัง ทำตามที่ได้โปรแกรมไว้ เช่น มีผู้หญิงสวยที่ถูกโปรแกรมให้เป็นโสเภณี ทำงานในซ่องชั้นสูง หาเงินเข้ากระเป๋านักวิทยาศาสตร์คนคิดสารนี้ หรือโปรแกรมให้คนเป็นนักฆ่า 

.

หลักฐานที่จะพิสูจน์การกระทำของคนกลุ่มนี้ ไม่มีเลยค่ะ คือไม่มีอะไรที่สามารถเล่าให้คนอื่นฟังแล้วน่าเช่ือถือเลย ที่ Jane สัมภาษณ์หมอนิติเวชที่ผ่าสมองของคนฆ่าตัวตายคนหนึ่ง หมอบอกว่า ในสมองของผู้ตายมีโครงข่ายเหมือนใยแมงมุมพันรอบ แต่อยู่แค่ไม่กี่วินาที ใยแมงมุมนั้นก็หายไปกับตา หมอไม่มีหลักฐานอื่นใดนอกจากนี้ แถมหลังจากนั้น ก็โดนไล่ออกจากงานด้วยค่ะ 

.

สนุกค่ะ แต่ไม่จบแค่เล่มเดียว เล่มนี้คือเล่มแรก Dean Koontz ไม่เคยทำให้ผิดหวังค่ะ


Friday, June 21, 2024

The Man Who Died Twice

 


หนังสือชื่อ  :  The Man Who Died Twice

ผู้แต่ง  :  Richard Osman

สำนักพิมพ์  :  Viking (an imprint of Penguin Books)


สนุกค่ะ อารมณ์ขันแบบอังกฤษ ตัวละครหลักเป็นผู้สูงวัย (70+) ดูเหมือนนี่จะเป็นเล่มที่สองในซีรีย์นี้ แต่อ่านแยกได้ไม่งงค่ะ อาจจะมีบ้างที่ไม่เข้าใจในความสัมพันธ์ของตัวละครบางคน แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักค่ะ 

แก๊งส์ The Thursday Murder Club เป็นกลุ่มผู้สูงวัย ประกอบไปด้วย

- Joyce Meadowcroft

- Ron Ritchie

- Ibrahim Arif

- Elizabeth Best

เริ่มจาก Elizabeth ได้รับจดหมายขอนัดเจอจากคนที่ตายไปแล้ว ซึ่งเป็นคนที่ Elizabeth ชันสูตรศพด้วยตัวเองด้วย ด้วยความอยากรู้ เธอจึงไปพบ ...และกลายเป็นว่า เจอกับอดีตสามี Douglas

Douglas เป็นสายลับ MI5 ปฏิบัติภารกิจพลาด ในระหว่างเข้าไปสืบในบ้านของอาชญากร Martin Lomax แล้วเพชรดันหายไป (ภารกิจราชการให้เข้าไปสืบในบ้านเฉยๆ แต่ Douglas ดันถือโอกาสขโมยเพชรมาด้วย ตั้งใจเอาไปใช้เป็นทุนตอนเกษียณ) ...ความซวยคือ Lomax ดันจับได้จากกล้องวงจรปิดว่าใครเป็นขโมย ดังนั้น Douglas ก็เลยต้องซ่อนตัว และขอให้อดีตภรรยา Elizabeth ช่วย

Martin Lomax คือนายประกันในโลกอาชญากรรม เป็นคนกลาง อย่างในเรื่อง มาเฟียอเมริกาจะซื้อยาจากพ่อค้ายา ในเมื่อทั้งคู่อยากทำธุรกิจกัน แต่ต่างไม่ไว้ใจกันและกัน ดังนั้นจึงต้องมีคนกลางที่น่าไว้ใจเป็นคนค้ำประกัน มาเฟียอเมริกาเอาเพชรมาค้ำประกันกับ Lomax และถ้าพ่อค้ายาส่งยาให้มาเฟีย Lomax ก็จะมอบเพชรให้พ่อค้ายา ...แต่ในกรณีนี้ เพชรดันมาหายตอนที่อยู่ในมือคนกลางอย่าง Lomax 

ตอนแรก Elizabeth ปฏิเสธ 

แต่ต่อมา Ibrahim โดนวัยรุ่นเหลือขอทำร้ายร่างกาย เพื่อขโมยโทรศัพท์ ถึงแม้ตำรวจจะรู้ว่าวัยรุ่นที่ก่อเหตุคือ Ryan Baird ...แต่กฎหมายทำอะไรไม่ได้มาก ไม่มีหลักฐานกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้น Ryan เลยรอดคุก เดินออกไปสวยๆ 

Elizabeth เลยตกลงช่วย Douglas เพื่อเอาเงินมาแก้แค้นให้ Ibrahim -- วิธีโครตลงทุน โดยการซื้อโคเคนล็อตใหญ่ แล้วแอบวางไว้ในห้องน้ำในบ้าน Ryan แล้วก็แจ้งตำรวจมาจับ 

เหมือนเรื่องจะจบ แต่กลายเป็นว่า Douglas พร้อมผู้คุ้มกันถูกยิงเสียชีวิต โดย Lomax ไม่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ได้สั่งฆ่า ...และตอนนี้ที่ซ่อนเพชรก็หายไปกับการตายของ Douglas

Elizabeth ต้องไขปริศนา หาเพชรให้เจอ และคลายความแคลงใจว่าตกลง Douglas ตายจริงไหม หรือแกล้งตายเหมือนที่เคยทำมาก่อน

ขณะเดียวกัน Ryan Baird ที่โดนจับข้อหามีโคเคนในครอบครอง ก็ดันหนีประกันตัว หายเข้ากลีบเมฆ แก๊งส์ผู้สูงวัย Thursday Murder Club ก็ต้องร่วมกันไขปริศนาตาม Ryan กลับมารับโทษให้ได้

Sunday, June 9, 2024

Such a Quiet Place

 



หนังสือชื่อ  :  Such a Quiet Place

ผู้แต่ง  :  Megan Miranda

สำนักพิมพ์  :  Corvus


สนุกค่ะ อ่านเสียการเสียงาน เรื่องไม่ยาวมาก เดินเรื่องเร็ว ตัวละครไม่เยอะ แต่พลิกไปพลิกมา และเดาแทบไม่ออกว่าใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่

เรื่องเกิดขึ้นที่หมู่บ้านชื่อ Hollow's Edge ในอเมริกา เป็นหมู่บ้านที่มีกันแค่ 10 หลังเองค่ะ (ในหนังสือมีแผนที่แสดงที่ตั้งของบ้านให้) คนในหมู่บ้านอยู่กันมานาน ส่วนใหญ่ทำงานในวิทยาลัย หรือที่โรงเรียนใกล้ๆ คือเป็นทั้งเพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมงานที่ทำงานที่เดียวกัน หมู่บ้านที่เงียบสงบ ลูกบ้านเป็นคนมีการศึกษา ช่วยเหลือกัน และสอดส่องความปลอดภัยของกันและกัน เป็นยิ่งกว่าเพื่อน เป็นยิ่งกว่าคนในครอบครัว รู้ทั้งด้านมืดและด้านสว่างของกันและกัน ... จนกระทั่ง เกิดคดีฆาตกรรมยกครัวในบ้านหลังหนึ่งเมื่อ 14 เดือนก่อน และผู้ต้องสงสัยก็คือเพื่อนบ้านนั่นเอง

เรื่องเล่าในมุมของ Harper ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านติดกับบ้านของ Brandon & Fiona Truett สองสามีภรรยาที่เสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน ทั้งคู่เสียชีวิตด้วยคาร์บอนมอนออกไซต์ มีคนติดเครื่องยนต์รถของ Fiona ที่จอดในโรงรถในบ้าน และควันเข้าไปในบ้าน ทั้งคู่นอนอยู่ชั้นล่าง เสียชีวิตจากการได้รับก๊าซคาร์มอนมอนออกไซต์

Harper เป็นคนเจอศพ เพราะเนื่องจากเธออยู่บ้านติดกัน เลยได้ยินเสียงหมาของเพื่อนบ้านเห่าทั้งวัน อารมณ์รำคาญ เลยไปเคาะประตูเพื่อคุยกับเพื่อนบ้าน ...กลายเป็นแจ็คพอตเจอศพ 

คนในหมู่บ้านสงสัยว่าการตายของสองสามีภรรยา Truett เป็นการฆาตกรรมค่ะ เพราะตัววัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของบ้านหลังนั้นหายไป สงสัยว่าฆาตกรจะถอดไป 

ทุกคนพากันสงสัย Ruby Fletcher เพื่อนร่วมบ้านของ Harper เพราะ Ruby ออกไปนอกบ้านคืนนั้น กล้องวงจรปิดหน้าบ้านของหนึ่งในลูกบ้านบันทึกไว้ รวมถึงคำให้การของ Harper ว่าได้ยินเสียง Ruby กลับเข้าบ้านทางหลังบ้าน และอาบน้ำตอนตีสอง

Ruby เป็นที่รู้จักของคนในหมู่บ้านมานานแล้วค่ะ ก่อนที่เธอจะย้ายมาอยู่กับ Harper ด้วยซ้ำ เคยเป็นนักศึกษาในวิทยาลัย เดินเข้าเดินออกหมู่บ้าน รับจ้างพาหมาเดินเล่น หรืออะไรๆ เล็กๆ น้อยๆ ตามแต่ที่คนในหมู่บ้านจะจ้าง และก็ตามจีบ Mac หนึ่งในสมาชิกในหมู่บ้าน 

Ruby ย้ายมาอยู่กับ Harper หลังจากที่วันหนึ่ง Aiden จู่ๆ ก็ขอแยกทางกับ Harper และที่ช็อค Harper มากที่สุดคือดูเหมือนเธอจะเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องว่าผัวตัวเองจะขอเลิก ดูเหมือนเพื่อนบ้านที่สนิทกับเธอที่สุดก็รู้ก่อนเธอเสียอีก 

--

Ruby ถูกจับ ติดคุกอยู่ 14 เดือน และต่อมาศาลปล่อยตัวเพราะหลักฐานอ่อน ... และ Ruby ตัดสินใจกลับมาที่ Hollow's Edge อีกครั้ง กลับมาอยู่กับ Harper

หนังสือบรรยายถึงความช็อค ความเคลือบแคลงใจของ Harper ว่า Ruby มีเจตนาอะไร ทำไมจึงกลับมายังสถานที่ที่ทุกคนปรักปรำเธอ (รวมถึงตัว Harper เองด้วย) .. คนอ่านจะรู้สึกว่า Harper เป็นพวกใจดี แต่เป็นพวกไม่กล้าทำอะไรเด็ดขาด ไม่กล้าทำร้ายจิตใจใคร ในขณะ Ruby เป็นพวกฉวยโอกาสจากคนที่อ่อนแอกว่า 

.

สนุกและได้ข้อคิดอะไรดีๆ จากหนังสือเล่มนี้ ความน่ากลัวของพลังแห่งกลุ่ม ความที่แต่ละคนต่างเจตนาดี แต่พอรวมเป็นกลุ่ม ขับเคลื่อนและสร้างระบบขึ้นมา และกลุ่มเริ่มเล่นบทผู้พิพากษา ตัดสินคนอื่น จนทำลายชีวิตของคนๆ หนึ่งได้เลย .... อย่างในกรณีนี้ มันง่ายที่ทุกคนจะเบลมและสงสัยว่า Ruby เป็นฆาตกร เพราะ Ruby คือคนเดียวในหมู่บ้านที่ไม่ใช่เจ้าของบ้าน เป็นกึ่งๆ ผู้เช่าและแขกระยะยาว ...เมื่อเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เราก็ไม่อยากโทษคนที่เรารู้จัก ดังนั้นจึงง่ายกว่าที่จะชี้นิ้วกล่าวหาคนนอก 




Thursday, June 6, 2024

Humble Pi

 


หนังสือชื่อ  :  Humble Pi : A Comedy of Maths Errors

ผู้แต่ง  :  Matt Parker

สำนักพิมพ์  :  Penguin Books


ได้ความรู้ถึงความผิดพลาดต่างๆ จากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการคำนวณพลาดทางคณิตศาสตร์ แต่หนังสือภาพไม่ชัดมากๆ ค่ะ ภาพเล็ก และเนื่องจากเป็นหนังสือกระดาษ ดังนั้นจะซูมดูภาพให้ชัดๆ ก็ไม่ได้ (เป็นภาพขาว-ดำ) เนื้อหาบางเรื่องก็เกินเข้าใจ ผู้เขียนพยายามอธิบายแต่เป็นการอธิบายด้วยการเขียน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจได้ ... เอาเป็นว่าถ้าอ่านเอาสนุก เสริมปัญญาก็แนะนำค่ะ 

หนังสือเร่ิมด้วยการบอกว่า มนุษย์เราไม่เก่งในการประเมินตัวเลขจำนวนมากๆ คือเราจินตนาการได้ว่า 10 หรือ 100 หรือ 1,000 เยอะแค่ไหน แต่ถ้าจำนวนมันใหญ่ขึ้นเป็น ล้านล้าน เรานึกไม่ออกค่ะ เรารู้แค่ว่ามันเยอะมาก แค่นั้น 

ค่ากลางระหว่างเลข 1 กับ 9 คือ 5 คนที่ตอบ 5 คือคนที่เคยเรียนคณิตศาสตร์ บวกลบคูณหารเลขเป็นค่ะ แต่ถ้าเอาคำถามนี้ไปถามเด็กน้อยที่ยังไม่เข้าโรงเรียน คำตอบจะคือ 3 ... ที่เป็นเช่นนี้เพราะการรับรู้เรื่องจำนวนตัวเลขของคนเราไม่ได้เป็นเส้นตรง

หนังสือเล่าถึงความผิดพลาดที่เกิดจากการใช้ปฏิทินคนละแบบกัน ทำให้ทีมชาติรัสเซียพลาดการร่วมแข่งขันโอลิมปิกในปี 1908 ที่ลอนดอนเป็นเจ้าภาพ

หรือปัญหา Y2038 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 มกราคม ปี 2038 เวลา 3.14 am ชิปในเครื่องใช้ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์จะหยุดทำงาน เพราะหน่วยความจำที่ใช้เก็บเวลาในเครื่องหมด (หน่วยความจำที่เก็บเวลาใช้ 32-bits และนับมาตั้งแต่ปี 1970 ดังนั้นจึงจะหมดเวลาลงในปี 2038) 

หนังสือเล่าเรื่องความผิดพลาดทางวิศวกรรม มีการเปลี่ยนแบบสร้างสะพานระหว่างก่อสร้าง แล้ววิศกรลืมคำนวณค่าบางอย่างที่ควรเปลี่ยนเมื่อแบบเปลี่ยน 

หรือการที่ผู้ใช้ใช้ excel เก็บข้อมูลสำคัญ ทำเหมือนเป็น database และความผิดพลาดจึงเกิดขึ้น เพราะ excel ไม่ใช่ database ไม่ว่าจะเป็นทศนิยม หรือ autocorrect ใน excel ที่สร้างปัญหา

ผู้เขียนเล่าเรื่องที่เขาพยายามชี้แจงกับทางราชการว่า ป้ายลูกฟุตบอล (ผู้เขียนอยู่อังกฤษ) ที่ชี้แนะนำสนามฟุตบอลทั่วอังกฤษนั้นไม่ถูกต้อง ลูกฟุตบอลจริงๆ ประกอบด้วยทรงห้าเหลี่ยมมาต่อๆ กัน แต่ในป้ายจราจรเป็นหกเหลี่ยม รูปหกเหลี่ยมไม่สามารถต่อกันเป็นลูกฟุตบอลได้ ดังนั้นป้ายจราจรนี้จึงไม่ถูกต้องตามหลักคณิตศาสตร์ ... แต่เทศบาลก็ไม่นำพาค่ะ เพราะการเปลี่ยนใช้เงินงบประมาณมากกว่าการปล่อยให้ผิดไปอย่างนั้น

หรือบทที่ว่าด้วยการโฆษณาเกินจริงของร้านค้าต่างๆ เช่น แมคโดนัลเคยโฆษณาว่ารายการอาหารของร้าน สามารถออเดอร์ผสมเป็นเมนูได้กว่า 40,312 เมนู แต่นักคณิตศาสตร์แย้งว่า จริงๆ แล้วทำได้แค่ 256 เมนูเท่านั้น 

หรือปัญหา roll-over error คือถ้าความจุเต็ม มันจะวนกลับมา 0 อีกครั้ง จึงทำให้ Whatsapp group ต้องจำกัดว่ามีแชทในกลุ่มได้ไม่เกิน 256 คน

หรือบทที่ว่าด้วยเรื่องหน่วย การคำนวณที่ใส่หน่วยพลาด ทำให้เครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉินมาแล้ว เนื่องจากช่างคำนวณและเติมน้ำมันเครื่องบินในหน่วยปอนด์ที่คุ้นเคย แทนที่จะเป็นกิโลกรัมตามข้อปฏิบัติมาตรฐาน 

ส่วนตัวคิดว่าบทที่สนุกที่สุดคือ เรื่องการสุ่มค่ะ การสุ่มมีความสำคัญมากในการเขียนโปรแกรม แต่การสุ่มอย่างไรให้สุ่มจริงๆ เราต้องมีการสุ่มทางกายภาพ มีเครื่องสุ่มจริงๆ เช่น ทอยเหรียญ ทอยลูกเต๋า ฯลฯ เพราะการสุ่มโดยคอมพิวเตอร์ สามารถทำนายได้  

ผู้เขียนเล่าเรื่องการป้องกันความผิดพลาด เปรียบความผิดพลาดเหมือนรูในสวิตส์ชีส เอาแผ่นชีสมาวางทับๆ กัน ยากมากที่รู้ในชีสจะตรงกันจนมองทะลุ ...ก็เหมือนความผิดพลาดหากมีการทวนสอบตามขั้นตอน ก็ยากมากที่ความผิดพลาดนั้นจะหลุดไปจนสร้างความเสียหายได้ --- แต่ขณะเดียวกัน มีความผิดพลาดอีกอย่างที่เปรียบเหมือนการหยดของร้อนลงบนชีส ของร้อนก็ทะลุลงข้างล่างได้ เปรียบเหมือนความผิดพลาดของอุปกรณ์ที่ระบบป้องกันไม่ดีพอ เช่น error message อ่านไม่เข้าใจ หรืออุปกรณ์ไม่หยุดการทำงานเมื่อไม่ปลอดภัยและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ เป็นต้น

สนุกค่ะ แต่อย่างที่เขียนไป ไว้อ่านเบาๆ ประดับความรู้ค่ะ ไม่ได้ดีขนาดไว้อ่านเป็นหนังสืออ้างอิงวิชาการอะไรจริงจัง


Thursday, May 16, 2024

The Woman in the Window


 

หนังสือชื่อ  :  The woman in the window

ผู้แต่ง  :  A. J. Finn

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins


แอนนา (Anna) อดีตจิตแพทย์เด็ก ที่มีอุบัติเหตุบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ ทำให้เธอได้รับความกระทบกระเทือนทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทางร่างกายนั้นหายดีแล้ว แต่ทางจิตใจยังคงอยู่ ทำให้แอนนากลายเป็นโรคอะโกราโฟเบีย (agoraphobia - โรคกลัวที่ชุมชน) ทำให้แอนนาต้องขังตัวเองอยู่ภายในบ้าน ไม่สามารถก้าวเท้าออกนอกบ้านได้ แม้แต่สวนหลังบ้านก็ไม่ได้ค่ะ จะเป็นแพนิคทันที 

แอนนากินยาจิตเวชเยอะมาก ดื่มเหล้าก็เยอะ ดูดีวีดี และขังตัวอยู่ในบ้านอพาร์ทเมนต์ขนาด 4 ชั้น มานานกว่าสิบเดือนแล้ว เธอปิดหน้าต่าง ปิดม่านมิดชิด อยู่มืดๆ กับแมวหนึ่งตัว และก็มีผู้เช่าคือ เดวิด (David) เช่าห้องใต้ดินอยู่ แต่อยู่แยกกันเป็นสัดส่วน เดวิดจะขึ้นมาเช็คเธอเป็นครั้งคราวว่ามีอะไรให้ช่วยไหม -- ส่วนลูกสาวกับสามีของเธอนั้นย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่งแล้ว คือสามีได้งานที่เมืองใหม่ และมีการวางแผนย้ายอะไรเรียบร้อยแล้ว แต่กลับเกิดเหตุกับแอนนากระทันหัน ทำให้แอนนาไม่สามารถย้ายไปรวมอยู่กับสามีและลูกได้ ได้โทรคุยหากันทุกวัน

การฆ่าเวลาของแอนนาก็ด้วยการดูดีวีดีหนังเก่าๆ ดื่มไวน์ เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกลัวที่ชุมชนนี้ในเว็บบอร์ด และก็แอบส่องเพื่อนบ้านทางหน้าต่างค่ะ แอนนามีกล้องซูมของนิคอน เธอใช้เลนส์ซูมส่องดูเพื่อนบ้าน

ต่อมามีเพื่อนบ้านคนใหม่ย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้ามทางหลังบ้าน มีสวนคั่นกลาง คือครอบครัว Russell อันประกอบไปด้วย Alistair คนพ่อ Jane แม่ และ Ethan ลูกชายวัย 17 ปี

Ethan เอาของขวัญมาให้กับแอนนา  เพื่อเป็นการแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนบ้านใหม่

Jane คนแม่ ก็ช่วยแอนนาจากสถานการณ์ที่เธอแพนิคอยู่หน้าบ้านตัวเอง Jane พาแอนนากลับบ้าน และก็มีการคุยกัน ถือได้ว่า Jane เป็นเพื่อนคนแรกของแอนนาหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

ความเผือกเรื่องชาวบ้าน ทำให้แอนนาเห็น Jane ถูกแทง และถูกลากศพออกไป แต่ไม่เห็นว่าใครคือคนทำ แอนนาสงสัยว่า Alistair คนพ่อ คือฆาตกร แอนนารีบโทรแจ้งตำรวจ และพยายามออกจากบ้านไปที่บ้านตรงข้ามของพวก Russell แต่ไปได้ไม่ถึงเกิดแพนิค เสียสติไปก่อน แต่โชคดีเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่ได้รับแจ้งเหตุมาถึงพอดี เลยพาแอนนาส่งโรงพยาบาล

แต่กลายเป็นว่า เรื่องที่แอนนาเห็น ไม่มีใครเชื่อเลยค่ะ ตำรวจไปเช็คที่บ้าน Russell ก็พบว่าทุกคนยังอยู่กันดี แต่กลายเป็นว่า Jane Russell คนแม่คืออีกคน ไม่ใช่คนที่แอนนาเจอด้วยและเคยคุยเล่นด้วยกัน!

แอนนายืนยันว่าเธอเห็นการฆาตกรรมจริงๆ แต่หลักฐานกลับแสดงให้เห็นว่าเธออาจมีอาการหลอนจากการทานยาจิตเวชหลายขนาน และทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลด์ด้วย ...​จนหลายๆ คนพูดเข้า แอนนาก็ชักเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองแล้ว ว่าตัวเองอาจจะมีปัญหาจริงๆ 

จนกระทั่ง แอนนามีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเธอไม่ได้หลอนคิดไปเอง Jane Russell คนที่มาเยี่ยมแอนนาที่บ้านมีอยู่จริง! 

---

สนุกค่ะ ดำเนินเรื่องฉับไว อ่านสนุก เหตุที่ทำให้แอนนาได้รับกการกระทบกระเทือนทางจิตใจจนกลายเป็นโรคกลัวที่ชุมชนก็ดูมีเหตุผล ฆาตกรก็เป็นคนที่คิดไ่ม่ถึง แม้แต่จิตแพทย์อย่างแอนนาก็ดูไม่ออก ...​ขัดใจก็ความซื่อของแอนนา ที่เธอคิดว่าตำรวจน่าจะไม่เชื่อหลักฐานที่เธอเจอ ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ Ethan ฟังแทน เพราะแอนนาสงสัยว่าพ่อของ Ethan คือฆาตกร ... คือคิดว่าลูกจะเชื่อแอนนาจนยอมปรักปรำใส่ร้ายพ่อหรือไง? อีกอันที่สงสัยคือ เดวิดไปไหน? ในหนังสือบอกว่าโมโหแอนนาและออกจากบ้านไป แล้วก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย คือหายไปเลย ตัวละครนี้ทิ้งไปเลย???

Thursday, May 2, 2024

The Year of the Locust

 


หนังสือชื่อ  :  The year of the locust

ผู้แต่ง  :  Terry Hayes

สำนักพิมพ์  :  An Imprint of Simon & Schuster, LLC


เนื้อหาเละเทะอย่างน่าเสียดายค่ะ ครึ่งแรกของเล่มสนุกมาก ครึ่งหลังกลับเละออกทะเลไปไหล... เริ่มต้นแบบนิยายของทอม แคลนซี่ แต่จบออกทะเลกลายเป็น walking dead ซะงั้น เสียดายจริงๆ เละเทะจนอ่านไม่จบ

หนังสือมีทั้งหมด 4 part ค่ะ 

Part 1

พระเอกชื่อ Kane (เป็นรหัสในวงการ) เป็นสายลับของ CIA มีความสามารถหลายภาษา มีปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ เคยเป็นทหารเรือ แต่ไม่ผ่านการคัดเลือกให้บรรจุในเรือดำน้ำตามที่ใฝ่ผัน เลยผันตัวมาทำงานเป็นสายลับกับ CIA แทน

ตั้งแต่กลุ่ม ISIS ล่มสลาย ก็มีกลุ่มก่อการร้ายหน้าใหม่ปรากฎขึ้นมาเรื่อยๆ และ CIA ก็คอยจับตาดู ... ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายชื่อ New Islamic Army of the Pure ดูจะเป็นกลุ่มที่ CIA กังวลมากที่สุด กลุ่มก่อการรร้ายกลุ่มนี้มีที่ตั้งอยู่ในอิหร่าน ตรงชายแดนระหว่างอิหร่าน ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน 

พอมีที่ตั้งอยู่ในอิหร่าน CIA อเมริกาก็เข้าไปตรงๆ ไม่ได้ หัวหน้าของกลุ่มก่อการร้ายนี้ชื่อ al-Tundra แต่ CIA ไม่รู้อะไรนอกไปจากนี้ ไม่รู้ประวัติ หรือหน้าตาของคนนี้ จึงทำให้ CIA ต้องจับตามองเป็นพิเศษ และอยากรู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายนี้มากเป็นพิเศษ

ต่อมามีคนทรยศในกลุ่มก่อการร้ายต้องการขายข่าวแก่ CIA  โดยข่าวนี้บอกถึงสถานที่ที่กลุ่มก่อการร้ายนี้จะปฏิบัติการ ทาง CIA ก็เลยส่งพระเอกไปรับข่าว (มันต้องคุยต่อหน้า เพราะไม่ไว้ใจการดักฟังของอิหร่าน)

พระเอกไปถึงจุดนัดพบช้ากว่าเวลาที่นัดไว้นิดหน่อย แต่กลายเป็นว่าคนขายข่าวโดนจับตรึงกางเขนตายแล้ว ดังนั้นพระเอกเลยเปลี่ยนแผน จะกลับฐาน ... แต่กลายเป็นโดนกลุ่มก่อการร้ายตามล่า และสุดท้ายโดนจับ 

และนั่นทำให้พระเอกได้พบกับ al-Tundra หัวหน้ากลุ่มก่อการร้าย และแอบรู้ชื่อจริงของเขา 

al-Tundra หรือชื่อจริงคือ Roman Kazinsky มีรอยสักรูปตั๊กแตนปาทังกา (locust) ที่หลัง เพราะเขาชอบมัน เมื่อฝูงตั๊กแตนลงที่ไหน ที่นั้นฉิบหาย มันจะกวาดล้างและกินต้นไม้ทุกอย่าง 

กลุ่มก่อการร้ายต้องการจะประหารพระเอกออกทีวี ถ่ายทอดออกอากาศเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อหาผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่ม (แบบที่ ISIS เคยทำ) เลยเอาพระเอกไปผูกกับเสาในทะเล รอให้น้ำขึ้น พระเอกจะได้จมน้ำตาย ...ในการถ่ายทอดสดนี้ พระเอกได้เจอกับ Emir ผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มก่อการร้ายที่มาชมการประหารพระเอกด้วย

แต่สุดท้ายพระเอกก็หนีรอดไปได้ในนาทีสุดท้าย

Part 2

คือเล่าว่าพระเอกหนีรอดไปได้อย่างไร และ CIA เจอตัวพระเอกและเอากลับมาได้อย่างไร และพระเอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับ CIA อย่างไร 

ดังนั้นตอนนี้ CIA จึงรู้ว่า al-Tundra คือใคร และใครเป็นคนสนับสนุนทางการเงินให้แก่กลุ่มก่อการร้าย

จากนั้นก็ถึงเวลาสะสาง CIA ต้องการสังหาร Emir กับ al-Tundra แต่ปัญหาคือทั้งหมดอยู่ในอิหร่าน อเมริกาไม่อยากก่อสงครามกับอิหร่าน จะยิงขีปนาวุธเข้าไปในอิหร่านตรงๆ ไม่ได้ ไม่งั้นเกิดสงครามแน่

ทางออกก็คือขีปนาวุธชนิดใหม่ ที่หลบหลีกเรดาห์ไ้ด้ และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะไม่ดูดซับแสง เป็นขีปนาวุธล่องหน 

จากการดักฟังบอกว่า กลุ่มก่อการร้ายมีนัดประชุมกันที่มัสยิดแห่งหนึ่งชายแดนอิหร่าน -- CIA จึงวางแผนสังหารผู้ก่อการร้ายขณะกำลังนั่งในรถเดินทางมายังจุดนัดพบ

ผู้ก่อการร้ายสำคัญๆ ตายหมด ยกเว้น al-Tundra ฉลาดรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงไม่ได้อยู่ในรถ และหนีออกมาได้ 

จากนั้น al-Tundra หรือต่อไปจะเรียกชื่อจริงว่า Kazinsky ก็หายไป

Part 3

ตอนนี้เนื้อเรื่องเริ่มเละแล้วค่ะ 

พระเอกต้องพักฟื้น (rehab) ตามกฎ แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยตามหา Kazinsky จนพบว่า Kazinsky กลับรัสเซีย ไปทำงานที่เหมืองที่เชเชน

เหมืองที่ Kazinsky ทำงาน เป็นเหมืองที่ถลุงแร่ที่เอามาจากนอกโลก!!! คือยานอวกาศไปเก็บแร่จากดาวเคราะห์น้อยมา แล้วก็เอามาถลุงที่โลก

คือรัสเซียทำเหมืองบนอวกาศ แต่อเมริกาและประเทศอื่นๆ ไม่รู้??? มารู้ก็ตอนเมื่อ CIA ต้องการติดตามตัว Kazinsky 

แต่ถึงอเมริกาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน แต่ดันมีกล้อง และมีสายลับเป็นหมออยู่ในเหมืองแห่งนี้แล้ว???

เจอ Kazinsky แล้ว แต่พระเอกไม่ได้รับอนุญาตให้บินไปตามหา Kazinsky เพราะอยู่ระหว่างพักฟื้น

แต่กลับให้งานพระเอกให้ตามหาคนทรยศชาวอิหร่าน คือเดิมช่วย CIA แล้วก็ขายข่าวเปิดโปงสายลับ CIA ในอิหร่านให้แก่ทางการอิหร่าน อิหร่านเลยจับสายลับ CIA ในอิหร่านทั้งสิบคนมาแขวนคอ ตัวคนทรยศก็หนีหายสาบสูญไป

CIA แค้นมาก ส่งเรื่องให้พระเอกตามหา

คนทรยศใช้รหัสชื่อว่า Magus 

พระเอกตามเจออยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง Magus หนีขึ้นเรือ พระเอกยิงตาม เรือระเบิด แต่ไม่ชัดว่า Magus ตายหรือไม่ เพราะหาศพไม่เจอ แต่เรือก็ระเบิดเป็นชิ้นๆ เลย

หลังจากนั้น พระเอกโดนไล่ออก เพราะตอน Part 1 พระเอกช่วยลูกและเมียของคนส่งข่าวที่กำลังโดนทรมาน ต่อมา CIA รู้ เลยไล่พระเอกเพราะทำผิดกฎสายลับ เข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ทั้งที่ไม่ใช่คำสั่ง 

แต่ก็ได้กลับมาอีก เพราะ CIA อยากได้คนแฝงไปทำงานในเรือดำน้ำล่องหน ที่เป็นของอเมริกาเองนั่นแหละ แต่มีข่าวว่ากำลังเป็นเป้าโดนวินาศกรรม

พระเอกมาทำงานวันแรกก็ได้ขึ้นเรือดำน้ำลับสุดยอดเลย???  ไม่มีอบรมความปลอดภัยอะไรก่อนทำงานเลย มาถึงก็ลงเรือดำน้ำ และออกทะเลจริงเลย???

ภารกิจคือการซ้อมรบ เรือบนน้ำต้องค้นหาเรือดำน้ำให้เจอ .... ตอนแรกเรือดำน้ำล่องหนยังไม่พรางตัว กลายเป็นว่าเรือบนน้ำหาเจอ เรือดำน้ำล่องหนเลยเปิดโหมดพรางตัว ล่องหนหายไป ... ระหว่างที่กำลังหายไป ภายในเรือดำน้ำเกิดการทำงานผิดปกติ สาเหตุจากนาฬิกาภายในเรือดำน้ำทำงานผิดปกติ???

เรื่องวุ่นวายตามมา มีไฟไหม้ น้ำท่วม (จากน้ำจืดที่เรือดำน้ำบรรทุกมา) และสุดท้ายเรื่องผลิตออกซิเจนภายในเรือดำน้ำไม่ทำงาน ทุกคนกำลังจะตาย คนในเรือดำน้ำล่องหนติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ เพราะอุปกรณ์สื่อสารมีปัญหา

คือแบบไม่อยากเชื่อว่าชีวิตจริงจะมีใครผลิตเรือดำน้ำออกมาโดยไม่คำนึงถึงเรื่องพวกนี้ก่อน???

Part 4

อ่านไม่จบค่ะ ถึงบท 20 แล้วเลิก รู้สึกเสียเวลาชีวิตชะมัด

เรือดำน้ำ เครื่องกำเนิดออกซิเจนกลับมาทำงานอีกครั้ง แต่ทุกคนในเรือดำน้ำ ทั้ง 67 คนตายหมด เหลือพระเอกรอดคนเดียว!!!??? และเรือดำน้ำค่อยๆ เผลอขึ้นมาผิวน้ำ

แร่จากดาวเคราะห์น้อยมีสปอร์สิ่งมีชีวิตนอกโลกอยู่ Kazinsky สูดดมสปอร์นั้นเข้าไป ทำให้เขากลายร่าง มีพลังความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์???!!!

Kazinsky ปล่อยให้สปอร์ต่างดาวนี้หลุดออกไปยังชั้นบรรยากาศโดยตั้งใจ ตามแต่ลมจะพัดไป คล้ายๆ กัมตรังสีจากนิวเคลียร์ สปอร์นี้จึงไปตกในทั่วโลก ในเวลาไล่ๆ กัน???

อเมริกาอยู่ห่างจากรัสเซียคนละทวีป ยังได้รับสปอร์ในวันถัดจากที่ลอนดอนได้รับ??? 

แล้วไม่กี่ชั่วโมงต่อมา คนที่ได้รับสปอร์ (มันตกมากับฝน เป็นประกายสีน้ำเงินสวย คนเลยมาดูกัน ทำให้มีคนได้รับสปอร์หลายคน) ก็กลายร่าง มีความแข็งแกร่งและก้าวร้าวมากขึ้น อารมณ์เป็นซอมบี้ 

ภรรยาของพระเอก ซึ่งกำลังตั้งครรภ์สองเดือนต้องหนีซอมบี้ นางเป็นหมอ แต่สกิลเอาตัวรอดประหนึ่งอดีต CIA รู้ด้วยว่าต้องทำทีเผาบ้านเพื่อเบี่ยงความสนใจ แล้วก็ขับรถหนีไปขโมยเรือ ขึ้นเรือหนีไปนิวยอร์ค

มันเละเทะมากค่ะ ทนอ่านได้ถึงแค่นี้แหละค่ะ เลิกเลย แอบพลิกไปอ่านตอนจบ พระเอกไม่ตาย ภรรยาก็ไม่ตาย จบแฮปปี้แอนด์ดิ่ง ฮอลลีวูดมากมาย 🤦🏻‍♀️


Friday, March 8, 2024

Deep Work

 


หนังสือชื่อ  :  Deep Work

ผู้เขียน  :  Cal Newport

สำนักพิมพ์  :  Grand Central Publishing


เนื้อหาน่าสนใจค่ะ ถึงแม้สำนวนจะน่าเบื่อ และน้ำท่วมทุ่งก็ตาม แต่อ่านแล้วได้ไอเดียนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันที่ดีเลยค่ะ

ผู้เขียนบอกว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีหมุนเร็ว และเราก็เอาแต่วิ่งตามเทรนของเทคโนโลยี เพราะเรากลัวพลาดตกขบวน พลาดข่าวสารสำคัญๆ ทำให้เราติดโซเชียลมีเดีย ต้องเช็คเมล์ทุกสิบนาที ต้องดูอินเตอร์เน็ตเป็นระยะๆ ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ต้องตอบเมล์ หรือตอบแชทให้เร็วที่สุด ต้องทวีตทุกวัน ฯลฯ ซึ่งกลายเป็นว่าอินเตอร์เน็ตมาก่อกวนสมาธิของเราในการทำงานที่สร้างคุณค่าค่ะ

Deep work คือการมีสมาธิจดจ่อกับงานที่สร้างคุณค่า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับยุคนี้ ยุคที่อะไรๆ เปลี่ยนแปลงไวมาก ทักษะที่สำคัญที่ต้องมีคือ การเรียนรู้สิ่งที่ยาก ในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งสิ่งนี้จะทำไม่ได้เลยถ้าเราไม่มี deep work -- แต่อุปสรรคของ deep work คือ อินเตอร์เน็ตค่ะ เหล่าโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราพะวง ต้องคอยเช็คเป็นระยะๆ 

deep work ตรงกันข้ามกับ shallow work 

Shallow work คืองานที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า งานยุ่งๆ ที่ทำให้เหมือนยุ่ง แต่เป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะ ไม่ได้เพิ่มองค์ความรู้ เช่น การตอบอีเมล์ การประจำทุกเช้า ฯลฯ -- มันคืองานที่ดูเหมือนจำเป็นต้องทำ แต่ไม่จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนแบบตอบอีเมล์ทันทีที่ได้รับ อะไรขนาดนั้น -- งานพวกนี้ เราควรจำกัดมันให้ทำโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้มีเวลาเหลือทำงานอะไรที่เป็น deep work และได้คุณค่ามากกว่าค่ะ

บางครั้งเรามักเข้าใจผิด และวัดประสิทธิภาพของงานด้วย shallow work เช่น ถ้าเราตอบอีเมล์เร็ว แสดงว่าเราเป็นคนทำงานเร็ว กระตือรือร้น ... แต่จริงๆ แล้ว อีเมล์ที่ตอบไป ไม่มีคุณค่าอะไร 

หนังสือหนา และยืดเยื้อ แบ่งเป็นสองภาค ภาคแรก เล่าถึงความสำคัญของ Deep Work ...อ่านข้ามได้ค่ะ ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่ามันจำเป็น

ภาคที่สอง บอกถึงวิธีการฝึกทักษะ Deep Work โดยมี 4 กฎ คือ

กฎที่ 1 - Work Deeply

เริ่มด้วยวางแผนว่าเราจะทำงานอะไร ที่ไหน เป็นเวลาเท่าไร โดยทำแต่งานนั้นอย่างเดียวแบบไม่โดนขัดจังหวะ งานนั้นต้องเป็นงานที่ให้คุณค่าแก่เรา ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทั้งเป้าหมายส่วนตัว หรือเป้าหมายในสายงาน

ทำให้มันเป็นพิธีการค่ะ พิธีการทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นเป็นเรื่องสำคัญ 

เล่นใหญ่ เช่น อาจลงทุนซื้อคอร์สเรียน หรือในหนังสือยกตัวอย่างของ J.K. Rowling ที่จองห้องในโรงแรมหรูเพื่อใช้เวลาเขียนนิยายให้จบ โดยไม่โดนขัดจังหวะ ทั้งๆ บ้านของเธอก็อยู่ไม่ไกล

หนังสือได้เล่าถึงวินัย 4 อย่างที่เราควรสร้างขึ้น คือ

        1. โฟกัสในสิ่งที่สำคัญ มีเป้าหมายน้อยอย่าง และโฟกัสลงไปให้ลึกในสิ่งนั้น

         2. มีตัววัดความก้าวหน้า แนะนำให้ใช้เป็นตัววัดผลก่อนความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น ร้านเบอเกอรี่มีเป้าหมายต้องการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ตัววัดผลก่อนความสำเร็จคือจำนวนขนมตัวอย่างที่แจกลูกค้าที่มาเข้าร้าน เป็นต้น -- แบบนี้ทำให้เราสามารถวัดผลได้ทุกวันๆ ทำให้แน่ใจว่าเราไม่ได้กำลังเดินไปผิดทาง หลงทางไปจากเป้าหมายที่ตั้งไว้

        3. เก็บเป็น score board เหมือนเกมส์นะคะ เก็บบันทึกไว้ในที่มองเห็นได้ กระตุ้นให้เราทำตามเป้าหมายอยู่เสมอทุกวัน

        4. มีการรีวิวผลสำเร็จหรือล้มเหลวเป็นประจำ

กฎที่ 2 - Embrace Boredom

งานที่ทำ หรือสิ่งที่เรียน ถึงแม้จะรู้ดี ตระหนักดีว่ามันสำคัญกับอนาคตของตัวเองแค่ไหน แต่หลายครั้งก็มีช่วงที่เบื่อๆ ค่ะ และเมื่อเบื่อ เราก็อดไม่ได้ที่จะคลิกดูอะไรน่าสนใจในอินเตอร์เน็ต กลายเป็นอินเตอร์เน็ตคือตัวขัดจังหวะความมีสมาธิของเรา

วิธีแก้คือ ใช้วิธีพักระหว่างโฟกัสทำงาน deep work แทน เช่น ระหว่างทำงาน เราก็เขียนโพสอิตแปะหน้าคอมพ์ไว้เลย ว่าเราจะพักดูอินเตอร์เน็ตรอบต่อไปตอนกี่โมง กี่นาที วิธีนี้จะทำให้เรามีสมาธิกับงานได้ดีขึ้น 

กฎที่ 3 - Quit Social Media

มองว่าอินเตอร์เน็ตเหมือนเครื่องมือชนิดหนึ่งค่ะ เหมือนช่างไม้ต้องมีค้อนเป็นเครื่องมือ และด้วยความเชี่ยวชาญ ช่างไม้ก็เลือกว่าจะใช้ค้อนนั้นทำอะไร ...ฉันใดก็ฉันนั้น อินเตอร์เน็ตไม่ได้ไร้ประโยชน์ แต่มันคือเครื่องมือเช่นเดียวกับค้อนของช่างไม้ เราจำต้องเรียนการใช้เครื่องมืออินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์กับงานของเราค่ะ

กฎที่ 4 - Drain the shallows

งานที่จำเป็นแต่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า พยายามทำมันให้น้อยที่สุด หนังสือแนะนำให้เราทำตารางทำงานของเราในทุกนาทีที่ทำงาน เพื่อตรวจสอบดูว่าเราทำงานที่เป็น Shallow work แต่ละวันมากแค่ไหน (เราจะแปลกใจว่า วันๆ เราหมดไปกับการทำงานที่ไม่ใช่งานในหน้าที่ที่เขาจ้างเรามาเยอะแค่ไหน และเราทำงานจริงๆ ที่เป็นงานที่เราต้องทำนั้นน้อยแค่ไหนค่ะ)

พยายามกำหนดเวลาทำงาน คือหลังเวลาเลิกงานก็ไม่ควรทำงาน หรือเอางานกลับมาทำอีก แบบนี้จะบังคับเราให้ต้องบริหารเวลาให้ดียิ่งขึ้น และทำแต่งานที่จำเป็นและก่อให้เกิดคุณค่า