Sunday, January 20, 2013

รวยได้ไม่ต้องเอาถ่าน



หนังสือชื่อ : รวยได้ไม่ต้องเอาถ่าน 
                                                        (How come THAT idiot's rich and I'm not?)

ผู้แต่ง : Robert Shemin

ผู้แปล : มินตา ภณปฤณ

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น


ขายแล้วค่ะ!!!


      หนังสือเล่มนี้ เหมาะกับใครก็ตาม ที่รู้สึกว่าตัวเองทำทุกอย่าง อย่างถูกต้องตลอดมาทั้งชีวิต แต่ก็ยังรู้สึกว่า ตัวเองไม่รวยเสียที ในขณะที่คนรอบข้าง ที่เคยรู้จัก ที่ดูเหมือนเรียนโง่กว่าเรา ดูตกต่ำกว่าเราในขณะนั้น กลับร่ำรวย ได้ดิบได้ดี จึงทำให้เราต้องหาหนังสือ อย่างเช่นหนังสือเล่มนี้ มาอ่านค่ะ ว่าเราพลาด อะไรไปตรงไหน

       สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ทั้งหมดนั้น มันเป็นเรื่องของทัศนคติ!!!  ลองสำรวจตัวเองดูสิคะ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น คุณเพียรพยายามเก็บเงิน มุ่งมั่นกับการไต่เต้าในหน้าที่การงานมาตลอดชีวิต ถึงขั้น บางครั้งลงทุนซื้อหนังสือ หรือเข้าชั้นเรียนอบรม เพื่อการพัฒนาตัวเอง แต่ทุกสิ่งที่ทำลงไป ก็ยังทำให้คุณยัง "ถังแตก" อยู่หรือเปล่า 

        หนังสือเล่มนี้ บอกว่า บางทีนั่นอาจเป็นเพราะ คุณ "เถรตรง" เกินไปหรือเปล่า!!! จุดอ่อนของคุณคือ คุณอยากมีเงิน แต่ไม่อยากเป็นคนรวย คุณคิดว่าคนรวยเห็นแก่ตัว บลา บลา... แต่ตัวคุณเองอยากมีเงิน นั่นเป็นความคิดที่ขัดแย้งกัน และลึกๆ มันจะขวางทางคุณจากความสำเร็จ

         ในหนังสือ บอกให้คุณเตรียมความพร้อม มีความมั่งคั่งทางด้านจิตใจก่อน ซึ่งเป็นสิ่งง่ายๆ ไม่ต้องใช้เงินลงทุน เช่น การยิ้มให้กับลูกค้าของคุณ การใส่ใจบริการ การมีทัศนคติที่ดีต่องานของตัวเอง เหล่านี้เป็นต้น ตั้งเป้าหมายความสำเร็จของตัวเอง สนุกกับชีวิตทุกวันของคุณ (ทำเหมือนคุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว) วางแผนการเงินอย่างฉลาด หาทางให้เงินทำงานให้คุณ (อย่าเข้าใจผิดนะคะ หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้แนะนำให้คุณไปขายตรง หรืออะไรอย่างนั้น แต่เพียงให้คุณรู้จักวางแผนการเงิน ทำเงินที่ได้ไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่คุณถนัด และคุณเป็นเพียงแค่ผู้ควบคุม ไม่ใช่คนลงมือทำ) จากนั้นหาทางกำจัดหนี้เสียของคุณซะ เริ่มศึกษาเรื่องการเล่นหุ้น (หุ้นได้กำไรดีจริงๆ นะคะ แต่ต้องศึกษาเรื่องความเสี่ยง ไม่งั้นเขาจะว่า "คนรวยเล่นหุ้น" หรือคะ) และสุดท้าย หาทางมีกิจการของตัวเอง


       จากกันไปด้วยข้อคิดของคนไม่เอาถ่าน จากหนังสือเล่มนี้ค่ะ 

คนไม่เอาผู้มั่งคั่ง ไม่เคยคิดหรือพูดว่า "ฉันทำไม่ได้"
พวกเขาจะถามว่า "ฉันจะทำได้อย่างไร" แทน 
จงลบคำว่า "ทำไม่ได้" ออกไปจากพจนานุกรมของคุณเสีย


         คุณยังไม่เคยทำ คุณไม่รู้หรอกว่า คุณจะทำได้หรือไม่ จะรู้ก็ต่อเมื่อคุณลงมือทำเท่านั้น "วิธีที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต ก็คือการสร้างมันขึ้นเอง"  สนใจหนังสือเล่มนี้ ซื้อต่อจากออยได้นะคะ ในราคาลด 50% ค่ะ คือ 100 บาท และค่าส่ง 50 บาทค่ะ สนใจติดต่อ kasibanoy@gmail.com ค่ะ

Thursday, January 17, 2013

Predictably Irrational : พฤติกรรมพยากรณ์



หนังสือชื่อ : พฤติกรรมพยากรณ์ (Predictably Irrational)

ผู้แต่ง : Dan Ariely

ผู้แปล :  พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น


ขายแล้วค่ะ !!!


      หนังสือเล่มนี้ เล่าเรื่องราวของ "เศรษฐศาสตร์พติกรรม" ค่ะ แต่ไม่ใช่ตำราเรียนนะคะ เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ รับรองว่าอ่านสนุกค่ะ อ่านไป ก็คิดตามไป แล้วก็พูดกับหนังสือว่า "เออ...จริงแหะ" 

      
    หนังสือเล่มนี้ นำเสนองานวิจัย การทดลอง (แบบสนุกๆ) ถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนเรา ที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แสดงให้เห็นว่า คนเราไม่ได้ตัดสินใจซื้อของ อย่างที่ตำราบอก เช่น ตำราเคยบอกว่า ลูกค้าจะซื้อสินค้า เมื่อเขามีความต้องการ และจะเลือกซื้อสินค้าที่ตอบสนองความพึงพอใจ ในด้านคุณภาพ รูปลักษณ์ และราคา แต่ชีวิตจริง ไม่ใช่เช่นนั้น!!!

        ตัวอย่างเช่น เราจะรู้สึกตื่นเต้น และซื้อ (ทั้งที่ไม่ได้ต้องการ) หากเจอโปรโมชั่น "ซื้อ 1 แถม 1"  - หนังสือเล่มนี้บอกว่า นั่นก็เป็นเพราะเราไม่ได้รู้มูลค่าที่แท้จริงของของสิ่งนั้น เรารู้จากการเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆ เท่านั้น ดังนั้น เมื่อของสิ่งนั้น เดิมมีราคาหนึ่ง และอยู่มาวันหนึ่ง ราคานั้นลดลงครึ่งหนึ่ง เราจึงคว้าไว้ก่อน ถึงแม้ว่าตอนนั้น เราไม่ได้มีความต้องการมันเลยก็ตาม

        หมายความว่า เราจะตัดสินใจ "ซื้อ หรือไม่ซื้อ" จากการเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับข้อมูลที่เรามีอยู่เท่านั้น ดังนั้น คนสองคนจึงตัดสินที่จะซื้อสินค้า หรือรู้สึกว่าสินค้านี้คุ้มหรือไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของคนทั้งสองน้้น นั่นคือ สมองคนเราไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เพียงแต่จะต่อยอดจากสิ่งที่รู้แล้วเท่านั้น

         หรือบทที่ว่าด้วยพลังของ "ของฟรี" มันจะดึงดูดเรามาก เเละทำให้เราซื้อ โดยไม่ได้คิดคำนวณให้รอบคอบถึงผลระยะยาว หรือบทเรียนที่ว่า หากจะชนะใจใครแล้ว อย่าใช้เงินเป็นอันขาด เช่น หากคุณกำลังออกเดทกับสาวสวยสักคน แล้วคุณดันร่ายยาวถึงราคาอาหารในเมนูที่คุณกำลังจะเลี้ยงเธอ นั่นไม่ได้ทำให้เธอประทับใจอะไรเลย แต่กลับทำให้เธอแผ่นแน่บ!

         หนังสือเล่มนี้ มีคำอธิบายกับพฤติกรรมแย่ๆ ของคนเรา เช่น การผลัดวันประกันพรุ่ง นิสัยไม่ซื่อสัตย์ของคนเรา และการจับปลาสองมือ (คือกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าตัดสินใจทิ้งอย่างใด อย่างหนึ่งเพื่อเลือกทุ่มเททำอีกอย่างหนึ่ง เพราะกลัวการล้มเหลว) และบอกถึงวิธีการรับมือกับพฤติกรรมเหล่านั้น

      หนังสือยังได้เล่าเรื่องอิทธิพลของคำโฆษณาที่มีผลต่อความคาดหวังของคนเราได้อย่างไร หรือบทที่ว่า ทำไมยาเอสไพรินราคาถูกถึงไม่สามารถทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เท่ากับที่กินยาราคาแพงๆ เป็นต้น

          อ่านหนังสือเล่มนี้จบ ทำให้เข้าพฤติกรรมการชอปปิ้งของตัวเองเลยค่ะ :) และเข้าใจด้วยว่า เราเองก็ตกเป็น "เหยื่อ" ของการตลาดแบบพฤติกรรมศาสตร์นี้ด้วย และในหนังสือยังแนะนำวิธี "ตั้งสติ" ให้อีกด้วย 

      เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก บอกว่ามนุษย์มีเหตุมีผล เรารู้ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของเราเอง เราสามารถคำนวณมูลค่าทางเลือกต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้าได้ และประเมินรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละทางเลือกได้... ไม่จริงค่ะ ... เพราะถ้าตอนนี้ มีประกาศโปรโมชั่น "ซื้อ ipad 1 เครื่อง แถมอีก 1 เครื่อง ฟรี!" ออยก็จะกระโจนไปซื้อทันทีค่ะ! โดยไม่มาประเมินทางเลือกว่า ตัวเองมี ipad อยู่แล้ว จะซื้อมาอีก 2 เครื่องทำไม!!!

       เเนะนำให้อ่านค่ะ ทั้งขาช้อป และไม่ใช่ขาช้อป ซื้อต่อจากออยได้ค่ะ ในราคาลด 50% คือ 120 บาท บวกค่าจัดส่งอีก 50 บาทค่ะ สนใจ ติดต่อ kasibanoy@gmail.com

Tuesday, January 15, 2013

สู่ความเป็นอัจฉริยะ ด้วยการพัฒนาพลังสมอง



ชื่อหนังสือ :  สู่ความเป็นอัจฉริยะ ด้วยการพัฒนาพลังสมอง
                                                         (Jerome becomes a genius)

ผู้แต่ง : Eran Katz

ผู้แปล  : เจิดจรัส

สำนักพิมพ์ : อินสปายร์ 


ขายแล้วค่ะ !!!


    
      ทำไมคนยิวฉลาด?   เป็นคำถามที่น่าคิดค่ะ และก็เป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ด้วย อะไรทำให้คนยิวฉลาด? แล้วเราสามารถฝึกฝนตามวิธีแบบยิว แล้วฉลาดเหมือนคนยิวได้ไหม?  คำถามเหล่านี้ น่าสนใจนะคะ และหนังสือเล่มนี้มีคำตอบค่ะ

       หนังสือดำเนินโครงเรื่องเหมือนนิยายค่ะ ทำให้อ่านสนุก ลื่นไหล เป็นเรื่องของ "เจอโรม" และเพื่อนๆ ของเขา พวกเขาเป็นคนยิวที่อยู่ในประเทศอิสราเอลค่ะ เรื่องราวเริ่มต้นด้วย เพื่อนๆ ของเจอโรมถกกันถึงเรื่องที่ว่า ทำไมผู้คนจึงเชื่อว่าคนยิวฉลาด และสุดท้าย พวกเขาจึงทำการทดลอง หาเคล็ดลับความฉลาดของคนยิว โดยใช้เจอโรมเป็นหนูทดลอง!!!

       เจอโรม ชายซึ่งฐานะปานกลาง มีธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง และเรียนจบเเค่ชั้นมัธยม (เป็นตัวแทนของคนธรรมดา ที่ไม่ได้ฉลาดมากนัก) รับคำท้าเพื่อที่จะกลายเป็นอัจฉริยะ ภายใต้เทคนิคของคนยิว!!!

      

       เคล็ดลับในความฉลาดของคนยิว เท่าที่อ่าน พอจะสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ค่ะ

1.  สร้างจินตนาการสภาพความเป็นจริงที่แตกต่างออกไป โดยไม่ต้องสนใจกับความรู้สึกเกี่ยวกับตรรกวิทยาและโอกาส - เพื่อนๆ ให้เจอโรมเขียนรายการของสิ่งที่เขาต้องการในอีก 3 ปีข้างหน้า เจอโรมเขียนไปว่า เขาต้องการมีเงิน 50 ล้านดอลลาร์!!!

2. คุณไม่ควรรู้สึกพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ แม้กระทั่งความสะดวกสบาย ความมั่นคงทางการเงิน (เพราะถ้าเราพอใจสิ่งที่เรามีอยู่ เราก็จะไม่ดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่) อย่ารู้สึกสะดวกสบาย เดินทางอยู่เสมอ ทั้งทางกายและจิตใจ เพื่อพบกับดินแดนอื่นๆ

3. จงตั้งคำถาม และอย่าเชื่ออะไรโดยไม่คิด เพราะยิ่งคิดมาก ยิ่งพัฒนาสมอง

4. จงเป็นนักเลียนแบบที่มีคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องคิดเริ่มใหม่ แต่ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องกับความต้องการ

5. หาแหล่งสร้างแรงบันดาลใจ หรือคนต้นแบบสำหรับลอกเลียนแบบ ซึ่งต้องเป็นคนที่มีคุณค่าด้วย

6. พยายามมั่นพัฒนาความจำเสมอ นี่คือเทคนิคที่ทำให้ชาติยิวยังคงเป็นยิวถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าในอดีตจะประสบเคราะห์กรรมมากมาย แต่ยิวก็ยังรำลึกถึงวัฒนธรรม ศาสนาของตนอย่างเคร่งครัด

7. ใช้เทคนิคการเขียนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้จำ ใช้หมึกดำบนกระดาษขาว เนื้อเรื่องที่เข้าใจยาก ให้เขียนด้วยตัวอักษรแบบแยกๆ กัน ไม่เขียนติดกัน

8. เคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีความสุข ทำให้เรารู้สึกกระตือรือร้น หรือไม่เช่นนั้น ก็สร้างความกระตือรือร้นเทียมขึ้นมาก็ได้ เช่น ตะโกนอย่างมีความสุข หรือเรียนรูู้ โดยพูดออกมาดังๆ เพื่อช่วยส่งเสริมความจำ

9. เมื่อเรียน จงทุ่มเทกับการเรียนอย่างจริงจัง และเมื่อพัก จงอย่าคิดถึงเรื่องที่เรียน อย่าเรียนเมื่อรู้สึกโกรธ หรือมีเรื่องกวนใจ เรียนเมื่อรู้สึกผ่อนคลาย และการสวดมนต์ ช่วยให้การเรียนดีขึ้น

10. เราจะจดจำอะไรบางอย่างได้ดีขึ้น เมื่อเราแปลงสิ่งนั้นให้เป็นภาพ

11. เชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้น ให้เป็นภาพเหตุการณ์ สิ่งนี้จะช่วยให้เราจำเรื่องราวยาวๆ ได้ดี

12. วิธีจำคำศัพท์ และเรียนภาษา ชาวยิวจะใช้เทคนิคนำคำภาษาอื่นมาแทนที่คำในภาษายิว แล้วเพิ่มจำนวนคำมากขึ้นเรื่อยๆ

13.  ชาวยิวจำชื่อ และใบหน้าคน ด้วยการสนใจในตัวบุคคล และตระหนักถึงความรู้สึกที่มีต่อเขา หาสิ่งที่เชื่อมโยงชื่อและหน้าตา และลาจากแต่ละคนด้วยวิธีการที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคล


    หนังสือเล่มนี้ นอกจากจะเล่าเคล็ดลับการเป็นคนเก่งของชาวยิวแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ศาสนาของคนยิวอีกด้วย ทำให้อ่านสนุก และทำให้เราสามารถร้อยเรื่อง จดจำเทคนิคต่างๆ ที่หนังสือเล่มนี้ต้องการสื่อได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

        สนใจหนังสือเล่มนี้ ซื้อต่อจากออยได้นะคะ ในราคาลด 50% คือ 120 บาทค่ะ และบวกค่าจัดส่งทางไปรษณีย์ (EMS) 50 บาทค่ะ สนใจติดต่อ kasibanoy@gmail.com ค่ะ



Thursday, January 3, 2013

Outliers : สัมฤทธิ์พิศวง


หนังสือชื่อ : Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

ผู้แต่ง : Malcolm Gladwell

ผู้แปล : พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ, วิโรจน์ ภัทรทีปกร และ วิญญู กิ่งหิรัญวัฒนา

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ขายแล้วค่ะ!!!
 

      คุณเชื่อในเรื่องกฏ 10,000 ชั่วโมงหรือเปล่าคะ?  อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วคุณจะเชื่อ!!!

      หนังสือเล่มนี้ จะบอกให้คุณรู้ว่า ไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาโดยบังเอิญ โชคช่วย หรืออะไรทั้งนั้น ความสำเร็จของทุกๆ คนที่เราเห็น ล้วนมาจากการทำงานอย่างทุ่มเท ไม่น้อยกว่า 10,000 ชั่วโมงกันทั้งนั้น!!!

       ตัวอย่างของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ (และเราคิดว่า เขาโชคดี เพราะเขาประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย) อย่างเช่น บิกตส์ หนังสือเล่มนี้ได้เจาะลึกให้เราดูค่ะ ว่า บิล เกตส์ ไม่ได้โชคดีมากอย่างที่คิด เขเอง็ทำงานหนัก เขาได้มีโอกาสเริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งเเต่เรียนอยู่ชั้นเกรดแปด และทุ่มเทเวลาหมดไปกับสิ่งที่เขาหลงใหล เขาให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนั้นเขาน่าจะใช้เวลาคลุกกับคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน ทั้ง 7 วันในสัปดาห์!!! เขาถึงขนาดตื่นตีสาม เพื่อไปใช้คอมพิวเตอร์ฟรีที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และแล้วเมื่อโอกาสมาถึง เมื่อเขาได้ตั้งบริษัทเป็นของตนเอง เขาก็ได้เขียนโปรแกรมแบบไม่หยุดพักมา 7 ปีติดต่อกันแล้ว เขาข้ามผ่านเวลา 10,000 ชั่วโมงของการฝึกฝนไปมากแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะประสบความสำเร็จกับบริษัทไมโครซอฟท์ของเขา

     หาก บิล เกตส์ จะโชคดีในกรณีนี้ บิล เกตส์ ก็โชคดีที่เขามีครอบคัวที่มีฐานะ สามารถซื้อคอมพิวเตอร์ (ที่มีราคาแพงในขณะนั้น) ให้เขาใช้ได้ และมีบ้านที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ที่เขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ฟรี (ถึงเเม้จะต้องไปใช้ตอนตีสามก็ตาม) แต่เขาไ่ได้โชคดีที่สามารถคิดค้นระบบปฏิบัติการ Window แน่นอน!!!

     หนังสือเล่มนี้บอกว่า หากมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ที่เรียกว่า "โชค" สำหรับการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แล้วล่ะก็ นั่นคือ ชาติกำเนิด วัฒนธรรม นั่นเอง

       หนังสือได้ยกตัวอย่าง วัฒนธรรมของคนเกาหลี กับเหตุการณ์เครื่องบินตก สืบเนื่องจากช่วงหนึ่งเครื่องบินของสายการบินโคเรียน แอร์ ประสบอุบัติเหตุตกบ่อย ภายหลังจากการสืบสวนสาเหตุของการตก พบว่า เป็นเพราะวัฒนธรรมเคารพอาวุโสของคนเกาหลี (จริงๆ ก็ทั้งเอเชียนั้นแหละ) ทำให้ลูกน้อง (ในที่นี้คือนักบินผู้ช่วย) ไม่กล้าแสดงความไม่เห็นด้วยกับหัวหน้า วิธีแก้ไขที่โคเรียน แอร์ นำมาใช้คือ การให้นักบินทุกคนสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ ถึงเเม้ว่าทั้งหมดจะเป็นคนเกาหลีก็ตาม เพื่อทำลายกำแพงทางวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อความปลอดภัยทางการบิน

          หรือในกรณีที่ว่า ทำไมเด็กเชื้อสายเอเชียจึงเก่งเลข หนังสือเล่มนี้บอกว่า นั้นเพราะวัฒนธรรม และภาษา ภาษาที่ใช้เรียกตัวเลข หรือนับเลขของคนเอเชียค่อนข้างตรงไปตรงมา ทำให้เด็กเอเชียสามารถนับเลขได้เร็ว ฝรั่งบางคนคิดว่า เด็กเอเชียเก่งเลขมาตั้งแต่เกิด เป็นพันธุกรรม แต่หนังสือเล่มนี้บอกเรา่า มันไม่ใข่อย่างนั้น หนังสือได้ทำการสืบกลับไปถึงวัฒนธรรมการปลูกข้าวของชาวเอเชีย ที่ต้องขยัน ตื่นแต่เช้า และทำงานทั้งวัน ทำให้เอเชียมีวัฒนธรรมของการเชื่อว่าขยันแล้วจะได้ดี และนั่นก็เช่นเดียวกับวิชาคณิตศาสตร์!!! ถ้าเรามั่นทำโจทย์ ทำแบบฝึกหัด เราก็จะเก่งเลขได้ไม่ยาก

         หนังสือเล่มนี้ ทำให้เรารู้เคล็ดลับความสำเร็จง่ายๆ ค่ะ ดูพื้นฐานชีวิตของเรา เรากำเนิดมาจากครอบครัวพื้นฐานเเบบใด นั่นคือต้นทุนที่เรามี (เป็นโชคของเรา) จากนั้นทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งที่เราอยกเป็น ให้ไม่น้อยกว่า 10,000 ชั่วโมง!!! แล้วความสำเร็จก็จะเป็นของแน่นอน!!!

        สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ ซื้อต่อจากออยได้นะคะ ในราคาด 50% ค่ะ คือ 110 บาท บวกค่าจัดส่งอีก 50 บาทค่ะ สนใจติดต่อที่ kasibanoy@gmail.com
  

       
      

           



Tuesday, December 11, 2012

Adapt : ปรับตัว ทำไมความสำเร็จมักเริ่มที่ความผิดพลาด



หนังสือชื่อ : ปรับตัว ทำไมความสำเร็จมักเริ่มที่ความผิดพลาด

ผู้แต่ง : Tim Harford

ผู้แปล : อรนุช อนุศักดิ์เสถียร

สำนักพิมพ์ : มติชน

ขายแล้วค่ะ !!!


     เป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์ที่อ่านเข้าใจง่าย สนุก และได้แรงบันดาลใจค่ะ เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ทำให้ได้แง่คิดที่ว่า "จงยินดีรับความผิดพลาดด้วยความเบิกบานใจ" เพราะนั่นคือเราจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากความผิดพลาดนั้น จงทดลองกับไอเดียใหม่ๆ ถึงผลที่ได้จะออกมาไม่ได้อย่างหวัง ก็อย่าเลิกล้ม นำมาปรับปรุง และทดลองอีกครั้ง จนสำเร็จในที่สุด และก็อย่ายึดติดกับความสำเร็จนั้น ทำลายมัน และทดลองใหม่ เป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ :) ... ชีวิตคือการทดลอง

     หนังสือเริ่มต้น ด้วยความผิดพลาดมากมายของนักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจที่ทำนายไว้เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ ดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญก็ทำนายพลาด หรือบริษัทบางบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา กลับประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะว่า โลกใบนี้ซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องเเม่นยำ และดูเหมือนเราจะตามืดบอดกับอนาคตของเรามากกว่าที่เราคิด โลกนี้จึงเป็นโลกของการลองผิดลองถูก

      ผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง ความเชื่อของกองทัพสหรัฐในสงครามอิรักว่า ถ้าเป็นฝ่ายล้ำหน้าในเทคโนโลยี มีข้อมูลพร้อม ก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น ในสงครามอิรัก การตัดสินใจจึงกระทำในห้องบัญชาการไฮเทค ภายใต้เครื่องคอมพิวเตอร์มากมาย ที่จับสัญญาณความผิดปกติต่างๆ จับความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา พวกผู้บัญชาการมีเเนวโน้มที่จะเชื่อว่า สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้ผ่านจอคอมพิวเตอร์ แต่ความเชื่อนี้ ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ในอิรักดีขึ้น สถานการณ์ในอิรักดีขึ้นเมื่อกองทัพสหรัฐเรียนรู้จากความผิดพลาด และยอมให้ฝ่ายแนวหน้ามีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะเหล่าแนวหน้ามี "ความรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ ณ เวลาและสถานที่หนึ่งๆ" ดีที่สุด ไม่มีทฤษฏีใดที่ใช้ได้ผลกับทุกสถานการณ์

     การแก้ปัญหา หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ก็อาจเกิดขึ้นจากการทดลอง เช่น เครื่องบินขับไล่สปิตไฟร์ซูเปอร์มารีน เครื่องบินขับไล่อันเกรียงไกรของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเกิดจาก "การทดลองที่น่าสนใจ" โครงการเล็กๆ โครงการหนึ่ง หรือการค้นพบเส้นลองติจูด ที่นักดาราศาสตร์ของหอดูดาวหลวงไม่สามารถค้นหาวิธีคำนวณเส้นลองติจูดได้ จึงตั้งรางวัลให้กับผู้ที่แก้ปัญหานี้ได้ เป็นแรงจูงใจให้ช่างไม้ ชื่อ จอห์น แฮริสัน นำเสนอทางแก้ปัญหานี้ หรือการที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ ปฏิเสธที่จะให้ทุนวิจัยโครงการที่สามแก่ มาริโอ คาเพกกี เนื่องจากดู "เสี่ยงเกินไป" แต่คาเพกกีตัดสินใจที่จะเสี่ยง โดยการนำเงินวิจัยที่ได้จากสองโครงการแรกมาใช้ในโครงการนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการตัดต่อยีน และคาเพกกีได้รับรางวัลโนเบลทางการแพทย์

      บางครั้งการลงมือทำอะไรสักอย่าง ด้วยทัศนคติของการกลัวการล้มเหลว จึงทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งดีๆ ไป เพราะนี่คือเหตุผลที่ สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐตัดสินใจไม่ให้ทุนแก่ คาเพกกีในโครงการที่สาม เมื่อเรากลัวการล้มเหลว งานของเราจึงได้แต่ "ประคองตัว" แต่ไม่โดดเด่น ไม่ใช่นวัตกรรม ไม่สร้างความตื่นตะลึง

       หนังสือเล่มนี้ ยังได้กล่าวถึง งานของโมฮัดหมัด ยูนุส เจ้าของธนาคารกรามีนของศรีลังกา และเจ้าของรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ ที่ว่าความสำเร็จของเขา ก็มาจากการทดลองที่ล้มเหลวในตอนแรกเช่นกัน หนังสือยังได้กล่าวถึง การให้เงินความช่วยเหลือเเก่ประเทศที่ยากจนขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ว่ามีการวัดผลที่ฉาบฉวย ความเชื่อบางอย่างในอดีต เช่นการรักษาคนไข้ด้วยการสูบเลือดออก หรือเชื่อว่าควรให้เด็กทารกนอนคว่ำ เป็นความเชื่อที่ปราศจากการทดลองพิสูจน์ เมื่อไม่ได้ทดลอง และวัดผล แต่กลับเชื่ออย่างผิดๆ ผลออกมาก็ไม่ถูกต้อง และเราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

       ในเเง่ของภาวะโลกร้อน ผู้เขียนได้วิจารณ์นโยบายของประเทศต่างๆ ที่เป็นนโยบายจาก "บนลงล่าง" คือมีการออกมาตรการต่างๆ โดยให้ใช้กับทุกคน หากแต่มาตรการเหล่านั้น ใช้ได้แค่กับสถานการณ์หนึ่งๆ กับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ครอบคลุมได้ทั้งหมด มันจึงดูเหมือนรัฐบาลกำลังสร้างสุนัขบลูด๊อกทางเศรษฐกิจขึ้นมา (สุนัขบลูด๊อก เป็นหมาพันธุ์ที่เราผสมขึ้นมาเอง มันจึงมีปัญหาทางสุขภาพหลายอย่าง) ผู้เขียนบอกว่า เนื่องจากรัฐบาลรู้เรื่องนี้น้อยที่สุด ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลจึงควรเป็นเพียงแค่อำนวยความสะดวกในการแข่งขัน ไม่ควรเป็นผู้ออกระเบียบที่เฉพาะเจาะจงในระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อน
          
         ผู้เขียนพยายามบอกพวกเราว่า วิวัฒนาการฉลาดกว่าเรา และวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะเอาชนะกฏเกณฑ์ที่เรากำหนดขั้นเพื่อชี้นำเศรษฐกิจด้วย ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้กระบวนการวิวัฒนาการแก้ปัญหาโดยอิสระแล้ว มันมักหาทางออกได้เอง

         แล้วกับระบบที่ไม่ควรมีข้อผิดพลาดล่ะ อย่างเช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือระบบการเงินการธนาคารโลก ตรงนี้ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างความเหมือนกันอย่างน่ามหัศจรรย์ ในแง่ความซับซ้อนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และระบบการเงินของอเมริกา แต่ระบบการเงินของอเมริการกลับคำนึงถึงความปลอดภัยน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาก ผู้เขียนบอกว่า ระบบความปลอดภัยบางครั้งก็เป็นภัย โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ทั้งอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กับ AIA ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยที่ประสบวิกฤตทางการเงิน บทเรียนที่ได้จากวิกฤตเศรษฐกิจคือ เราไม่ควรสร้างโดมิโน หรือระบบการเงินที่เชื่อมโยงกัน จนกระทั่งเมื่อธนาคารใดธนาคารหนึ่งล้ม ธนาคารที่เหลือก็ซวนเซ เราควรสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ประตูนิรภัย" เพื่อป้องกัน เนื่องจากเราไม่มีทางที่จะกำจัดความผิดพลาดได้ ดังนันเราควรออกแบบระบบให้เรียบง่าย แยกระบบที่มีความเสี่ยงสูงออกจากกัน กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการเเจงเบาะแสเมื่อเกิดความผิดพลาด และต้องเตรียมพร้อมเสมอกับอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้

       ในแง่ขององค์กร เช่น บริษัท ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวด้วยเช่นกัน ผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง บริษัทกูเกิล ซึ่งกลยุทธ์ของกูเกิล คือไม่มีกลยุทธ์ การมีนโยบายให้พนักงานสามารถใช้ 20% ในเวลางานไปกับการ "ทดลอง" โครงการอะไรก็ได้ที่อยากทำ โดยไม่ต้องรออนุมัติด้วย!!! กูเกิลจึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หลายอย่างที่ได้จากการทดลองนี้ (แต่แน่ล่ะ หลายๆ ก็ทดลองก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่โชคดีที่ไม่มีใครจำได้ ผู้คนจำได้แต่ความสำเร็จเท่านั้น)

         แล้วในแง่ชีวิตส่วนตัวของเราล่ะ ในทางจิตวิทยา การไม่ยอมรับความจริงว่าเราผิดพลาด เป็นความตึงเครียดในจิตใต้สำนึกเมื่อรับรู้ความคิดที่ขัดแย้งกัน เช่น เมื่อเราเล่นพนันแล้วเสีย บางคนจะถลำและเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชนะ 
        
        ผู้เขียนแนะนำว่า เราควรจะมี "ก๊วนรู้ใจแต่ไม่เออออ" เพื่อนที่คอยชี้แนะ และให้คำปรึกษาสิ่งที่เราทำ เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดพลาด และให้ผิดเป็นครู เมื่อเราต้องการทดลองทำสิ่งใหม่ เราควรสร้างพื้นที่ปลอดภัย แล้วทำการทดลองนั้น เช่น กันเงินบางส่วนไปลงทุนที่คนอื่นมองว่าเสี่ยง ถึงแม้จะขาดทุนในที่สุด แต่เราก็ยังมีเงินอีกส่วนเหลือ 

           ในโลกที่ซับซ้อน การทำอะไรครั้งแรกมักไม่ประสบผลสำเร็จ การรับเอาความคิดเรื่องการปรับตัวมาใช้ในชีวิตประจำวัน คือการยอมรับว่า เราจะล้มลุกคลุกคลานอยู่เนืองๆ แต่ขอให้เตือนตัวเองว่า การลองอะไรใหม่ๆ นั้น คุ้มค่า ความสำเร็จเพียงครั้งเดียวอาจพลิกชีวิตให้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ความล้มเหลวก็ไม่ได้ทำให้เราแย่ลง ตราบใดที่เราไม่ปฏิเสธความจริงแล้วถลำลึก

            สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ ซื้อต่อได้นะคะ ในราคา 125 บาท ซึ่งเป็นราคาลด 50% แล้วค่ะ ติดต่อได้ที่ kasibanoy@gmail.com ค่ะ







     

Wednesday, December 5, 2012

ผู้หญิงร้าย ผู้ชายรัก 2 : Why men marry bitches


 
หนังสือชื่อ : ผู้หญิงร้าย ผู้ชายรัก
 
ผู้แต่ง : Sherry Argov
 
ผู้เรียบเรียง : กาละแมร์ -   พัชรศรี เบญจมาศ
 
สำนักพิมพ์ :  วีเลิร์น
 
 
ขายแล้วค่ะ !!!
 
 
 
    ต่อจากเล่มที่แล้วค่ะ "ผู้หญิงร้าย ผู้ชายรัก : Why men love bitches" คราวนี้มาในสถานการณ์ที่ว่า เมื่อไรเขาจะขอเราแต่งงานสักที หรือเห็นเราเป็นแค่คู่ควงเล่นไปวันๆ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เขารับรองว่า จะเป็นวิธีพลิกชีวิตสาวโสดขี้เหงาไปสู่เจ้าสาวในฝัน!!! 
 
    เหมาะสำหรับสาวเจ้าที่เริ่มสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อผู้ชายที่เธอคบมาก็ตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววเขาจะขอเธอแต่งงานสักที หรือเขาตีตัวออกห่างหลังจากมีอะไรกัน
 
     หนังสือเล่มนี้ จะทำให้เราเข้าใจกระจ่างขึ้นค่ะ ถึงความสัมพันธ์ของเรากับเขาคนนั้น เคล็ดลับมันอาจจะอยู่ที่ ถ้าเมื่อไรที่เราพูดทำว่า "แต่งงาน" น้อยลง การแต่งงานก็อาจจะมาเร็วขึ้นเท่านั้น หรือบางสถานการณ์ อาจทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง และยอมรับว่า ท่าทางความสัมพันธ์ของเรานั้น "จะเสียเวลาเปล่า"
 
     หนังสือเล่มนี้เหมาะกับสาวร้าย หัวเเข็งค่ะ เธอผู้รักในศักดิ์ศรี และเชื่อว่า "เธอมีดีพอ!!" ดังนั้นเมื่อเธอยอมรับว่า ดูท่าความสัมพันธ์ในครั้งนี้ จะไปไม่รอด...สวยเลือกได้อย่างเธอ จะไม่เคยแม้แต่จะคิดว่า "ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไมเขาไม่มาขอสักที" แต่เธอจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า "อีตานั่น คู่ควรกับฉันหรือเปล่า!!!???"
 
     สนใจซื้อต่อ ในราคาลด 50% แล้ว คือ 90 บาท บวกค่าจัดส่งอีก 50 บาท ก็ติดต่อมาได้ค่ะ ที่ kasibanoy@gmail.com
 

Tuesday, December 4, 2012

7 กลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งและความสุข


หนังสือ : 7 กลยุทธ์สุ่ความมั่งคั่งและความสุข
ผู้แต่ง : Jim Rohn
ผู้แปล : กำธร เก่งสกุล
สำนักพิมพ์ : ต้นไม้


 ขายแล้วค่ะ !!!
 

    ใครๆ ก็อยากรวย และมีความสุขกันทั้งนั้น หนังสือเล่มนี้ บอกว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถมีทั้งความร่ำรวย และความสุขไปพร้อมๆ กันได้ เป็นหนังสืออีกเล่มที่จะปลุกแรงบันดาลใจของคุณค่ะ
    ผู้เขียนได้นำเสนอ 7 กลยุทธ์เพื่อความมั่งคั่ง และความสุขในชีวิต อันประกอบไปด้วย
  1. ปลดปล่อยอำนาจของเป้าหมาย
  2. แสวงหาความรู้
  3. เรียนรู้วิธีเปลี่ยนแปลง
  4. ควบคุมการเงินของคุณ
  5. ควบคุมเวลา
  6. แวดล้อมตัวคุณด้วยผู้ชนะ
  7. เรียนรู้ศิลปะของการดำเนินชีวิตที่ดี
    รายละเอียดทั้งหมดมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้วค่ะ ลดราคา 50% เหลือ 110 บาท และค่าจัดส่งอีก 50 บาทค่ะ สนใจซื้อต่อได้ที่ kasibanoy@gmail.com