Monday, October 18, 2021

The Midnight Library


 
หนังสือชื่อ  :  The Midnight Library

ผู้แต่ง  :  Matt Haig

สำนักพิมพ์  :  Canongate Books


เป็นหนังสืออันโด่งดัง มีคนรีวิวว่าดีมากมายค่ะ ทั้งที่รีวิวภาษาไทย และภาษาอังกฤษ (ที่เห็น มีแปลเป็นภาษาไทย และภาษาดัตช์ด้วยค่ะ) พอดีให้แอป BorrowBox ของห้องสมุดมีเล่มนี้ให้ยืม เลยกดยืมมาอ่านอย่างไวเลยค่ะ

ถึงแม้ตอนนี้เพิ่งอ่านจบไป แต่ยังไม่อยากกดคืนหนังสือค่ะ ตั้งใจว่าจะเอามาอ่านอีกรอบ เพราะมันดีจริงๆ ค่ะ

หนังสือเล่มนี้เป็นนิยาย ทำให้เรื่องมันย่อยง่าย ไม่ใช่หนังสือปรัชญาเต็มไปด้วยคำกลวงๆ มากมายที่คนอ่านบางทีก็นึกภาพตามไม่ออก เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิตแบบในหนังสือมาก่อน ... แต่เรื่องนี้เป็นนิยาย นำเสนอผ่านประสบการณ์ชีวิตของตัวละครเอกคือ Nora Seed ค่ะ

Nora Seed มีชีวิตที่เธอคิดว่าเฮงซวยค่ะ เธอคิดว่าชีวิตที่ผ่านมาเธอตัดสินใจหลายๆ อย่างในชีวิตผิดพลาด ทำให้ผลกระทบคือชีวิตเธอซวยซ้ำซวยซ้อนเรื่อยๆ มา ไม่ว่าจะเป็น พ่อตาย เธอทนความกดดันของการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไม่ไหว เลยเลิกว่ายน้ำ ทั้งๆ ที่เป็นดาวรุ่งมุ่งโอลิมปิก ยกเลิกการเรียนต่อด้านจิตวิทยา หรือเธอยกเลิกการแต่งงานกับคู่หมั้นในนาทีสุดท้าย หรือเธอยกเลิกการร่วมวงดนตรีกับพี่ชาย ทำให้วงต้องยุบไป พี่ชายก็โกรธ เลิกคุยกับเธอไปเลยค่ะ และล่าสุดก็แมวตายค่ะ ... คือเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่อง เป็นน้องสาวที่แย่ คู่หมั้นที่ไม่ดี ลูกจ้างที่ไม่รับผิดชอบ แล้วล่าสุดยังเป็นทาสแมวที่ห่วยอีก 

เมื่อชีวิตมันเฮงซวยถึงขีดสุด ชีวิตเหมือนไม่เคยประสบความสำเร็จในอะไรเลย และเหมือนไม่มีใครต้องการเธอเลย เธอไม่จำเป็นสำหรับใครเลย Nora Seed จึงตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตายค่ะ ...​และระหว่างที่ชีวิตของเธออยู่ระหว่างความเป็นความตายนั้น จิตวิญญาณของเธอก็เข้าสู่สถานที่ที่เรียกว่า "ห้องสมุดเที่ยงคืน" โดยในห้องสมุดนั้นมีบรรณารักษ์ Mrs. Elm ดูแลอยู่ค่ะ

ทั้งหมดนี้คือชีวิตหลังความตายค่ะ Nora มีความเสียใจมากมายเหลือเกินเมื่อตอนเธอมีชีวิตอยู่ เสียใจที่ทำให้คนอื่นผิดหวัง เสียใจที่เลิกทำสิ่งที่หลายคนคิดว่าดี แล้วสิ่งที่เธอเลือกทำเอง เธอก็ทนความกดดันไม่ไหว และยกเลิก ฯลฯ ... และที่ห้องสมุดเที่ยงคืนนี้ Nora จะได้มีโอกาสกลับไป "ลอง" ใช้ชีวิตในแบบที่เธอไม่ได้เลือกในตอนแรกค่ะ 

ในแต่ละวันของคนเรา มีเรื่องมากมายที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น วันนี้จะใส่ชุดอะไร จะกินอะไร ฯลฯ และทุกครั้งของการตัดสินใจ ก็มีความเป็นไปได้เกิดขึ้น ความเป็นไปได้ว่า "ถ้าเราตัดสินใจอีกอย่างหนึ่ง ชีวิตจะเปลี่ยนไปเช่นไร?" เหมือน butterfly effect น่ะค่ะ 

ที่ห้องสมุดเที่ยงคืน Nora ได้มีโอกาสเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตในสิ่งที่เธอเคยไม่เลือกมาก่อน เช่น เลือกที่จะฝึกว่ายน้ำต่อจนได้เหรียญโอลิมปิก และประสบความสำเร็จในชีวิต หรือเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับเพื่อนรักที่ออสเตรเลีย หรือเลือกที่จะแต่งงานกับคู่หมั้นและเปิดผับด้วยกัน หรือเรื่องเล็กๆ เช่น เลือกไม่ปล่อยแมวออกจากบ้าน เพื่อที่ไม่ให้มันไปถูกรถชนตาย ฯลฯ 

และทุกๆ ทางเลือกชีวิตที่ Nora เลือก เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อเสียของมัน เธอไม่สามารถห้ามความตายไม่ให้เกิดขึ้นได้ ... แม้ในชีวิตที่เธอประสบความสำเร็จในชีวิต (ในสายตาคนอื่น) มันก็มีราคาของมัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกว่าเธอจะมาถึงจุดนั้น การประสบความสำเร็จในชีวิต (ในสายตาคนอื่น) ไม่เท่ากับการมีความสุขในชีวิตหรอกค่ะ ... เธอได้เรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้ว เธอยังอยากจะมีชีวิตอยู่ และยอมรับตัวเองในอย่างที่ตัวเองเป็น มีความสุขกับตัวเองโดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร 
..........
หนังสือดีมากเลยค่ะ พล็อตเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ดีคือเรื่องเล่าระหว่างทางต่างหาก การค่อยๆ ค้นพบความสุขภายในของ Nora ... การค่อยๆ เติบโตขึ้นทางความคิดของ Nora พร้อมๆ กับคนอ่านค่ะ 
.
มีประโยคเด็ดๆ กินใจมากมายจากหนังสือเล่มนี้ค่ะ จนต้องกลับมาอ่านซ้ำอีกรอบ เพื่อซึมซับเรื่องราวให้ดีขึ้น เช่น 
"The only way to learn is to live"
"It seems impossible to live without hurting people."
"You might need to stop worrying about other people's approval, Nora."
"Never underestimate the big importance of small things."
...
อ่านเล่มนี้ แล้วอยากหาหนังสือชื่อ Walden ของ Henry David Thoreau มาอ่านเลยค่ะ เพราะเขาเป็นนักปรัชญาคนโปรดของ Nora และหนังสือเล่มนี้ยกข้อเขียนของ Walden มาบ่อยมาก


Monday, September 27, 2021

Trust Me


 

หนังสือชื่อ :  Trust Me

ผู้แต่ง :  T.M. Logan

สำนักพิมพ์ :  Zaffre


เป็นการอ่านครั้งแรกของนักเขียนคนนี้ค่ะ ยืมหนังสือเล่มนี้เป็นอีบุ๊กมาจากแอป BorrowBox ของห้องสมุด

.

เป็นหนังสือแนวสืบสวนอย่างที่ชอบอ่าน เรื่องมันเริ่มจากตัวเอกของเรื่องคือ Ellen ขณะกำลังนั่งรถไฟเดินทางกลับลอนดอน มีแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งมาขอนั่งที่นั่งว่างข้างๆ ด้วย หลังจากการแนะนำตัวกันนิดหน่อย คุณแม่ยังสาว (อายุสักยี่สิบต้นๆ) บอกว่าเธอชื่อ Kathryn ส่วนเด็กน้อยอายุ 3 เดือนที่มากับเธอนั้นชื่อ Mia --- ระหว่างนั้นก็มีสายเข้าที่โทรศัพท์ของ Kathryn อย่างต่อเนื่องค่ะ จนเธอต้องขอให้ Ellen ช่วยดูแล Mia สักแป่บ เธอต้องขอตัวรับสายสำคัญนี้ ซึ่ง Ellen ก็ตกลงช่วย 

.... แต่ ...แต่ Kathryn ไม่กลับมา! เธอลงรถไฟในสถานีถัดไป แล้วก็หายไปเลย ... ทิ้งทารกน้อย Mia ไว้กับ Ellen พร้อมกระดาษโน๊ตแผ่นหนึ่ง (Ellen ค้นเจอ หลังจากแน่ใจแล้วว่า Kathryn ไม่กลับมาแน่) กระดาษแผ่นนั้นเขียนว่า "ช่วยปกป้อง Mia ด้วย อย่าไว้ใจใคร อย่าไว้ใจตำรวจ"

.

นั่นแหละค่ะ จุดเร่ิมต้นของเรื่องทั้งหมด ... ทั้งเรื่องไม่รู้จะไว้ใจใครได้เลย แล้วก็ไม่รู้อะไรเลย อ่านมาจนเกินครึ่งเล่ม ยังไม่รู้เลยค่ะ ว่าจะไว้ใจใครได้ รู้แค่ว่าเรื่องนี้มีแค่ Ellen กับ Mia เท่านั้นที่เป็นคนดี ... แต่ไม่รู้เลยว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของเด็กน้อย Mia (ตรงนี้เราเดาถูกว่า Kathryn ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของ Mia แต่อาจจะเป็นญาติหรืออะไร เพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าเธอหวังดีกับ Mia ด้วยใจจริง) แล้วก็ไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไร ทำไมมีผู้ชายอย่างน้อย 2 คน จึงต้องตามหวังจะเอาชีวิตกับเด็กอายุสามเดือน

.

คนเขียนเขียนเก่งมากค่ะ ในการทำให้เรื่องมันดูมีเหตุผล ผูกปมต่างๆ เข้ากันด้วยดี เพราะเราคนอ่านตอนแรกก็ไม่อยากจะเชื่อว่าทำไม Ellen จึงต้องยอมเสี่ยงชีวิตปกป้อง Mia ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกันเลย ถึงแม้จะมีคำอธิบายในตอนต้นเรื่องว่า Ellen อยากมีลูก และพยายามจะตั้งครรภ์ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์หลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งชีวิตสมรสพัง ผัวขอหย่า หย่าเสร็จผัวแต่งงานใหม่ และเมียใหม่ก็ท้องเลย ... แต่เหตุผลเพียงแค่รักเด็ก อยากมีลูก ไม่เพียงพอถึงขนาดเสี่ยงชีวิตขนาดนี้ไงค่ะ ... จนกระทั่งใกล้จบ ก็เฉลยถึงปมในใจของ Ellen ในเหตุการณ์สมัยทำงานที่ลิเบีย ... เราถึงเข้าใจว่า อืม...สมเหตุสมผล

.

ส่วนผู้ชาย ที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้าย 2 คน คือ Dominic กับ Leo ทั้งคู่เหมือนจะไม่รู้จักกัน แต่กลับตาม Mia และ Ellen โดยอ่านไปก็ไม่เข้าใจว่าแรงจูงใจคืออะไร จะว่าเป็นพ่อของ Mia ก็ไม่น่าจะใช่ อ่านแล้วไม่รู้สึกถึงความผูกพันขนาดนั้น และไม่รู้สึกด้วยว่าหวังร้ายอยากฆ่า Mia ให้ตาย แต่ที่ตามเด็กน้อย เหมือนพวกเขาต้องการอะไรสักอย่างมากกว่า ... มันทำให้ต้องอ่านต่อไปเรื่อยๆ จนใกล้จบจึงเฉลยน่ะค่ะ 

.

เนี่ยแหละค่ะ ... ความรู้สึกของการอ่านหนังสือเล่มนี้ เต็มไปด้วยความสงสัย ทำไม ทำไม และก็ไม่สามารถไว้ใจตัวละครคนไหนได้เลยค่ะ สมชื่อเรื่องจริงๆ ... จนมาเฉลยในตอนสุดท้าย

หนังสืออ่านสนุกค่ะ เรื่องดำเนินรวดเร็ว คือถึงแม้ผู้เขียนจะกั๊กไม่ยอมบอกปริศนาต่างๆ แต่เนื่องจากเรื่องดำเนินไปภายในเวลา 4-5 วัน เลยทำให้ไม่รู้สึกว่าช้า 

---------

.

[สปอยด์]

.

ก่อนหน้านั้น มีฆาตกรรมต่อเนื่อง 3 รายเกิดขึ้น เหยื่อ 2 คนแรกเป็นโสเภณี และถูกสังหารเสียชีวิต ในขณะที่เหยื่อรายที่สาม ชื่อ Zoe ไม่เสียชีวิต แต่สมองตาย Zoe ไม่ใช่โสเภณีแต่เธอทำงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือหญิงค้ากามให้สามารถเลิกทำงานแบบนี้ และกลับมามีชีวิตปกติ ... ตำรวจสัญนิษฐานว่า เหยื่อทั้งสามรายถูกกระทำโดยฆาตกรคนเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถตามจับคนร้ายได้ เพราะคนร้ายไม่ได้ทิ้งหลักฐานใดๆ ทางนิติเวชให้สืบต่อได้เลย จนสื่อมวลชนตั้งฉายาฆาตกรต่อเนื่องรายนี้ว่า "The Ghost" 

.

Zoe บ้านรวย พอเธอสมองตาย แต่ตัวไม่ตาย ดังนั้นพ่อแม่เลยย้ายเธอมารักษาตัวที่บ้าน และต่อมาก็ค้นพบว่าเธอตั้งครรภ์ ... ซึ่งเด็กน้อยก็คือ Mia นั้นเอง ไม่มีใครรู้ว่า พ่อของเด็กคือใคร (Dominic คือสามีเก่าของ Zoe แต่เลิกกันแล้ว Mia ไม่ใช่ลูกของ Dominic แน่ๆ) ... มีความเป็นไปได้ว่า Mia คือลูกของ Zoe กับ The Ghost ... ดังนั้น ตำรวจจึงอยากได้ดีเอ็นเอของ Mia เพื่อสืบกลับไปว่า The Ghost คือใครกันแน่ 

.

นั่นแหละคือที่มาของเรื่องทั้งหมด เพราะ The Ghost ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้ เลยต้องหาทางกำจัด Mia ให้ได้



Friday, March 12, 2021

THE GIRL ON THE TRAIN

 


หนังสือชื่อ  :  The Girl on the Train

ผู้แต่ง  :  Paula Hawkins

สำนักพิมพ์  :  Transworld Publishers


// หลังจากที่ได้แว่นตาใหม่ ปัญหาเรื่องอ่านหนังสือตัวเล็กไม่ได้ก็หมดไป คราวนี้เลยอ่านใหญ่เลยค่ะ กลับมามีความสุขกับการอ่านเหมือนเดิม :)

หนังสือเล่มนี้สนุกนะคะ หนังสือมีตัวเอกเป็นผู้หญิง 3 คน คือ ราเชล (Rachel) แอนนา (Anna) และเมแกน (Megan) ในหนังสือจะแบ่งเป็นบทๆ ตามชื่อตัวเอก แต่ละบทบอกเล่าความคิดของตัวเองคนนั้นๆ ในฐานะคนอ่าน ซึ่งเหมือนคนมองภาพรวมทั้งหมด ทำให้เราเร่ิมปะติดปะต่อภาพเหตุการณ์ต่างๆ อย่างช้าๆ ...และเริ่มเดาได้ว่าใครคือฆาตกร แต่ความสนุกของหนังสืออยู่ที่ ตัวเอกจะตัวจะรู้ตัวเมื่อไรว่าคนใกล้ตัวพวกเธอนั่นแหละที่อันตรายที่สุด

การดำเนินเรื่องคล้ายไดอารี่ของตัวละครแต่ละคนค่ะ เรื่องมันเริ่มจากราเชล เธอเป็นหญิงมีปัญหาชีวิต สามีขอหย่า ตัวเธอเองก็ติดเหล้า ติดเหล้าจนสามีมีชู้ ชู้ตั้งครรภ์ สามีขอหย่า และที่เจ็บคือให้เธอออกจากบ้านที่เคยซื้อร่วมกัน แล้วก็เอาเมียใหม่เข้าบ้านมาอยู่แทนที่เธอ ... ชู้ของสามีราเชล ก็ไม่ใช่ใครค่ะ นังแอนนานั่นเอง 

ส่วนเมแกนอยู่บ้านใกล้ๆ กันกับบ้านของแอนนา และราเชลค่ะ เธอแต่งงานแล้วอยู่กับสามี 

ราเชลหลังจากหย่ากับสามีก็ยังคงต้องนั่งรถไฟไปทำงานที่ลอนดอนทุกวัน โดยรถไฟจะผ่านบ้านเดิมที่เธอเคยอยู่อย่างมีความสุขกับอดีตสามีค่ะ ... เนื่องจากยังเจ็บอยู่ ยังทำใจรับไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงพยายามไม่มองบ้านเก่าของเธอ แต่ดึงความสนใจไปมองบ้านของเมแกนแทนค่ะ ดังนั้นทุกวันเช้า-เย็น เธอจึงเห็นความเป็นไปในบ้านเมแกน แต่แบบผ่านๆ นะคะ ราเชลไม่รู้จักเมแกนและสามีมาก่อน ราเชลเลยจินตนาการเอาตามสิ่งที่เธอเห็น ตั้งชื่อเมแกนกับสามีขึ้นมา จินตนาการว่าทั้งคู่เป็นครอบครัวที่มีความสุข รักกันมาก

.

อยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างนั่งรถไฟผ่านบ้านของเมแกน ราเชลเห็นว่า เมแกนกำลังจูบอย่างลึกซึ้งกับผู้ชายคนหนึ่ง ...ซึ่งไม่ใช่สามีของเมแกน! นั่นทำให้ราเชลช็อกและรู้สึกเหมือนเมแกนทรยศเธอ คือแบบอารมณ์เธอสร้างจินตนาการครอบครัวอบอุ่น รักกันที่เธอฝัน แล้วกลับพบว่าความจริงคู่รักที่เธอคิดว่ารักกันนั้น ไม่ใช่เลย

.

และราเชลก็ยิ่งช็อกต่อมา เมื่อพบว่า เมแกนหายไป! และผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือ สามีของเมแกนค่ะ ... ด้วยที่ว่าราเชลแอบดูครอบครัวนี้มานาน จนเธอเกิดความผูกพัน เธอจึงอยากช่วยสก็อต (Scott) สามีของเมแกนค่ะ เรื่องมันพันพัวยุ่งเหยิงเนื่องจากวันที่เมแกนหายไปนั้น ราเชลผู้ซึ่งยังทำใจเลิกกับสามีไม่ได้ ตามมาตอแยครอบครัวของอดีตสามี แอนนาสติแตก กลัวราเชลจะทำร้ายลูกน้อย ... จึงรีบโทรบอกทอม (Tom) สามีแอนนา และอดีตสามีราเชล แล้วยังไงก็ไม่ทราบ ราเชลพบว่า ตัวเองมีแผลเหมือนถูกตีด้วยของมีคมที่หัว ราเชลจำอะไรในช่วงนั้นไม่ได้เลยค่ะ เพราะเมา แล้วคืนนั้นก็เป็นคืนที่มีคนพบเห็นเมแกนเป็นครั้งสุดท้ายด้วย ... เลยกลายเป็นว่า ราเชลก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยด้วยค่ะ

เรื่องมันก็เลยวนๆ อยู่กับสามสาว ในบทของเมแกนนั้น จะเล่าย้อนหลังกว่าอีกสองคนค่ะ เมแกนนี่เริ่มต้นรู้สึกว่า เธอนี่เพศยา มั่วไปหมด แต่พอเรื่องดำเนินไปสักพัก เราจะเข้าใจว่า เธอมีบาดแผลในชีวิตที่ทำให้เธอรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต 

ส่วนแอนนาเนี่ย อีนังเมียน้อยค่ะ อ่านเล่มนี้แล้วเลยเข้าใจว่า มันมีจริงๆ นะ ผู้หญิงที่มีความสุขกับการเป็นเมียน้อย เพราะตอนเป็นเมียน้อยจะได้รับความสนใจจากผู้ชาย ชู้จะมองเธอเหมือนเป็นของสูงที่คว้ามาเป็นเจ้าของไม่ได้ ได้แต่ชื่นชมอย่างลับๆ การได้รับความเอาอกเอาใจ ความรู้สึกว่าตนเองสำคัญ มีเสน่ห์ ...แอนนาเลยชอบตอนแอบเป็นเมียน้อย เป็นชู้กับสามีของราเชลค่ะ และไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่แย่งทอมมาจากราเชลได้ 

ส่วนราเชล เธอเหมือนหมาที่จงรักภักดีต่อทอมน่ะค่ะ คือไม่ว่าทอมจะตำหนิเธออย่างไร ทำเลวกับเธอแค่ไหน เธอก็ยังรัก ยังตัดใจไม่ได้ คอยตาม คอยคร่ำครวญ ขอโทษทั้งๆ ที่ไม่ผิด ความเคารพในตัวเองต่ำค่ะ

ตัวละครทุกคนในเรื่อง ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลวสุดๆ ค่ะ เทาๆ เหมือนชีวิตคนเราทั่วไปแหละค่ะ ส่วนเราคนอ่านก็เหมือนพระเจ้า คือนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น 

-----

ถือเป็นนิยายที่สนุกค่ะ ความสนุกไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าใครคือฆาตกร (เพราะคนอ่านพอจะเดาออกได้เมื่อผ่านถึงเกือบท้ายๆ เล่ม) แต่ความลุ้นคือ เรื่องดำเนินไปอย่างช้าๆ ผ่านความคิดของผู้หญิงสามคน และเราก็ลุ้นว่า ทั้งคู่ที่ยังมีชีวิตอยู่ (ราเชล กับแอนนา) จะปะติดปะต่อข้อมูลของตัวเองได้เมื่อไร และรู้ตัวเมื่อไรว่าฆาตกรที่ฆ่าเมแกนนั้น อยู่ไม่ไกลจากพวกเธอเลย

Wednesday, March 3, 2021

Cold Case

 


หนังสือชื่อ :  Cold Case

ผู้แต่ง :  Faye Kellerman

สำนักพิมพ์ :  HarperCollinsPublisher


เป็นครั้งแรกที่อ่านผลงานของนักเขียนคนนี้ค่ะ หยิบมาอ่านเพราะเห็นว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจดี ... ก่อนหน้านี้ห่างหายจากการอ่านนิยายไปนานหลายเดือนเลยค่ะ เนื่องจากประสบปัญหาว่าอ่านหนังสือไม่ทน อ่านแล้วปวดหัว พาลให้ไม่อยากอ่าน เพิ่งมาทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะสายตายาวค่ะ ...พอได้ใส่แว่น ปัญหาก็หายไป หยิบหนังสือมาอ่านได้อย่างสบายใจ :)

หนังสือเล่มนี้เก่าแล้วนะคะ พิมพ์ออกมาในปี 2009 ดังนั้นเทคนิคต่างๆ ในการสืบสวนเลยดูจะล้าสมัยไปถ้าเทียบกับปัจจุบันค่ะ 

เรื่องเริ่มมาจาก เจ้าของบริษัทไอทีที่ร่ำรวยคนหนึ่งชื่อ Genoa Greeves เมื่อ 25 ปีก่อน สมัยที่เธอยังเรียนหนังสือ ด้วยนิสัยช่างเก็บตัว ไม่เข้าสังคม เชยๆ ทำให้เธอเข้ากับคนยาก ใครๆ ก็มองว่าเธอเป็นผู้หญิงแปลกและไม่มีใครอยากคบค่ะ นิสัยที่สมัยนี้เรียกว่า "เนิร์ด" แต่ตอนนั้นพฤติกรรมแบบนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไงคะ ทำให้เธอประสบปัญหา และทำให้เธอขาดความมั่นใจในตัวเอง ... แต่นอกจากพ่อแม่แล้ว มีคุณครูคนหนึ่งที่เข้าใจ และเอ่ยชมความเก่งของเธอค่ะ ครูคนนั้นคือ ด็อกเตอร์ Ben Little ค่ะ ซึ่งคำชมของครูในวันนั้นได้เพิ่มความมั่นใจในตัวเองของเธอ และเป็นแรงผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จกลายเป็นเจ้าของบริษัทไอทีที่ร่ำรวยคนหนึ่ง 

แต่เป็นที่น่าเศร้าว่า Dr. Ben เสียชีวิตจากการโดนฆาตกรรมไปแล้วเมื่อ 15 ปีก่อนค่ะ และเป็นการเสียชีวิตที่หาตัวคนร้ายไม่ได้ด้วย .... 15 ปีต่อมา มีคดีฆาตกรรมที่มีรูปแบบคล้ายกับคดีที่เกิดขึ้นกับ Dr. Ben ค่ะ ผู้เสียชีวิตคือ Primo Ekerling ถูกคนร้ายยิง แล้วเอาศพยัดไว้ที่ท้ายรถของ Primo เอง แล้วคนร้ายก็ขับรถไปจอดทิ้งไว้ จนมีผู้มาพบศพค่ะ

คดีของ Primo จับผู้ต้องสงสัยได้ เป็นเด็กวัยรุ่นสองคนค่ะ แต่ทั้งสองให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ก่อเหตุฆาตกรรม เพียงแต่เห็นรถจอดทิ้งไว้ โดยมีพวงกุญแจคาอยู่ ก็เลยขโมยรถขับเล่นค่ะ โดยไม่รู้ว่าท้ายรถนั้นมีศพนอนอยู่

Primo Ekerling กับ Ben Little นอกจากเหตุที่ว่าทั้งคู่ตายในรูปแบบเดียวกันแล้ว นอกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยค่ะ Primo ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์เพลง ส่วน Ben เป็นครู และคดีทั้งสองก็เกิดห่างกัน 15 ปีด้วย ... แต่ Genoa รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกันของการถูกฆาตกรรม และเนื่องจากตอนนี้เธอรวยมากๆ แล้ว เธอก็เลยไปเจรจาขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรื้อคดีของ Ben มาทำใหม่ค่ะ คือถ้าสืบคดีสำเร็จ ตำรวจก็จะได้งบประมาณก้อนโตจากเธอไปฟรีๆ 

งานนี้เลยกลายเป็นความรับผิดชอบของตำรวจ Peter Decker กับเพื่อนร่วมทีม ให้สืบคดีนี้ค่ะ ... คดีนี้นอกจากจะยากที่เกิดเหตุเมื่อนาน 15 ปีมาแล้ว คดียังเพิ่มความซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อ หนึ่งในตำรวจที่เคยทำคดีของ Dr. Ben เมื่อ 15 ปีก่อน ดันมาฆ่าตัวตายก่อนที่ Decker จะเข้าพบเพื่อสอบถาม (Decker เป็นคนพบศพ เพราะนัดกับตำรวจผู้ตายว่าจะมาคุยกันเรื่องคดี) เหมือนฆ่าตัวตายหนีผิดยังไงยังงั้นเลยค่ะ

ข้อได้เปรียบของคดีฆาตกรรมที่เป็น cold case ก็คือ บางกรณีความผิด พฤติกรรม หรือสิ่งที่เคยปกปิดไว้หลังการฆาตกรรม พอเวลาผ่านไปก็ปิดไว้ไม่ได้อีกต่อไปค่ะ ... อย่างเช่น ภรรยาที่แสนดีของ Dr. Ben ก็มารู้ในภายหลัง ตอนรื้อคดีว่า จริงๆ แล้วเธอติดการพนันอย่างหนัก และมีชู้ด้วย

สืบไปสืบมา จนเกินครึ่งเล่มไปแล้ว ยังเดาไม่ได้เลยค่ะว่าใครเป็นคนฆาตกรรม Dr. Ben แต่พอเดาได้ลางๆ ว่าใครฆาตกรรม Primo ... แต่จู่ๆ ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญก็หายตัวไปซะงั้น!

----

พล็อตเรื่องสนุกค่ะ สำนวนของผู้แต่งก็ดี เริ่มต้นก็สนุก แต่จบแบบรวบรัดเกินไป บางอย่างก็ยังหาคำตอบไม่ได้ และผู้เขียนก็ไม่ได้เฉลยไว้ เช่น รอยเลือดของผู้หญิงที่เจอให้อพาร์ตเม้นท์ของผู้ต้องสงสัยคือเลือดของใคร? ส่วนตัวผิดหวังนิดหน่อยที่ Genoa Greeves ผู้ให้ทุน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรก็คดีนี้เลย ตำรวจไม่แม้แต่จะถามว่าเธอรู้จักกับผู้ต้องสงสัยหรือไม่? ... คือมันจบแบบไม่เคลียร์ รวบรัด เหมือนคนแต่งเขียนตอนต้นดี แล้วเว้นไว้ แล้วกลับมาเขียนต่อตอนจบน่ะค่ะ ทั้งเล่มมันเลยไม่ไปในโทนเดียวกัน 

Friday, September 4, 2020

Knife

 

หนังสือชื่อ   :  Knife

ผู้แต่ง  :  Jo Nesbo

ผู้แปล  :  Neil Smith

สำนักพิมพ์  :  Harvill Secker


หนังสือนี้เป็นเล่มล่าสุดของซีรีย์ Harry Hole ค่ะ เป็นเล่มต่อจากเรื่อง The Thirst -- ในเล่มนี้ นักสืบ Harry Hole ของเรา กลับมามีชะตาชีวิตตกอับอีกครั้ง น่าสงสาร ชีวิตเพิ่งดี เพิ่งตั้งตัวได้ ดูเหมือนมีความสุขกับคนที่รัก ในเล่ม The Thirst  ที่ผ่านมา มาเล่มนี้ ทุกอย่างตาลปัตรไปหมดเลยค่ะ


เล่มนี้สนุกค่ะ ปมต่างๆ ผูกไว้อย่างดี ถึงแม้อ่านแล้วจะเดาได้ตั้งแต่เกือบปลายเรื่องว่าใครคือฆาตกร แต่ก็ยังคาใจกับปมอื่นที่หนังสือผูกไว้ จนต้องอ่านจนจบ -- แต่ก็ยังยืนยันจากการอ่านซีรีย์ Harry Hole มาจนจะครบทุกเล่มแล้วว่า ผู้หญิงของ Hole เนี่ย ไม่ได้เรื่องสักคนค่ะ คิดถึงแต่ตัวเอง ทำอะไรตามใจตัวเองเป็นใหญ่ ถึงแม้สิ่งนั้นจะผิดศีลธรรม โกหก หักหลังคนที่รักเรา ก็หาได้แคร์ไม่


เรื่องมันเริ่มจาก Harry Hole ถูกภรรยา Rakel ที่โฮลรักมากๆ บอกเลิกค่ะ ถูกทิ้งว่างั้น โฮลกลับมาขี้เหล้าตามเดิม สูญเสียงานอาจารย์วิทยาลัยตำรวจ กลับมาเป็นตำรวจก๊อกๆ ..ที่ยังเป็นตำรวจอยู่ และไม่โดนไล่ออกก็เพราะ Katrine Bratt เพื่อนและอดีตลูกน้องของโฮล ซึ่งตอนนี้เธอกลายมาเป็นหัวหน้าตำรวจแล้ว ยังเก็บโฮลไว้ค่ะ

 Rakel บอกเลิกโฮลเพราะเรื่องนอกใจค่ะ คือทารกอายุแปดเดือนที่เป็นลูกของ Katrine Bratt กับเพื่อนของโฮลที่เป็นนักนิติเวชนั้น ดันออกมาหน้าตาเหมือนโฮลค่ะ ส่วนโฮลก็จำไม่ได้ว่าคืนนั้น (ที่เมามากๆ) ได้ร่วมหลับนอนกับ Katrine Bratt หรือเปล่า 

(อีตอนนี้แหละที่น่าหงุดหงิดในฐานะคนอ่านที่เป็นผู้หญิงแต่งงานแล้ว -- คือมันควรจะคุยกันป่ะ ไม่ใช่เอาแต่อารมณ์แล้วไล่ผู้ชายออกจากบ้าน มันควรจะไปถามผู้หญิง Katrine Bratt ในแน่ก่อน แล้วค่อยคุยกันดีๆ นี่ไล่เขาออกจากบ้าน ให้เขากลับไปจมชีวิตอยู่กับขวดเหล้าอีก ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเป็นคนติดเหล้ามาก่อนและเพิ่งเลิกได้ คือคู่ชีวิตมันควรจะร่วมทุกข์ร่วมสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นทีมเดียวกันป่ะ ไม่ใช่ไม่พอใจก็ทิ้งผัวเป็นเศษผ้าเก่าๆ ซะงั้น)


หนังสือเล่มนี้อ่านแยกได้นะคะ แต่ถ้าได้อ่านเล่ม The Thirst จะช่วยให้เข้าใจอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น และ "อิน" กับเหตุการณ์มากขึ้นค่ะ -- คือในเล่ม The Thirst นั้น โฮลได้สังหารฆาตกรข่มขืนรายหนึ่งค่ะ ซึ่งฆาตกรคนนี้เป็นลูกของนักข่มขืน Svein Finne เป็นผลผลิตของการข่มขืนว่างั้น นักข่มขืนผู้เป็นพ่อ เพิ่งพ้นโทษออกจากคุกค่ะ และกลับมาข่มขืนหญิงคนหนึ่งที่สุสานในระหว่างที่เธอไปเยี่ยมหลุมศพของแม่ 

ส่วน Rakel พอเลิกกะโฮลไม่นาน ก็โดนฆาตกรรมค่ะ ถูกแทงด้วยมีด -- เลยเป็นที่มาของชื่อเรื่อง -- ผู้ต้องสงสัยสำหรับตำรวจก็หนีไม่พ้น สามีเก่า ซึ่งก็คือโฮล -- แต่โชคดีที่โฮลมีพยานว่า ช่วงเวลาที่ Rakel ถูกฆ่าตายนั้น โฮลเมาไม่รู้เรื่อง จนเพื่อนต้องพาส่งกลับแฟลตอยู่ค่ะ

 สำหรับโฮลแล้ว เขาสงสัยว่า  Svein Finne คือฆาตกรฆ่า Rakel ค่ะ เพื่อแก้แค้นที่โฮลฆ่าลูกชายของเขานั่นเอง 

ในเรื่องก็เลยเป็นการสืบหาว่า ใครกันแน่ที่ฆ่า Rakel -- จะเป็น Svein Finne อย่างที่โฮลสงสัย หรือคนอื่น???  นอกจากนั้นคนอ่านก็ลุ้นด้วยว่า นักข่มขืนที่น่ารังเกียจอย่าง Svein Finne จะได้รับผลกรรมของการกระทำหรือไม่

(Svein Finne นี่น่ารังเกียจจริงๆเลยค่ะ ขยะมาก คือเขาข่มขืนผู้หญิงเพราะต้องการแพร่พันธุ์ค่ะ จะข่มขืนผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อยู่ในช่วงตกไข่ แล้วคอยเฝ้าดูเธอ ข่มขู่บังคับไม่ให้เธอทำแท้ง หรือแจ้งความ ให้เธอท้องและคลอดลูกของเขาค่ะ และเชื่อว่ามันเป็นความต้องการของพระเจ้าที่ให้เขาแพร่พันธุ์ ขยะแขยงสุดๆ)

สปอยด์... เรื่องนี้ สงสารฆาตกรค่ะ เป็นคนดีที่โดนรังแก คือเป็นคนดีท่ามกลางพวกเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเอง โกหก โดนหักหลัง จนในที่สุดเลยจุดที่ทนไหว จึงวางแผนเหล่านี้ขึ้นเพื่อแก้แค้น... ขนาดตอนจบ คนที่เป็นตัวปัญหาก็ยังไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปในอดีตเลยแม้แต่น้อย หงุดหงิดง่า









Monday, July 20, 2020

The Thirst





หนังสือชื่อ   :  The Thirst

ผู้แต่ง  :  Jo Nesbo

ผู้แปล  :  Neil Smith

สำนักพิมพ์  :   Harvill Secker


เรื่องนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ย์สอบสวนของสารวัตร Harry Hole ค่ะ ต่อจากเรื่อง Police (ซึ่งยังไม่ได้อ่าน เนื่องจากเข้าใจผิด คิดว่าเรื่องนี้ต่อจากเรื่อง Phantom ตอนรู้ตัวว่าอ่านผิดลำดับ กำลังนั่งรถไฟไปต่างจังหวัด ก็เลยเลยตามเลยค่ะ เดี๋ยวค่อยกลับมาอ่าน Police ทีหลังล่ะกัน)

เล่มนี้สนุกค่ะ ดำเนินเรื่องรวดเร็ว ทำให้วางไม่ลง เพราะต้องลุ้นตลอดเรื่อง

ในตอนนี้ สารวัตร Hole ของเรามีชีวิตที่สงบสุขแล้วค่ะ (ในตอนเริ่มต้นเรื่อง) แต่งงานอยู่กินกับ Rakel รักแรกรักเดียวของเขา และได้งานทำเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนตำรวจ -- ชีวิตเรียบๆ ที่ดูจะเรียบง่ายเกินไป 

เรื่องยุ่งๆ เริ่มขึ้นเมื่อมีฆาตกรฆ่าหญิงสาวด้วยการกัดที่คอ และดื่มเลือด เหมือนแวมไพร์เลยค่ะ จากการสืบสวน ดูเหมือนฆาตกรน่าจะเป็นหนึ่งในคู่เดตของเหยื่อที่รู้จักกันทางแอพพลิเคชั่นทินเดอร์ (Tinders) แถมเหยื่อคนแรกเป็นทนายหญิงที่รับว่าความคดีข่มขืนด้วยค่ะ -- ทำให้การฆาตกรรมของเธอกลายเป็นข่าวดังไปทั่วนอร์เวย์

และต่อจากนั้น ก็มีเหยื่อเพิ่มขึ้นมาอีก ดูเหมือนตำรวจต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อจับคนร้ายมาลงโทษให้ได้ค่ะ -- และด้วยแรงกดดันของประชาชน (ซึ่งจะมีผลต่อตำแหน่งทางการเมืองของหัวหน้าตำรวจ) ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นคู่ปรับของ Harry Hole (ทั้งคู่ไม่เชิงเป็นศัตรูกันค่ะ แต่จะเรียกว่าเพื่อนกันก็ไม่ได้ เอาเป็นแบบไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ก็แล้วกันค่ะ) ต้องขอ และกดดันให้ Harry Hole กลับมารับหน้าที่สืบสวนในคดีนี้ เนื่องจากเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฆาตกรรมต่อเนื่อง

Harry Hole กลับมาทำคดีสืบสวนอีกครั้ง แต่ชีวิตส่วนตัวก็เริ่มดิ่งเหวอีกครั้งเช่นกันค่ะ เนื่องจากสุดที่รัก Rakel ป่วยด้วยโรคปริศนา นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ในโรงพยาบาล!

เรื่องนี้สนุก เพราะตอนแรกเหมือนคนร้ายเป็นหน้าใหม่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะปกติอาชญากรคดีใหญ่ๆ มักเริ่มจากมีประวัติทำผิดคดีเล็กๆ มาก่อนทั้งนั้น -- ทำไปทำมา สืบพบว่า คนร้ายก็คือ คนร้ายที่ Harry Hole ตามจับเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้นั่นเอง แต่ปัญหาคือ คนร้ายทำศัลยกรรมใบหน้า และไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาปัจจุบันของคนร้ายเลย -- อ่านแล้วสนุกตรงลุ้นว่า จะจับคนร้ายได้ไหม

สนุกต่อมาคือ ถึงแม้จะรู้ตัวว่าใครเป็นฆาตกรแล้ว และน่าจะปิดคดีได้ แต่กลายเป็นว่ายังไม่จบ (หนังสือยังไม่หมดเล่มเลย) ดูเหมือนฆาตกรจะมีมันสมองคอยช่วยวางแผน ทำให้สามารถหลบเลี่ยงการจับกุมของตำรวจ และก่อคดีฆ่าคนตายได้หลายครั้ง -- แล้วใครคือคนบงการ? มีความสัมพันธ์ใดกับฆาตกร? คนบงการต้องการสิ่งใด? และบอกตรงๆ หมอที่รักษา Rakel ก็ดูไม่น่าไว้ใจ มีลับลมคมในแปลกๆ

หนังสือชื่อว่า The Thirst ซึ่งแปลว่า "ความกระหาย" มันไม่เชิงแค่ฆาตกรกระหายเลือด (เพราะฆ่าเหยื่อแล้วดื่มเลือดเหยื่อ) แต่อย่างเดียว แต่ยังหมายถึงความกระหายในอำนาจ กระหายในชื่อเสียง การได้รับการยอมรับด้วยค่ะ




Sunday, July 5, 2020

Phantom





หนังสือชื่อ  :  Phantom

ผู้แต่ง  :  Jo Nesbo

ผู้แปล  :   Don Bartlett

สำนักพิมพ์  :  Harvill Secker


เป็นหนังสือซีรีย์สอบสวนของสารวัตร Harry Hole ต่อจากเรื่อง The Leopard ค่ะ -- ในเล่มนี้ สารวัตรแฮรี่ของเราลาออกจากราชการตำรวจของนอร์เวย์ และย้ายไปอยู่ฮ่องกงแล้วค่ะ ไปเป็นเจ้าหน้าที่ทวงหนี้อยู่ที่ฮ่องกง ซึ่งเหมือนชีวิตจะดำเนินไปด้วยดีค่ะ 

เรื่องมันเริ่มมาจาก มีคดีเด็กวัยรุ่นติดยาถูกยิงตาย และตำรวจก็จับคนยิงได้แล้ว ปิดคดี คนยิงก็เป็นวัยรุ่นด้วยกัน คงมีปัญหากันเรื่องยา -- แต่มันจะไม่ใช่ปัญหาให้ Harry Hole ต้องกลับมานอร์เวย์เลย ถ้าคนร้ายที่ถูกจับในคดีนี้ ไม่ใช่ Oleg 

ถ้าเป็นแฟนหนังสือของ Harry Hole คงจำได้ว่า สารวัตรคนเก่งของเราเคยมีคนรัก (รักแท้ รักจริง แต่ไม่สมหวัง) คือ Rakel ซึ่ง Oleg ก็คือลูกติดของ Rakel ค่ะ และ Harry Hole มีความผูกพันกับสองแม่ลูกคู่นี้มาก Oleg เองก็ผูกพันและรัก Hole เหมือนพ่อแท้ๆ -- แต่ด้วยการตัดสินใจของแม่ Rakel ทำให้ความสัมพันธ์ต้องยุติลง และขาดการติดต่อกันตั้งแต่ในหนังสือเรื่อง The Snowman (ถึงตอนนี้ ถ้ายังไม่ได้อ่านเรื่อง The Snowman มาก่อน ก็สามารถอ่านเรื่องนี้ได้ ไม่มีปัญหาค่ะ อ่านเรื่องนี้เข้าใจ เพียงแต่จะได้อรรถรสมากขึ้น ถ้าได้อ่าน The Snowman มาก่อน)

Harry Hole กลับมานอร์เวย์เพื่อช่วยสืบสวน หาว่า Oleg คือฆาตกรฆ่า Gusto เพื่อนของเขาเองหรือไม่ -- ตอนนี้ Oleg เป็นวัยรุ่นแล้ว ไม่ใช่เด็กน่ารักเหมือนเมื่อก่อน ติดยา ค้ายา เข้าใจยากด้วย ขนาด Rakel แม่ของเขาเองยังเข้าไม่ถึงเลยค่ะ 

คดีนี้พัวพันไปถึงการค้ายาเสพติดตัวใหม่ ที่เรียกว่า violin ซึ่งสืบไปสืบมา พบว่ายาเสพติดตัวนี้มีโรงงานผลิตที่นอร์เวย์เอง! แตกต่างจากยาเสพติดตัวอื่นที่มักนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน -- เรื่องนี้พัวพันไปถึงการคอรัปชั่นในกรมตำรวจ ตำรวจคู่ปรับเก่าที่ตอนนี้ได้ดิบได้ดีในวงราชการ และพ่อค้ายาดูไบลึกลับที่ไม่เคยไม่ใครเห็นหน้าหรือรู้จัก 

กลายเป็นว่า จากคดีฆาตกรรมเด็กวัยรุ่นขี้ยาปลายแถว อย่าง Gusto โดยมีผู้ต้องสงสัยคนสำคัญคือ Oleg ภายใต้การเจาะสืบสวนของ Harry Hole นำไปสู่การถอนรากถอนโคนวงการค้ายาเสพติดตัวใหม่!

เรื่องนี้สนุกมากค่ะ สนุกกว่าเรื่องก่อนหน้านี้ The Leopard -- มีทั้งการสืบสวนที่ชวนให้ลุ้นกว่าใครคือฆาตกรตัวจริง และดราม่า 
ในเล่มนี้ เห็นพัฒนาการของสารวัตร Harry Hole คือเขาไม่ใช้ไอ้ขี้แพ้แล้ว เขาดูโตขึ้น เหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านชีวิตมามากขึ้น ไม่เป็นไอ้ขี้เหล้าแล้ว แต่ผู้หญิงของ Harry Hole ก็ยังห่วยแตกค่ะ (ทุกเล่มของซีรีย์ ผู้หญิงของ Hole ไม่ได้เรื่องสักคน!) -- Rakel ยังโหยหาอดีต แต่ตัวเองเป็นคนตัดสินใจทิ้งแฮรี่เองนะ 

ตอนจบของเรื่องให้สัจธรรมค่ะ ว่าชีวิตก็เหมือนสายน้ำแหละ มันไม่ไหลหวนกลับมาอีกแล้ว อะไรที่ตัดสินใจไปแล้ว ถึงมารู้ตัวปลายหลังว่าตัดสินใจผิด หรืออยากเปลี่ยนการตัดสินใจ แต่เวลานั้นมันผ่านไปแล้ว มันย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว ทางเดียวที่ทำได้คือ เดินหน้าต่อ รับผิดชอบการตัดสินใจเลือกทางเดินของตนในอดีต และเดินหน้าในเส้นทางนั้นต่อไปให้ดีที่สุดล่ะกัน....