Sunday, March 20, 2022

The Unheard

 


หนังสือชื่อ  :  The Unheard

ผู้แต่ง  :  Nicci French

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


ไม่สนุกค่ะ เต็มไปด้วยความสงสัยเต็มไปหมด ... เดิมทีหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะคำโปรยน่าสนใจ แต่พออ่านไปแล้ว ปรากฎว่าพล็อตเรื่องกลับหลวม และผู้เขียนไม่ได้ทำให้คนอ่านรู้สึกกระจ่างว่าคนร้ายนั้นคือคนร้ายตัวจริง 

ตัวเอกในเรื่องคือ Tess คุณแม่ของหนูน้อย Poppy, Poppy อายุ 3 ขวบ ส่วน Tess นั้น เลิกกับ Jason พ่อของ Poppy มาได้สักพักแล้ว ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกัน แต่มีลูกด้วยกัน แล้วความสัมพันธ์ตอนนี้ก็เหลือเพียงเป็นพ่อกับแม่ของ Poppy เท่านั้น

ชีวิตของ Jason มูฟออนต่อไปได้เร็วหลังจากเลิกกันค่ะ Jason มีแฟนใหม่แทบจะทันที และก็ต่อมาก็แต่งงานกัน และตอนนี้กำลังมีลูกกันด้วย Emilly ภรรยาของ Jason กำลังตั้งครรภ์

บุคลิกของ Jason เป็นผู้ชายอัลฟ่า เป็นพวกบงการ ควบคุมน่ะค่ะ มีบุคลิกของคนที่มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงได้ถ้าไม่ถูกใจ และพร้อมกันนั้นก็มีเสน่ห์ เจ้าชู้ และมีวาทศิลป์ ในการโต้แย้ง สามารถทำให้ผู้หญิงที่อ่อนแอรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด 

ในขณะที่ Tess นั้นยังมูฟออนได้ไม่ดีนักค่ะ เพิ่งมีแฟนใหม่ โดยผู้เขียนเขียนให้ Tess มีบุคลิกนางเอ๊ก นางเอก เป็นผู้หญิงหัวอ่อน ยอมคน พร้อมขอโทษเสมอในทุกเรื่องทั้งที่ไม่ใช่คนผิด เป็นคนน่ารักคนหนึ่งเลยค่ะ เสียแต่ซวย มารักกับ Jason ซึ่งมีบุคลิกบงการ แถมมีลูกด้วยกันอีก

เรื่องมันเริ่มต้นจากหลังจากที่ Poppy กลับมาจากค้างบ้านพ่อ เธอเริ่มมีนิสัยก้าวร้าว ฉี่รดที่นอน กัดเพื่อนร่วมชั้น สบถคำหยาบ (ไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหน) และวาดรูปน่ากลัว เป็นรูปของผู้หญิงกำลังตกจากที่สูง

แม่อย่าง Tess ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอไปปรึกษาจิตแพทย์เด็ก จิตแพทย์ให้ความเห็นว่า เธออาจเห็นบางอย่างที่ไม่ดี หรือไม่เธอก็จินตนาการไปเอง แต่ที่แน่ๆ เธอไม่ได้โดนล่วงละเมิด หรือถูกกระทำไม่ดี 

เหมือน Tess เป็นแม่ที่โอเว่อร์เกินไปน่ะค่ะ คือมันน่าจะจบที่พาลูกไปหาจิตแพทย์ แต่เธอถึงขั้นไปหาตำรวจ เล่าเรื่องนี้ให้ตำรวจฟัง และตำรวจลอนดอน Kelly Jordan ก็ดีใจหาย นั่งฟังเธอเล่า แถมยังให้เบอร์ส่วนตัวให้เธอโทรหาอีก!

คืออ่านแล้วพล็อตมันหลวมมาก ไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง และเต็มไปด้วยความสงสัย เช่น 

1. สมัยที่ยังอยู่กับ Tess, Jason พูดเสมอว่า เขาไม่เชื่อเรื่องการแต่งงาน แต่พอเลิกกัน ไม่กี่เดือนต่อมาก็แต่งงานเฉยเลย ...​คือคนเขียนไม่สามารถบรรยายให้เรากระจ่างได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ของ Jason เขาเป็นคนอย่างไร? เราคนอ่านรู้เท่าที่ Tess รู้ค่ะ  แต่ Tess ดันเป็นพวกซื่อ (บื้อ) มองคนในแง่ดี ไม่เคยระแคะระคายว่า Jason เป็นคนไม่ดี เลิกกันมาเป็นปีๆ เพิ่งมารู้ว่า จริงๆ แล้ว Jason มีชู้กับผู้หญิงคนอื่นตั้งแต่ตอนยังอยู่กับเธอ

2. ทำไมตำรวจลอนดอนว่างจัง? มีเวลาฟัง Tess เล่าเรื่องที่เธอสงสัยว่าลูกสาวได้เห็นการฆาตกรรม ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น หรือแม้ตอนที่พบว่ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นจริง ตำรวจก็เล่ารายละเอียดของคดีให้เธอฟัง ทั้งที่เธอไม่ใช่พยานด้วยซ้ำ ถึงขั้นเอารูปของเหยื่อให้ดู! ... มันควรเป็นความลับป่ะ 

3. ผู้หญิงที่เธอเจอที่ร้านอาหาร กับผู้หญิงที่ตาย เธอเชื่อว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ตำรวจไม่ได้พิสูจน์อะไรตรงนี้ นั่นทำให้คำพูดของเธอเป็นคำพูดลอยๆ และเธอเชื่อมว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ตำรวจ Kelly Jordan ก็ยังมาหาเธอและเล่าเรื่องคดีให้ฟัง แถมเอารูปให้ดูอีก 

3. Tess สงสัยผู้ชายทุกคนใกล้ตัวเธอว่าอาจเป็นฆาตกร ซึ่งนั้นไม่ผิด แต่การสรุปของเธอเป็นการสรุปไปฝ่ายเดียว เธอไม่มีหลักฐานอะไรหนักแน่นเลย เราคนอ่านไม่รู้สึก "อิน" ไปกับหลักฐานที่เธอเจอ มันเบาโหว่ง มันคิดไปเอง

4. สุดท้ายคนที่เธอมั่นใจว่าคือฆาตกร ก็แทบไม่เคยอยู่สองต่อสองกับ Poppy ลูกสาวเธอเลย แล้ว Poppy จะไปได้ยิน ได้ฟังเรื่องน่ากลัวจากเขาได้อย่างไร ...​ตรงนี้ไม่เห็นจุดเชื่อมโยงเลยค่ะ บอกว่า Jason เป็นฆาตกรยังจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ... คนเขียนไม่ได้ให้หลักฐานอะไรทำให้คนอ่านเชื่อค่ะ ...นี่สงสารคนที่โดนกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรด้วยซ้ำ!

สรุป ไม่สนุกค่ะ งงๆ เต็มไปด้วยความสงสัยตลอดทั้งเล่ม รำคาญความงี่เง่าของ Tess ด้วย นิสัยไม่คิดหน้าคิดหลัง ดูเพ้อเจ้อ คิดโน่นนี่ไปเอง 

Saturday, February 26, 2022

Major Pettigrew's Last Stand

 


หนังสือชื่อ  :  Major Pettigrew's Last Stand

ผู้แต่ง  :  Helen Simonson

สำนักพิมพ์  :  Bloomsbury Publishing Plc


เป็นหนังสือที่สวยค่ะ ใช้คำบรรยายสวยมาก เรียกว่าเป็นวรรณกรรมได้เลยล่ะค่ะ เหมาะสำหรับคนที่สนใจฝึกภาษาอังกฤษ บรรยายถึงความงามของหมู่บ้านในเมือง Sussex อังกฤษ

เป็นเรื่องของผู้พัน Ernest Pettigrew ผู้มีอายุ 68 ปี ค่ะ The Last stand ในหนังสือแปลว่า เป็นคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ ... จริงๆ ไม่เชิงหรอกค่ะ ผู้พันยังมีน้องสะใภ้ที่นับว่าเป็นผู้สูงอายุในครอบครัวอยู่ แต่คือผู้พันไม่ค่อยชอบน้องสะใภ้คนนี้เท่าไร แกเลยไม่สะดวกใจจะนับญาติ

เรื่องมันเริ่มจากผู้พันได้รับโทรศัพท์ว่า น้องชายเสียชีวิตเนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลว เรียกว่าเสียชีวิตกะทันหันเลยค่ะ 

ผู้พันอาศัยอยู่ในบ้านคนเดียวค่ะ ภรรยาของผู้พัน Nancy ก็เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ลูกชาย Roger ก็มีชีวิตของเขาเอง และกำลังจะหมั้นกับสาวอเมริกัน ...ดูเหมือนลูกชายจะอยู่ห่างไกลออกไปทุกที หมายถึงทัศนคติของกันและกันนะคะ เหมือนผู้พันไม่ค่อยเข้าใจลูกชายนักแล้ว 

ผู้พันเหงาค่ะ รู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางเพื่อนฝูงมากมาย ... คือดูเหมือนผู้พันไม่น่าจะเหงา เพราะมีกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน ...แต่ผู้พันเหงา และรู้สึกดึงดูดใจต่อเสน่ห์ของ Mrs. Ali หญิงหม้ายเจ้าของร้านขายของชำในหมู่บ้าน 

Mrs. Ali อายุ 58 เป็นคนอังกฤษ เชื้อสายปากีสถานค่ะ ให้นึกภาพผู้หญิงเอเชีย ที่อยู่ภายในกรอบของอิสลามนะคะ 

ทั้งคู่ดึงดูดเข้าหากัน เมื่อ Mrs. Ali บังเอิญไปอยู่เป็นเพื่อนตอนผู้พันรับข่าวร้ายการตายของน้องชาย ...ทั้งคู่มีความคล้ายกันตรงที่ต่างมีความทรงจำที่ดีของคู่ชีวิตที่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ยังรักและคิดถึงเสมอ

ในขณะที่ความรักของผู้พันกับ Mrs. Ali กำลังพัฒนา ... เรื่องภายนอกก็มีคำถามค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปืนแฝดเชอร์ชิล มรดกตกทอดจากพ่อของผู้พัน ที่ก่อนพ่อเสียชีวิต พ่อสั่งเสียให้แบ่งปืนแฝดออกให้ลูกคนละกระบอก และบอกว่าถ้าลูกคนใดคนหนึ่งจากไป ให้นำปืนนี้มารวมกัน และส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ...แต่ดูเหมือนน้องชายของผู้พันจะไม่ใส่ใจกับคำสั่งเสียของพ่อนี้ รวมถึงมีนักลงทุนที่สนใจจะซื้อปืนนี้ด้วย และลูกๆ ก็อยากขายเอาเงินค่ะ

ส่วน Mrs. Ali นั้น จริงๆ เธอเป็นผู้หญิงฉลาดนะคะ แต่ด้วยวัฒนธรรมมุสลิมที่กดผู้หญิงให้อยู่ภายใต้ผู้ชาย กรอบของวัฒนธรรมที่ Mrs. Ali ไม่กล้าก้าวข้าม (จริงๆ เธอเป็นคนดื้อเงียบในแบบของเธอ ถ้าสิ่งนั้นขัดกับหลักการของเธอ แต่โดยรวม เธอยังติดอยู่ในกรอบวัฒนธรรมศาสนาค่ะ) 

คือจริงๆ Mrs. Ali เกิดที่อังกฤษ ไม่เคยไปปากีสถานด้วยซ้ำ พ่อเป็นนักคณิตศาสตร์ ตอนพ่อตายในขณะที่เธอยังเด็ก พ่อตายปุ๊บ ลุงเข้ามาจัดการ ขายหนังสือของพ่อทิ้งทันที โดยที่แม่ได้แต่ร้องไห้และทำอะไรไม่ได้ ... เธอประสบการณ์ชีวิตที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก ...อ่านไปก็ไม่เข้าใจว่าเธอไม่คิดจะลุกขึ้นมาป้องกันไม่ให้เกิดอะไรแบบนี้ซ้ำรอยบ้างเหรอ ... พอสามีเธอตาย ... เธอก็อยู่ภายใต้ความกดดันของญาติฝั่งสามี ที่จะให้เธอยกร้านให้หลานชาย และให้ตัวเธอกลับไปเลี้ยงหลานที่บ้านญาติแทน 

ส่วนผู้พันนั้น เป็นพวกถือเกียรติยิ่งชีพ เพราะติดคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อเรื่องปืน ดังนั้นผู้พันจึงคิดแต่จะเอาปืนจากน้องชายมารวมกับของตน ตามที่ได้สัญญาไว้ ... ผู้พันมีนิสัยเหมือนคนแก่ที่ยึดมั่นในความคิดตัวเองน่ะค่ะ แต่สุภาพ ถูกอบรมความเป็นสุภาพบุรุษมาอย่างดี และไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่พยายามเจ้ากี้เจ้าการสั่งสอนชีวิตคนอื่น

จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องโรแมนติกของผู้สูงวัยค่ะ แต่เนื่องจากเป็นผู้สูงวัยไง ชีวิตจึงไม่ได้มีแค่คนสองคนรักกันอีกต่อไป แต่มีปัจจัยเรื่องสังคม ลูกหลาน ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วย 

หนังสือเขียนเล่าในเฉพาะส่วนความคิด สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้พันเท่านั้นค่ะ เสน่ห์ของมันคือเราต้องเดาว่าคนอื่นๆ คิดอย่างไร เรารู้แค่ว่าผู้พันคิดอย่างไรเท่านั้นค่ะ

ความยากของหนังสือเล่มนี้ นอกจากคำศัพท์ ซึ่งสวย หลากหลายแล้ว คือบุคลิกของคนอังกฤษค่ะ คือคนอังกฤษปากคม ชอบประชด หรือพูดอ้อมๆ อย่างสุภาพ แล้วคนไทย (ที่อยู่กับคนดัตช์) อย่างเรา ก็ไม่เข้าใจความหมายระหว่างบรรทัดนั้นค่ะ

สิ่งที่ไม่ชอบคือ คนอังกฤษเหยียดชาติพันธุ์ ปกติบางคนเหยียดชาติพันธุ์เนื่องจากเรายังไม่รู้จักกันดีพอ เมื่อเขาได้เรียนรู้ที่จะรู้จักกัน สนิทกันแล้ว เขาก็อาจจะกลับมาชอบกันได้ ...​แต่คนอังกฤษ (อย่างน้อยในหนังสือ) เหยียดชาติพันธุ์ด้วยพื้นฐานที่ว่า ตัวเองดีกว่าอีกฝ่าย เหยียดแบบเหยียดค่ะ ไม่ใช่เหยียดแบบระแวง ... แล้วเป็นการเหยียดอย่างสุภาพด้วย ซึ่งมันทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่ำต้อยกว่า แต่ทำอะไรไม่ได้ ...สิ่งที่ดีคือ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยไม่ตัดสินค่ะ คือเขียนให้รู้สึกว่า คนที่เหยียดก็เหยียดเป็นปกติของเขา คือเขาคิดอย่างนั้นของเขาจริงๆ และเขาก็ไม่คิดว่าเขาผิดด้วย ... นั่นทำให้หนังสือรู้สึกเรียลมากยิ่งขึ้นค่ะ


Monday, February 7, 2022

The Chateau

 


หนังสือชื่อ  :  The Chateau

ผู้แต่ง  :  Catherine Cooper

สำนักพิมพ์  : HarperCollins publishers


นี่เป็นนิยายฆาตกรรม แต่ไม่ใช่นิยายนักสืบ สืบสวนเพื่อหาตัวฆาตกร แต่เป็นนิยายแก้แค้นเพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตค่ะ

The Chateau เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ปราสาท ค่ะ ให้นึกภาพปราสาทเก่าแก่ และมีคนรวยซื้อมาอยู่อาศัยน่ะค่ะ เรื่องเกิดขึ้นที่ Mozene ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสค่ะ 

เป็นเรื่องคู่สามีภรรยา Nick กับ Aura ที่ย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสพร้อมลูกน้อย 2 คน ... มาซื้อปราสาทที่ชื่อ Ricane ค่ะ และตั้งใจจะเอามาทำเป็นโรงแรม แต่ตัวปราสาทนั้นมีเรื่องต้องปรับปรุงตกแต่งแยะเลยค่ะ กว่าจะพร้อมเปิดให้คนเข้าใช้บริการได้ ... และเพื่อเป็นการโฆษณาโรงแรมที่จะเปิดในอนาคต Aura ก็เลยเชิญคนในรายการทีวีมาทำรายการเกาะติดการบูรณะปราสาทค่ะ ดังนั้นในปราสาทก็จะมีแขก 2 คน คือ Seb กับ Chloe มาทำรายการทีวี และพี่เลี้ยงเด็กอีกหนึ่งคน คือ Helen 

ในหนังสือเริ่มบทแรกด้วยการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างงานเลี้ยง ... แต่หนังสือยังไม่ทันเฉลยว่าใครคือคนที่ถูกฆ่า หนังสือก็ตัดค่ะ

ในหนังสือ (ถ้าไม่นับบทแรก ที่จบด้วยการฆาตกรรม) จะมีทั้งหมด 3 ภาคด้วยกัน 

ภาคแรกเป็นช่วงเวลาหนึ่งเดือนก่อนเหตุฆาตกรรมในงานเลี้ยงนั้น ... ทำให้เรารู้ว่า Aura และ Nick ย้ายมาจากลอนดอนมาซื้อปราสาทที่ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลแฝงบางอย่างค่ะ เหมือนพวกเขาหนีเหตุอื้อฉาวบางอย่างจากลอนดอนมา ... และก็รู้สึกด้วยว่า Aura มีนิสัยแปลกๆ ค่ะ คือ ไงล่ะ เหมือนพวกคิดถึงแต่ตัวเอง เอาตัวเองเป็นสำคัญ (ไม่ใช่เห็นแก่ตัวนะคะ แต่มันมากกว่านั้น คนเราเวลารู้สึกไม่มั่นคง จะเริ่มเห็นแก่ตัว อันนั้นปกติค่ะ แต่ Aura เนี่ย เหมือนเป็นธรรมชาติของเธอเลย ที่จะคิดถึงแต่ตัวเองก่อน และไม่เคยรู้สึก หรือยอมรับผิดในการกระทำของตัวเอง ประมาณ self-centered น่ะค่ะ) และเราก็รู้สึกด้วยว่า Aura และ Nick พยายามที่จะฟื้นความสัมพันธ์ชีวิตคู่ของพวกเขาอยู่ เหมือนพวกเขามีจุดที่ห่างเหินกันอยู่น่ะค่ะ ...อาจจะมาจากเรื่องที่ลอนดอน? ... และชีวิตคนรวยแถวนั้น ก็แปลกๆ ดีค่ะ รวมถึง Frank เพื่อนบ้านที่ดูจะใจดีจนเกินไปด้วย

---

ภาคที่สอง เล่าย้อนกลับไปสิบเดือนก่อนหน้านั้นค่ะ เขียนในมุมของ Nick ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นแล้วว่า เรื่องอื้อฉาวอะไรที่ลอนดอน ที่เป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส ... และเราเริ่มรู้นิสัยของ Aura และ Nick ชัดเจนขึ้น รวมถึงรู้ด้วยว่า ทำไมชีวิตสมรสของพวกเขาเริ่มมีรอยร้าวขึ้น 

Aura ในภาคแรกเหมือนแม่ที่ปกป้องลูกจนเกินควร แม่ขี้กังวล แต่ดูเหมือนไม่สนใจสามี ...แต่เอาเข้าจริง ใช่ค่ะ ปกป้องลูก ไม่ไว้ใจคนอื่นว่าจะดูแลลูกตัวเองได้ดี ..แต่ตัวเองก็เป็นแม่ที่ละเลยลูกเหมือนกัน แถมยังเป็นพวกต่อต้านวัคซีนอีก ไม่พาลูกฉีดวัคซีน!!! ... คือสรุปว่า โง่ คิดถึงแต่ตัวเอง ส่วน Nick นั่นเป็นตัวแทนของผู้ชายปกติน่ะค่ะ (คือไม่ใช่คนดี แต่เป็นคนปกติ) รักลูกและภรรยา แต่มีภรรยาเพี้ยนแบบนี้ ชีวิตก็สั่นคลอนค่ะ 

ในภาคที่สองนี้ เล่าถึงตอนที่ทั้งคู่ยังอยู่ลอนดอน และ Nick ยังทำงานเป็นครูโรงเรียนมัธยม ในขณะที่ Aura เป็นแม่บ้าน ดูแลลูกเล็กสองคน และ Aura ชักจะไม่ไหวกับการต้องดูแลเด็กแล้ว ต้องการกลับไปทำงานและเรียนค่ะ ... เลยจะส่งลูกทั้งสองเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน ... ตอนนี้ชีวิตสมรสของทั้งคู่เริ่มไม่โอเคแล้วค่ะ (ในส่วนความรู้สึกของ Nick นะ ในขณะที่ Aura นั้นดูเหมือนไม่สนไม่แคร์อะไรนอกจากตัวเองอยู่แล้ว)

---

ภาคที่สาม เล่าเรื่องหลังเหตุฆาตกรรมค่ะ ...ดูเหมือนว่ามีใครบางคนรู้เรื่องที่ลอนดอนของ Nick และ Aura ค่ะ และก็เฉลยเจตนาเบื้องหลังของเพื่อนบ้านที่แสนดีอย่าง Frank 

สำหรับคนอ่าน พฤติกรรมของ Helen ก็ดูน่าสงสัยค่ะ เพราะเธอแสนดี (เกินไป) ... แต่ในหนังสือ Aura ไม่สงสัยใครเลยค่ะ คือเธอเป็นคนประเภทคิดถึงแต่ตัวเอง และคิดว่าใครจะช่วยเธอได้บ้าง และยึดติดกับคนนั้น 

สุดท้ายแล้วใครเป็นฆาตกร? ความแค้นอะไรที่ทั้งคู่ต้องชดใช้? ... มีเฉลยในภาคที่สามนี้ค่ะ


  


Wednesday, February 2, 2022

A Gift from the Comfort Food Cafe

 


หนังสือชื่อ  :  A Gift from the Comfort Food Cafe

ผู้แต่ง  :  Debbie Johnson

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


เป็นนิยายอ่านเรื่อยๆ ค่ะ ออกเฉื่อยๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น เรื่องที่เกิดขึ้นออกแนว Slice of life มากกว่า เหมาะกับการอ่านตอนว่างๆ ค่ะ

เรื่องเขียนโดยเล่าในมุมของตัวเอกของเรื่องคือ Katie ซึ่งเธอเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นคู่เวรคู่กรรมกันน่ะค่ะ ทะเลาะกัน ตบตีกันเป็นประจำ คือทั้งคู่ต่างใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน แม่ก็ดราม่าควีน พอโมโหทุบตีพ่อ พ่อถูกทุบมาก็ทุบกลับ ไม่โกง ... ที่ซวยคือ ลูกที่อยู่ตรงกลางไงคะ

Katie โตมาแบบนี้แหละค่ะ พอพ่อแม่ทะเลาะตบตีกันที เธอก็หนีไปบ้านยายที่อยู่ไม่ไกลนัก ... แต่ต่อมายายเสียชีวิต Katie ขาดหลักยึด เคว้ง พ่อแม่ทะเลาะกันที เธอก็ออกจากบ้านที ไปเรื่อยๆ ค่ะ บางทีก็นั่งรถบัสไปเรื่อยๆ ...ส่วนเพื่อนนั่นไม่ต้องพูดถึงค่ะ เธอไม่กล้าพาเพื่อนมาบ้าน เพราะบทจะดราม่า พ่อแม่ก็สามารถทะเลาะขว้างปาข้าวของใส่กันโดยไม่สนใจใครเลยค่ะ ... ตอนที่พ่อแม่ทะเลาะกันแล้วเธอหนีออกมานั้น พ่อแม่แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกหายออกจากบ้านไปแล้ว คือมัวแต่ทะเลาะกันอยู่ไม่สนใจโลก

ถึงทะเลาะตบตีกันขนาดนี้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่เลิกกันนะคะ นี่แหละค่ะ คู่เวรคู่กรรมของแท้ ครั้งหนึ่งแม่เคยบอกว่า ที่ไม่เลิกกับพ่อ เพราะอยากให้ Katie มีครอบครัวสมบูรณ์ (จ๊ะ! ดราม่าควีน โยนความผิดของตัวเองไปให้ลูก) 

พอโตขึ้น มาถึงชีวิตส่วนตัวของ Katie เอง เธอก็ดูเหมือนจะซ้ำรอยพ่อแม่ค่ะ คือมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อย วุฒิภาวะยังไม่เพียงพอทั้งคู่ ดังนั้นก็เลยทะเลาะกันบ่อย จนวันหนึ่งแฟนเผลอทำร้ายร่างกาย ... นั่นคือจุดสิ้นสุดค่ะ Katie ขอเลิก และย้ายมาอยู่ที่ Budbury

ดังนั้นสิบกว่าบทแรกของหนังสือจึงบรรยายถึงปมในใจของ Katie ค่ะ ทำให้เธอเป็นคนขึ้กลัว ไม่กล้ามีสัมพันธ์กับใคร ไม่ไว้ใจใคร ไม่มอบหัวใจให้ใครง่ายๆ และพร้อมที่จะหนีออกจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนตลอดเวลา ... แต่หมู่บ้านเล็กใน Budbury เยียวยาหัวใจของ Katie ค่ะ 

The Comfort Food Cafe เป็นร้านอาหารอยู่บนหน้าผาที่ Budbury, Dorset วิวสวย เจ้าของร้านใจดี ขนมเค้กอร่อย ทุกคนรอบๆ ตัว Katie กับ Saul น่ารักทั้งหมดเลยค่ะ 

Katie ที่ระมัดระวังหัวใจตัวเองเสมอมา กลับเผลอใจไปชอบ Van หนุ่มฮอต พี่ชายของ Auburn เจ้าของร้านขายยาที่ Katie ทำงานด้วยค่ะ Van น่ารัก ใจดี และรักเด็กมาก ...จนในโลกใบเล็กๆ ของ Saul เข้าใจว่า Van คือพ่อของเขาด้วยซ้ำ (ในขณะที่พ่อที่แท้จริงของ Saul แต่งงานใหม่ และย้ายไปอยู่สก็อตแลนด์แล้ว และไม่ได้เจอกับ Saul นานมากแล้ว)

หนังสือจึงเล่าการพยายามคลายปมของ Katie น่ะค่ะ ให้เธอกลับมากล้าที่จะมีความสัมพันธ์อีกครั้ง กล้าที่จะวางราก ไม่พยายามทำตัวจะหนีไปตลอดเวลา ... โดยมีบทพิสูจน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แม่ที่ทะเลาะกับพ่อ แล้วหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่กับเธอ พ่อของ Saul ที่กลับมาติดต่อกับ Katie อีกครั้ง และขอมาเยี่ยมลูก หรือ Van ที่รุกจีบเธอ ในขณะที่เธอรู้สึกว่ายังไม่พร้อม

ก็สนุกดีค่ะ ลุ้นว่า Katie จะคลายปมในใจของเธอได้หรือไม่ ... แต่หนังสือไม่ค่อยมีฉากหวานๆ ของ Katie และ Van นะคะ ออกแนวความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัว เพื่อน แนวนั้นมากกว่าค่ะ 


Monday, January 31, 2022

The Silent House

 


หนังสือชื่อ  :  The Silent House

ผู้แต่ง  :  Nell Pattison

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


สนุกมากค่ะ ลุ้น อ่านวางไม่ลง ต้องอ่านรวดเดียวจบ เสียงานเสียการ 

เป็นเรื่องของฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านคนหูหนวกค่ะ เหตุเกิดที่เมือง Scunthorpe ของอังกฤษ มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น คนที่โดนฆ่าตายคือเด็กน้อย Lexi อายุแค่ 18 เดือนเองค่ะ ถูกฆ่าตายในตอนกลางคืน ขณะนอนหลับอยู่ในห้องเดียวกับพี่น้องอีกสองคน ในขณะที่ Lexi ถูกฆ่าตายอย่างทารุณ แต่ Jaxon พี่ชาย และ Kasey น้องสาวต่างแม่ของ Lexi ที่นอนอยู่ในห้องเดียวกัน ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ค่ะ

ใครหนอ ฆ่าเด็กสิบแปดเดือนได้ลงคอ?

ปัญหาคือทั้งบ้านนั้น หูหนวกกันทั้งบ้านเลยค่ะ แล้วบ้านนี้ก็ดราม่า ... หนังสือนำเราไปสู่สังคมคนหูหนวกในเมือง Scunthorpe ซึ่งเป็นสังคมเล็กๆ คนหูหนวกมักจะแต่งงานกับคนหูหนวกด้วยกัน (คงเพราะอุปสรรคเรื่องการสื่อสารมั่งค่ะ เพราะคนหูไม่หนวกใช้ภาษามือไม่เป็น และไม่สามารถสื่อสารกับคนหูหนวกได้อย่างราบรื่นถึงขนาดจะจีบกัน หรือสนิทกันได้) แล้วบางโรคหูหนวกเป็นกรรมพันธุ์น่ะค่ะ พอคนหูหนวกแต่งงานกับคนหูหนวก ลูกก็เกิดมาหูหนวกไปด้วย เหมือนอย่างบ้านของ Lexi ทั้งพ่อแม่เป็นคนหูหนวก Jaxon พี่ชายก็หูหนวก 

ตัวเอกของเรื่องชื่อ Paige Northwoord เป็นล่ามภาษามือ ไม่ได้เป็นคนหูหนวก แต่โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ และน้องสาวเป็นคนหูหนวกค่ะ 

ในเรื่อง Paige รับผิดชอบเป็นล่ามภาษามือให้กับตำรวจ และ Paige เอาตัวเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ (จนเกินไป) เนื่องจาก Anna น้องสาวของ Paige เป็นแม่ทูนหัวของ Lexi เด็กน้อยที่เสียชีวิตค่ะ รวมถึงตัว Paige เองมีอดีตในใจ ในคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนรุ่นน้องของเธอเมื่อ 15 ปีก่อน คือตอนนั้นเธอยังเด็ก เธอไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ Paige เองก็แบกความรู้สึกผิดไว้ในใจ ความรู้สึกผิดที่เธอรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้บอกใคร จนทุกอย่างสายเกินไป

ครอบครัว Lexi มีดราม่าค่ะ พ่อของ Lexi ชื่อ Alan มีเมียสองคน คือระหว่างที่อยู่กินกับ Laura แม่ของ Lexi ก็คบซ้อน นอกใจไปมีอะไรกับผู้หญิงอีกคน คือ Elisha แล้วทำผู้หญิงทั้งคู่ท้องไล่ๆ กัน แล้วอีตา Alan ก็ทิ้ง Laura มาอยู่กินกับ Elisha ซะงั้น

มันเป็นเรื่องของการ "ควบคุม" การบงการชีวิตคนอื่น ตัวละครในเรื่องไม่คอนโทรลคนอื่น ก็โดนคอนโทรล เช่น Alan ที่มีเมียทีเดียวสองคน แล้วผู้หญิงทั้งคู่ก็ยังรักเขา อย่าง Laura เนี่ย ก็ยังรัก ยังหวังให้ Alan กลับมาหาเธอ อีตา Alan นั่นไม่เห็นมีอะไรดีค่ะ คือไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงรักภักดี ลูกก็ไม่เลี้ยง ทุกสัปดาห์จะรับ Lexi กับ Jaxon มาอยู่ที่บ้าน แต่ไม่เลี้ยง โยนให้แม่เลี้ยงคือ Elisha เลี้ยงเด็กทั้งสามคนแทน ส่วนตัวเองไปกินเหล้ากับเพื่อนข้างนอก!!!

หรือ Bridget แม่ของ Laura ก็บงการลูกสาว คือต้องเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจแทนลูกในทุกเรื่อง เนื่องจาก Bridget ไม่ใช่คนหูหนวก ดังนั้นบางครั้งเธอจึงทำหน้าที่เป็นล่ามให้ลูกสาว แต่ก็ไม่แปลให้ กลับตัดสินใจแทนซะงั้น

หรือ Paige ก็เคยตกเป็นเหยื่อของการควบคุมจากแฟนเก่า กว่าจะเลิกกันได้ แฟนเก่าทิ้งหนี้ทิ้งสินเอาไว้ให้จนเกือบหมดตัว

หรือแม้กระทั่ง Max พี่ชายของ Elisha ก็ก้าวก่าย บงการให้ Elisha เลิกกับ Alan และก็เวลา Max คุยกับ Paige ก็สัมผัสถึงการพยายามบงการอยู่ในที 

คืออ่านไปก็ขัดใจไป จะไปยุ่งเรื่องคนอื่นทำไมเนี่ย!!! คือเหมือนคนหูหนวกมีข้อจำกัดในการสื่อสารกับคนหูไม่หนวก ทำให้ได้นิสัยขี้บงการติดตัว ผู้ชายหูหนวกจะบงการผู้หญิง ...หรืออาจจะเป็นเพราะการสื่อสารไม่สามารถทำด้วยเสียงได้ ดังนั้นเพื่อดึงความสนใจของคู่สนทนา จึงต้องมีการจับไล่ บีบแขน เพื่อเรียกความสนใจ? ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในคนหูไม่หนวก จะมองว่านี่คือการคุกคามและพยายามคอนโทรล?

สรุปแล้วใครเป็นคนฆ่า Lexi? และทำไมต้องเป็นหนูน้อย Lexi? 

ฆาตกรแอบเข้ามาในบ้าน และสังหารเด็กน้อยอายุสิบแปดเดือนอย่างเหี้ยมโหดอย่างที่ทั้ง Alan และ Elisha อ้างจริงหรือไม่? สนุกค่ะ เป็นหนังสือเล่มแนะนำเลยค่ะ




Saturday, January 29, 2022

Olive

 


หนังสือชื่อ  :  Olive

ผู้แต่ง  :  Emma Gannon

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


ทำไมนิยายโรมานซ์ถึงต้องจบด้วยนางเอกพระเอกแต่งงานกัน และ "มีลูก"? ทำไมเวลาคนสองคนตัดสินใจแต่งงานกัน คนอื่นจะคาดหวังว่า เมื่อไรทั้งคู่จะมีลูกด้วยกัน?

เป็นไปได้ไหมที่จะมีผัว แต่ไม่เอาลูก?

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องของโอลีฟ (Olive) ค่ะ โอลีฟมีเพื่อนรัก 3 คนคือ Bea, Cecily และ Isla ทั้งสี่เนี่ยเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่โรงเรียนมัธยมเดียวกัน ไปเที่ยวด้วยกัน เข้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน เช่าบ้านพักในมหาวิทยาลัยด้วยกัน จบพร้อมกัน แยกย้ายกันไปทำงาน และก็นัดสังสรรค์ด้วยกันสม่ำเสมอ

แต่ถึงเป็นเพื่อนรักกันยังไง ทุกคนก็ต่างมีชีวิตของตนเองค่ะ ... และตอนนี้ก็ถึงจุดทางแยก ที่ดูเหมือนแต่ละคนจะแยกห่างๆ จากกันแล้ว อย่าง Bea นั่นก็คุณแม่ลูกสาม ส่วน Cecily กำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด ส่วน Isla กำลังพยายามจะตั้งครรภ์ ด้วยการทำ IVF และล้มเหลวไปแล้วครั้งหนึ่ง ... แล้ว Olive ล่ะ โอลีฟรู้สึกเหมือนเธอถูกทิ้งน่ะค่ะ เหมือนเพื่อนรักทุกคนมีความก้าวหน้าในชีวิต หรือกำลังขยับเคลื่อนที่ไปในบทใหม่ของชีวิต แต่ตัวเธอกลับติดอยู่กับที่

โอลีฟเพิ่งเลิกกับ Jacob แฟนที่คบกันมายาวนานเกือบสิบปี และก็ไม่มีโอกาสอัพเดทข่าวนี้แก่เพื่อนๆ เลยค่ะ ไม่มีใครอยู่ข้างเธอในช่วงที่เธอโดดเดี่ยวนั้น เพราะเพื่อนๆ ทุกคนมีอย่างอื่นสำคัญกว่าในชีวิตที่ต้องสนใจ คือ หน้าที่ของการเป็น "แม่" 

สาเหตุที่โอลีฟเลิกกับแฟนเนื่องจาก แฟน Jacob อยากมีลูกค่ะ แต่โอลีฟไม่อยากมี <-- อันนี้เราว่านางเห็นแก่ตัวนะ คือเรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ และ Jacob เองก็ส่งสัญญาณมาตั้งแต่คบกันปีแรกๆ แล้วว่าเขาอยากมีลูก เขารักเด็ก แต่โอลีฟไม่กล้ายกเรื่องนี้มาคุย เพราะกลัวว่าจะต้องเลิกกัน ...ซึ่งมันต้องเลิกกันแน่ๆ แหละ เรื่องนี้เรื่องพื้นฐานสำคัญที่ถ้าไม่เห็นพ้องต้องกัน ก็ควรจะเลิกกัน เสียเวลาดีๆ ของ Jacob ที่จะได้เจอคนที่เขาต้องการเหมือนกัน มีลูกด้วยกัน

นักเขียนให้โอลีฟเป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ เนี่ยล่ะค่ะ เขียนในมุมมองของโอลีฟ ให้เราคนอ่านเป็นผู้ตัดสิน ...บางสิ่งที่โอลีฟทำก็เหมือนเธอคิดถึงแต่ตัวเอง แต่มีใครบ้างล่ะที่ไม่คิดถึงตัวเองก่อน? 

เหมือนโอลีฟยึดติดกับความสัมพันธ์ของเพื่อนๆ ทั้งสามมาก และอยากให้ทุกอย่างดำเนินด้วยดีตลอดไปเหมือนในอดีต ... แต่เวลาเปลี่ยน ชีวิตคนก็เปลี่ยน มันเป็นไปไม่ได้หรอก 

โอลีฟซึ่งไม่อยากมีลูก อยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นคุณแม่หรืออยากเป็นแม่ ดังนั้นบทสนทนาของพวกเพื่อนๆ จึงเป็นสิ่งที่โอลีฟเข้าไม่ถึง และรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง รู้สึกแปลกแยก เพราะตัวโอลีฟนั้นไม่อยากมีลูก แม้พยายามเปิดใจ พยายามคิดว่าเธอจะเปลี่ยนใจ ..​. แต่ทำอย่างไร ก็ไม่เลยค่ะ ไม่มีความอยากตั้งท้อง ไม่มีความอยากเลี้ยงเด็ก ... คือเด็กน่ะน่ารักแหละ แต่ให้มีเป็นของตัวเองไม่เอา

จริงๆ สำหรับเราคนอ่าน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยค่ะ แต่เราเข้าใจโอลีฟนะ เราเองก็ไม่มีลูก เวลาเพื่อนๆ ที่เป็นแม่คนพูดคุยกัน เราก็รู้สึกเหมือนเป็นคนนอก แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญไง ดูอย่าง Zeta พี่สาวของโอลีฟสิ เธอเองก็ยังไม่มีลูก มีแฟนหรือเปล่าหนังสือไม่ได้บอก แต่ก็สบายดี ทำงาน สนุกกับงานที่ทำ ไม่เห็นจะเป็นประเด็นสำคัญของเธอเลยเรื่องจะมีไม่มีลูก

โอลีฟเหมือนกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของความลังเลน่ะค่ะ ใจจริงคือไม่อยากมีลูก แต่กลัวว่าพลาดอะไรบางอย่างไป คืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนแต่งงานและมีลูกน่ะค่ะ

ในนิยายแสดงให้เห็นอีกด้านของคนเป็นแม่ คือแม่บางคนก็ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว แต่ในขณะที่บางคนก็ไม่ มีเวลาให้ลูกจนลืมผัว หรือบางคู่ ผู้หญิงก็พยายามจะมีลูกมากเกินไป จนลืมไปว่าบางทีผู้ชายไม่ได้อยากมีลูกมากขนาดนั้น ... การเป็นแม่คนไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ และเมื่อไรก็ตามที่ตัดสินใจมีลูกแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลากลับได้ ลูกคือความรับผิดชอบที่ต้องอยู่กับเราตลอดไป หรืออย่างน้อยจนกว่าเขาจะโตพ้นอกเราไปแล้ว

เรื่องนี้สนุกและได้แง่คิดค่ะ เหมาะสำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อแบบโอลีฟ คือใจลึกๆ ไม่อยากมีลูก ไม่มีสัญชาตญาณรักเด็ก หรืออยากตั้งท้องผุดขึ้นในหัวเลย แต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะพลาดอะไรไปถ้าไม่มีลูก กลัวว่าตอนแก่จะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีลูก ทำนองนั้น ...ซึ่งก็เหมือนในหนังสือเขียนไว้ค่ะว่า "เราไม่มีทางรู้แน่ๆ หรอกว่าการตัดสินใจของเรานั้นถูกต้องหรือไม่ แต่เราควรใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวันโดยตัดสินใจในสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันใช่สำหรับเรา" 



Thursday, January 20, 2022

The Little Paris Patisserie

 


หนังสือชื่อ  :  The Little Paris Patisserie

ผู้แต่ง  :  Julie Caplin

สำนักพิมพ์  : HarperCollins Publishers


Patisseries คือขนมหวานฝรั่งเศสค่ะ เช่น พวกเค้ก มาการอง แอแคลร์ ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายโรแมนติก เบาๆ น่ารักๆ ค่ะ ถึงแม้พระเอกจะอารมณ์วัยทอง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไปบ้าง แต่นางเอกน่ารักค่ะ เลยยวนๆ 

นางเอกในเรื่องชื่อ Nina เธอเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่ชาย 4 คน แถมตอนเพิ่งเกิดก็อ่อนแอจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ... ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยค่ะว่าเธอกลายเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยๆ ในสายตาของทุกคนในครอบครัว คืออายุก็จะเกือบสามสิบแล้ว แต่พี่ๆ ยังเป็นห่วงเป็นใยเธอยังกับเธอเป็นเด็กๆ คือครอบครัวอบอุ่น จนชักจะรู้สึกร้อนแหละ

ส่วนพระเอกคือ Sebastian เป็นเพื่อนสนิทกับ Nick พี่ชายของนางเอกค่ะ ... คือนางเอกเราแอบชอบพระเอกมาตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่นแหละ ใครๆ ก็ดูออก พี่ชายก็กีดกันอยู่กลายๆ ..​. นางเอกน่ะคิดว่าไม่มีใครรู้ แต่เนอะ ของแบบนี้ ซ่อนกันได้ที่ไหน

ในขณะที่บ้านของนางเอกอบอุ่น แต่บ้านของพระเอกไม่เลยค่ะ แม่ขี้โรค ป่วยเข้าโรงพยาบาลบ่อย ส่วนพ่อก็บ้างาน ไม่สนใจครอบครัว ดังนั้นตอนวัยรุ่น พระเอกจึงมาขลุกอยู่กับบ้านนางเอกแทน เข้าออกในครัว ทำกับข้าวแทนแม่นางเอก เพราะพระเอกชอบทำกับข้าว ... คือว่าง่ายๆ ว่าบ้านนางเอกคือบ้านพระเอกแหละ 

หลังจากพระเอกเรียนจบ ก็ไม่กลับมาเยี่ยมบ้านเลยค่ะ ติดต่อกับ Nick สม่ำเสมอ แต่ไม่กลับมา ประสบความสำเร็จในงาน และกำลังจะเปิดร้านอาหารที่ปารีสอยู่ ... ส่วนนางเอกก็เปลี่ยนงานไปเรี่อย ล่าสุดถูกเลิกจ้างชั่วคราว เพราะร้านอาหารที่นางเอกทำอยู่นั้นจะปิดปรับปรุง นางเอกก็เลยว่างงาน 

ประจวบเหมาะพอดีที่พระเอกขาหักทั้งสองข้างค่ะ แล้วคราวนี้เนี่ยดันมีคอร์สสอน Patisseries ที่พระเอกต้องสอนในช่วงระหว่างนั้น ยกเลิกก็ไม่ได้ด้วย ... นางเอกเลยเสนอตัว (โดยให้พี่ชายกดดัน) ให้พระเอกรับนางเอกเข้าเป็นผู้ช่วยชั่วคราว ... คือนางเอกอยากเรียนเป็นเชฟขนมหวานค่ะ ส่วนพระเอกไม่มีทางเลือก ตัวเองขาเดี้ยง ไม่สามารถเตรียมการสอนได้ 

นางเอกนิสัยน่ารักค่ะ เป็นคนที่ใครอยู่ด้วยก็สบายใจ เข้ากับคนง่าย นางเอกรู้ใจตัวเองดีว่ายังรักพระเอกอยู่ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร คือรับเท่าที่ได้ ตัวนางเอกไม่ได้คิดว่าพระเอกชอบเธอค่ะ 

ส่วนพระเอก ปากหมาค่ะ คือตอนแรกน่ะเข้าใจได้ว่าเจ็บขา เลยพูดอะไรแรงๆ กับนางเอกไป แต่คนอ่านเห็นสัญญาณว่าพระเอกก็แอบมีใจให้นางเอกมานานแล้วแหละ แต่ฟอร์ม

แต่เห็นเคมีที่ยังไม่เข้ากันหนึ่งอย่างคือ พระเอกยังรู้สึกดูถูกนางเอกอยู่ค่ะ คิดว่านางเอกเป็นพวกหยิบโย่ง ทำอะไรไม่จริงจัง ไม่สู้งาน เพราะถูกตามใจ คือไม่ว่านางเอกทำงานอะไร ถ้าเธอไม่ชอบ เธอก็กลับมาบ้าน ที่บ้านสนับสนุนเธอเสมอ เธอไม่เคยต้อง "สู้" เพื่อให้ได้มา ในขณะที่พระเอกต้องดิ้นรน ต้องสู้เพื่อให้พ่อยอมรับในการตัดสินใจเลือกเรียนเป็นเชฟ ไม่เลือกเรียนทางด้านธุรกิจอย่างที่พ่อต้องการ สู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับซะจนหลงลืมแรงบันดาลใจที่ตัวเองเลือกเรียนที่จะเป็นเชฟตั้งแต่แรกไปค่ะ

คอร์สเรียนจัดสัปดาห์ละหนึ่งวันค่ะ ในร้าน Patisseries เก่า ที่อดีตเคยรุ่งเรือง แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีลูกค้าแล้ว ขนมก็ไม่ได้อบเองแล้ว สั่งสำเร็จรูปมาแทน และมีผู้จัดการร้านท่าทางเบื่อโลกอยู่หนึ่งคน 

หนังสือเล่าถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ของเพื่อนในชั้นเรียนคลาส Patisseries ค่ะ ที่ทั้งหมดมารู้จักกัน และกลายเป็นเพื่อนกัน และช่วยกันปรับปรุงร้าน (ร้านที่พระเอกยังคิดไม่ออกว่าจะเอาไว้ทำอะไร คือร้านนี้ซื้อแถมมากับอีกสองร้านที่พระเอกต้องการ) แอบกันปรับปรุงร้านโดยไม่บอกพระเอกที่เป็นเจ้าของด้วยนะ นางเอกมาร้านทุกวันค่ะ เพื่อมาฝึกซ้อมทำขนม ทำเสร็จ ขนมนั้น ผู้จัดการร้านก็เอามาขาย ขายดีด้วยนะ อย่าเป็นเล่นไป นางเองมีคิดสูตรใหม่ ผสมผสานระหว่างขนมหวานแบบฝรั่งเศสกับบิสกิตแบบอังกฤษ ...ขายดิบขายดีค่ะ มีลูกค้ามาต่อคิวซื้อ ขนมขายหมดทุกวัน ....แต่ทั้งหมดนี้พระเอกไม่รู้ค่ะ ยังติดกับภาพลักษณ์ว่านางเอกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออยู่ ... ปมตรงนี้ถ้ายังไม่คลี่คลาย ทั้งคู่ก็คงครองรักด้วยกันอย่างเท่าเทียมกันยากค่ะ

คือนะ นางเอกน่ารักและเข้าใจพระเอกที่เป็นคนปากหมา และอยู่ด้วยยากค่ะ คือรู้จักพระเอกมาตั้งแต่เด็กๆ  พระเอกเองถึงจะชอบนางเอกแต่ก็ไม่หาญจีบ เพราะกลัวเสียเพื่อนสนิทไปค่ะ พระเอกแคร์บ้านนางเอกมาก เพราะเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวที่เขามีไงคะ 

แต่ตอนจบ ตอนที่ทุกอย่างคลี่คลาย ... พระเอกก็หวานอยู่นะ คือพอไม่มีฟร์อมต้องเก๊ก ก็แบบรักนางเอกมากกกกๆ