Tuesday, February 28, 2023

The Invisible Computer


 

หนังสือชื่อ  :  The Invisible Computer : why good products can fail, the personal computer is so complex, and information appliances are the solution

ผู้แต่ง  :  Donald A. Norman

สำนักพิมพ์  :  The MIT Press


หนังสือเก่าค่ะ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1999 ซึ่งสำหรับหนังสือที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีแล้ว จัดว่าเป็นหนังสือเก่าค่ะ ... แต่กลายเป็นว่า คือหนังสือดี ที่ถ้าไม่ได้อ่านจะรู้สึกว่าพลาดอะไรไปหลายๆ อย่างเลย

เรียกได้ว่าหนังสือเล่มนี้คือหนังสือที่เขียนทำนายอนาคตของคอมพิวเตอร์และแอปพลิเคชั่นก็ไม่ผิดค่ะ ผู้เขียนเขียนหนังสือขึ้นมาในยุคที่คำว่า User Experience ยังไม่รู้จักกันแพร่หลายด้วยซ้ำค่ะ ปกติเวลาที่เราย้อนมาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของคนเขียนในอดีตเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วคนทำนายมักจะทำนายพลาด มักจะคาดการณ์สิ่งต่างๆ พลาด ...ทำให้พอเรามาอ่านในไทม์ไลน์ปัจจุบัน เราก็ทนอ่านไม่ลง โยนหนังสือทิ้งตั้งแต่เปิดอ่านได้ไม่กี่หน้า .... แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เลยค่ะ

ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามกับผู้อ่านว่า ทำไมโทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์อันเลื่องชื่อ ผู้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ และขายเป็นคนแรกในตลาด แต่ทำไมสุดท้ายสินค้าของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ? ทำไมการเป็นผู้นำตลาดเทคโนโลยีไม่ได้ทำให้เอดิสันได้เปรียบ? 

ผู้เขียนแสดงแผนภาพ Life cycle of technology หรือวงจรของผลิตภัณฑ์ ที่สินค้าเทคโนโลยีตัวหนึ่งเมื่อออกสู่ตลาดครั้งแรก จะผลิตโดยเน้นวิศกรรม มีฟังก์ชั่นทางเทคนิคเต็มไปหมด ผู้ใช้ต้องมีความรู้ประมาณหนึ่งจึงจะสามารถใช้งานได้ เหมือนคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ที่เต็มไปด้วยคำสั่งภาษาแปลกๆ มากมายที่คนใช้ต้องจำ ...​แต่เมื่อเวลาผ่านไป สินค้าขยายขึ้น มีคนใช้มากคิด ความซับซ้อนของสินค้าจะน้อยลง จะต้องถูกทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น จนถึงในที่ก็ให้เหมือน "หายไปเลย" คือคนใช้แทบไม่รู้สึกเลยว่ากำลังใช้สินค้าตัวนั้นอยู่ คนใช้รู้แค่ว่าต้องการให้งานของตนเองสำเร็จดังตั้งใจเท่านั้น

เหมือนมอเตอร์ ตอนประดิษฐ์ขึ้นมาแรกๆ มีใช้แต่ในอุตสาหกรรม มีแต่วิศกรรู้ว่าจะใช้งานมันอย่างไร ... เวลาผ่านไป ตอนนี้มอเตอร์เป็นส่วนประกอบในเครื่องไฟฟ้าหลายชนิด โดยที่คนใช้ไม่ได้สนใจ คือมัน invisible ไป มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว 

และคอมพิวเตอร์ก็กำลังอยู่ในยุคที่ลูกค้าคือคนกลุ่มใหญ่ ไม่ใช่วิศกรหรือนักโปรแกรมเมอร์อีกต่อไป คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทุกคนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ ...และเมื่อคอมพิวเตอร์กระจายสู่คนทั่วไป การออกแบบสินค้าให้ใช้ง่าย การออกแบบสินค้าโดยให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางจึงสำคัญ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้ ให้ดูเหมือนง่าย คิดไว้เลยว่าผู้ใช้ไม่มีใครซื้อผลิตภัณฑ์มาแล้วอ่านคู่มือเป็นอย่างแรกหรอก ทุกคนซื้อมาก็ลงมือใช้เลยทั้งนั้นแหละ





Wednesday, February 22, 2023

Snow

 


หนังสือชื่อ  :  Snow

ผู้แต่ง  :  John Banville

สำนักพิมพ์  :  Faber & Faber Limited


เป็นนิยายแนวสอบสวนสืบสวน/ทริลเลอร์แนวพีเรียด ผู้เขียนบรรยายสิ่งต่างๆ ได้สวยงาม เห็นภาพ แต่สิ่งที่บรรยายนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในการสืบสวน หรือไม่เกี่ยวกับเรื่องคดีเลย บรรยายน้ำท่วมทุ่งมาก ...ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นเลยอ่านสนุก เพราะได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ ในการบรรยายคุณลักษณะสิ่งต่างๆ แต่ถ้าเอามาแปลเป็นภาษาไทย นิยายเล่มนี้คงไม่เวิร์กค่ะ คนอ่านจะรู้สึกทันทีว่าใช้คำฟุ่มเฟือย บรรยายสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ไม่ได้เป็นส่ิงที่เป็นสาระกับคดีเลย

เรื่องเกิดขึ้นที่ Ballyglass House ประเทศไอร์แลนด์  ในปี 1957 -- ในสมัยนั้นผู้คนยังศรัทธากับศาสนาอย่างมาก และที่ไอร์แลนด์ก็จะมีความขัดแย้ง (ไม่ถึงกับทะเลาะกัน แต่อารมณ์ประมาณพวกฉันพวกเธอ) ระหว่างสองนิยาย แคทอธิก กับโปรเตสแตนต์

เกิดคดีบาทหลวงแคทอธิกถูกแทงตายที่ห้องสมุดของคฤหาสน์ Ballyglass House -- ทางเมืองหลวงจึงส่งนักสืบ Strafford พร้อมผู้ช่วย Jenkins ให้มาสืบสวนเรื่องนี้ 

บาทหลวงตายเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ แถมถูกฆาตกรรมด้วย ดังนั้นในช่วงแรกทางการจึงพยายามปิดข่าว และบิดเบือนว่า บาทหลวงเสียชีวิตจากการอุบัติเหตุตกบันได แต่จริงๆ แล้วคือถูกแทงที่คอ และถูกลูกอัณฑะถูกตัดหายไป

พอหนังสือบอกว่าบาทหลวงตาย และจากสภาพศพ ...เราคนอ่านก็เดาเรื่องได้แล้วค่ะว่าจะเป็นไปในทางไหน ...ซึ่งก็ไม่ผิดจากที่เดาเลยค่ะ

บ้านที่บาทหลวงไปพักดูแปลกๆ บาทหลวงเป็นพระในนิกายแคทอธิก ในขณะที่ครอบครัว Osborne เป็นโปรเตสแตนต์? บาทหลวงมาพักที่นี่บ่อยมาก (มากเกินไป) -- ศพมีการจัดท่าทางใหม่ เนื่องจากแม่บ้านผู้เคร่งศาสนารับไม่ได้ที่จะให้บาทหลวงนอนตายอนาถ เลยทำความสะอาดเช็ดคราบเลือดออกซะเอี่ยม รวมถึงจัดมือของศพให้ประสานกัน ให้ดูเหมือนเป็นการตายอย่างสงบ (ทั้งหมดนี้ทำก่อนที่ตำรวจจะมาถึง) -- เห็นได้ชัดว่าทั้งบ้านไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ฆาตกรจึงควรเป็นใครสักคนในบ้านหลังนั้น ในคืนเกิดเหตุนั้นแหละ

ในคืนเกิดเหตุ บ้านมีบาทหลวง, Geoffrey Osborne เจ้าของบ้าน, Sylvia ภรรยายังสาวของเจ้าของบ้าน และเป็นผู้พบศพ, Dominic และ Lettie ลูกชายและลูกสาว - และในป่าในอาณาเขตของคฤหาสน์มีเด็กเลี้ยงม้า Fonsey พักอยู่คนเดียวในคาราวาน

อ่านไปก็รำคาญไป ที่หนังสือเน้นเรื่อง "ชื่อ" มากกว่าหาว่าใครคือฆาตกร มีการย้ำชื่อของ Strafford มากเกินพอดี (แบบเขียนให้ตัวละครอื่นๆ จำชื่อ หรือออกเสียงชื่อของ Strafford ผิด แล้วเขาก็ต้องแก้ให้ถูกตลอด) ต่อมา Jenkins หายตัวไป ก็เขียนให้ตัวละครคนอื่นจำชื่อไม่ได้ และ Strafford ต้องย้ำชื่อของ Jenkins ซ้ำๆ ในหลายๆ ฉาก

คือถ้าจะอ่านเอาสนุก เอาบรรยากาศการสืบสวนหาฆาตกร เล่มนี้คงไม่เหมาะค่ะ เพราะตัวนักสืบ Strafford ก็เหมือนไม่ได้จริงจังกับหน้าที่ ถามอ้อมไปอ้อมมา ...คือมีคนตาย แถมเป็นคนสำคัญ มันควรจะตั้งคำถามกับพยานแวดล้อมให้จริงจังกว่านี้ป่ะ นี่ถามเหมือนนินทากันระหว่างกินมื้อเที่ยง 

สุดท้ายที่จับคนร้าย (คนที่คิดว่าเป็นคนร้าย) ก็เพราะ Strafford โชคดีบังเอิญเห็นว่าใครเป็นคนขับรถตู้คันที่ต่อมาพบขโมยมา

หนังสือเขียนเรื่อยๆ บรรยายเยอะ สิ่งที่บรรยายก็ไม่ได้ย้อนมาเฉลยหรือไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคดีเลย เช่น 

1. อาปิชอบ กับผู้ช่วยของเขา ตอนแรกก็นึกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหาร ปรากฎว่าไม่เกี่ยว (ดูเหมือนอาปิชอบรู้เรื่องลับๆ ของผู้ตาย)

2. Sylvia ผู้อ่อนแอ และหมอที่ดูใส่ใจเธอเป็นพิเศษ เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ดูไม่ชอบมาพากล แต่ Strafford ก็ไม่ได้สนใจสืบสวนต่อ และปล่อยเธอไว้อย่างนั้น 

3. Peggy พนักงานในโรงแรมที่ Strafford พัก คือความสัมพันธ์ไม่เกี่ยวกับคดีเลย แต่ก็ใส่มา เพื่อ???

4. คดีจบ จริงๆ ไม่เคลียร์หรอก และตัว Strafford ก็รู้ดี แต่หาตัวคนที่เหมาะสมเป็นคนร้ายได้ คือคนที่มีความสำคัญต่อสังคมน้อยที่สุด เจ้านายพอใจ คดีปิด Strafford ก็กลับเมืองหลวง

5. นิสัยส่วนตัวและอารมณ์ของ Strafford คือเป็นคนแบบถ้าได้อยู่ใกล้ใครก็รักคนนั้น แต่ฉาบฉวย ไม่อยากเอาตัวเองกระโจนเข้าไปในวงรักๆ ใคร่ๆ ถนัดที่จะเฝ้าดูอยู่รอบนอก 

คือเป็นหนังสือสอบสวนที่จบไม่เคลียร์ว่าใครคือฆาตกร ตัว Strafford เองก็ไม่แคร์ที่จะเอาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้ -- ก็ถือเป็นตอนจบที่มีเสน่ห์แบบหนึ่งนะคะ ดูเรียลดี เหมือนชีวิตจริงแหละ บางคดีก็ให้มันจบแบบนี้แหละดีแล้ว เสียหายแก่สังคมน้อยสุด ไอ้ที่เกิดขึ้นไปแล้วก็กลับไปแก้ไม่ได้แล้ว ชีวิตเดินหน้าต่อไป




Tuesday, February 14, 2023

The Love Hypothesis

 


หนังสือชื่อ  :  The Love Hypothesis

ผู้แต่ง  :  Ali Hazelwood

สำนักพิมพ์  :  Berkley


นิยายรักอ่านสบายๆ ก่อนนอนค่ะ เป็นนิยายรักในรั้วมหาลัยสแตนฟอร์ด แนวนักวิจัยวิทยาศาสตร์พบรักกันในมหาวิทยาลัย นางเอกคือ Olive เป็นนักศึกษาปริญญาเอก สาขาชีววิทยา ส่วนพระเอกคือ Adam เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คณะเดียวกับนางเอก

ถึงแม้พล็อตเรื่องจะเป็นเรื่องของนักเรียนกับอาจารย์ แต่ไม่มีอะไรผิดศีลธรรมนะคะ ก็เพราะนางเอกเป็นนักศึกษาปริญญาเอก อายุ 26 แล้ว ส่วนพระเอกเป็นอาจารย์ก็จริงแต่ไม่ใช่อาจารย์ของนางเอกโดยตรงค่ะ ไม่ใช่ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ไม่ใช่กรรมการพิจารณาวิทยานิพนธ์ เรียกว่าแค่อยู่คณะเดียวกันเท่านั้นเองค่ะ และความรักของทั้งคู่อยู่ในสายตาคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยโดยตลอดค่ะ

หนังสือเร่ิมด้วยฉากเปิดตัวตอนที่ทั้งคู่พบกัน ตอนนั้นนางเอกมาสอบสัมภาษณ์ ยังไม่ได้เข้าเรียนค่ะ แล้วโบ๊ะบ๊ะเข้าห้องน้ำผิด ไปเข้าห้องน้ำชายที่พระเอกก็กำลังเข้าไปเทสารเคมีบางอย่างในห้องน้ำ ทั้งคู่เจอกัน แต่นางเอกจำหน้าพระเอกไม่ได้เพราะตอนนั้นกำลังเคืองตาเนื่องจากใส่คอนแทคเลนส์หมดอายุ ...ทั้งคู่คุยกัน นางเอกเพิ่มความโบ๊ะบ๊ะไปด้วยการไม่รู้ว่าพระเอกเป็นอาจารย์ คิดว่าเป็นนักศึกษารุ่นพี่ ...และนั่นเป็นความประทับใจแรกที่พระเอกมีต่อนางเอก

....เวลาผ่านไปสามปี ทั้งคู่ก็ไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ 

จนกระทั่งค่ำวันหนึ่ง นางเอกคว้าพระเอกมาจูบกลางคณะ!!!

คือแบบว่า แฟนเก่านางเอก (ซึ่งเลิกจากกันด้วยดี แบบไปเดทกันครั้งสองครั้ง แล้วรู้ตัวดีว่าไม่คลิก ก็เลิกกันดีๆ) ไปจีบเพื่อนสนิทนางเอก ซึ่งเพื่อนนางเอกก็ชอบเขาแหละ แต่มโนธรรมบอกว่าไม่อยากแย่งเพื่อน ถึงนางเอกจะบอกว่าเลิกกันแล้ว ไม่คลิก เพื่อนที่แสนดีก็ยังไม่เชื่อ ...นางเอกเลยต้องโกหกว่า นางเอกมีแฟนแล้ว และคืนนี้จะไปออกเดทกับแฟน

แต่ความจริงคือนางยังไม่มีใครไงคะ เลยไม่มีที่ไป ก็เลยกลับไปห้องวิจัย ทำงานฆ่าเวลา... แต่เรื่องมันเกิดเพราะเพื่อนสนิทดันเข้าคณะคืนนั้น นางเอกเห็นพอดี เลยต้องคว้าคอผู้ชายคนที่ซวยเดินผ่านมามาจูบต่อหน้าต่อตาเพื่อน อารมณ์ให้เพื่อนเข้าใจผิดว่าเนี่ยฉันกำลังสวีตกับแฟนอยู่

จูบแล้วถึงได้รู้ตัวว่าคว้าใครมาจูบ!!! ซึ่งก็คือพระเอกนั่นเอง ...ซวยแหละ คว้าอาจารย์มาจูบกลางคณะ 555

แล้วหลังจากนั้นก็เป็นการเจรจาหาผลประโยชน์ที่ลงตัวกันค่ะ กลายเป็นแฟนสมมุติกัน นางเอกก็ได้แฟนปลอมๆ มาเพื่อให้เพื่อนสนิทได้ตัดสินใจคบกับแฟนเก่านางเอก ส่วนพระเอกก็ให้คณะกรรมการของมหาวิทยาลัยรู้สึกว่าพระเอกจะไม่ย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยอื่น และพิจารณาให้ทุนวิจัยแก่พระเอกเต็มจำนวนเหมือนเดิม

ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากเรื่องโกหก แต่พัฒนาการความรักกลับเป็นเรื่องจริง 

หนังสือเขียนเล่าแต่ในมุมของนางเอกเท่านั้นค่ะ ความสนุกจึงอยู่ที่คนอ่านรู้สึกถึงเคมีของทั้งคู่ รู้ว่าพระเอกชอบนางเอก (น่าจะชอบมาตั้งนานแล้ว) แต่นางเอกยังไม่รู้ตัว ...น่ารักดีค่ะ

สนุก เบาๆ จบแฮปปี้ค่ะ 

ป.ล. บทที่ 16-17 เนี่ย NC ทั้งบทเลยค่ะ อ่านกันให้เลือดกำเดาไหลไปเลยยยย

Friday, January 20, 2023

Wrong Place Wrong Time

 


หนังสือชื่อ  :  Wrong Place Wrong Time

ผู้แต่ง  :  Gillian McAllister

สำนักพิมพ์  :  Penguin Random House UK


เล่มนี้สนุกค่ะ เป็นพล็อตแนวย้อนเวลาไปแก้ไขอดีต ออกแนวสืบสวน และแฝงด้วยกลิ่นอายโรแมนติกด้วยค่ะ ครบรส กลมกล่อมมากค่ะ

เรื่องเร่ิมจากเวลาเที่ยงคืนในปลายเดือนตุลาคม 2022,  Jen ทนายความ (เชี่ยวชาญเรื่องหย่าร้าง) กำลังแกะสลักฟักทองวันฮาโลวีน ระหว่างรอลูกชายกลับบ้าน ... ทันใดนั้น Jen ก็กลายเป็นพยานเห็นการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านของเธอเอง ...คนร้ายก็ไม่ใช่ใคร ...ลูกชายคนเดียวของเธอนั่นเอง 

ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วค่ะ จับตัว Todd ลูกชายเข้าคุก และไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้จนกว่าจะรุ่งเช้า Jen จึงกลับบ้านและนอนหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

แต่พอตื่นขึ้นมา เธอกลับตื่นย้อนมาในอดีตค่ะ ทุกครั้งที่เธอนอนหลับ เธอจะตื่นขึ้นมาอีกวันในอดีต ... และวันก็ไม่ได้ต่อเนื่องกันนะคะ แรกๆ เธอตื่นขึ้นมาหนึ่งวันย้อนหล้งเหตุฆาตกรรม แต่ถัดๆ ไป เธอตื่นเว้นช่วงเป็นเดือน เป็นปีในอดีตเลยค่ะ

เธอไม่รู้ว่าอะไร หรือกลไกทางฟิสิกส์ใดทำให้เธอย้อนเวลากลับมาในอดีตได้ .. แต่ที่เธอรู้แน่ๆ คือเธอต้องค้นหาให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของเธอ ..ลูกชายที่เป็นเด็กเรียน สนใจเคมี เรียบร้อย ทำไมจู่ๆ จึงถือมีดมาแทงใครก็ไม่รู้หน้าบ้านได้?

หนังสือมีชั้นเชิงการเล่าได้ดีมากค่ะ ค่อยๆ คลายปม ...แต่ละบทจะเป็นวันที่ Jen ตื่นขึ้นมาย้อนหลังในอดีต คั่นด้วยบทของ Ryan ซึ่งเป็นชื่อของตำรวจคนหนึ่งที่กำลังทำการสืบสวนเรื่องแก๊งจารกรรมรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองลิเวอร์พูล ... จากนั้นหนังสือจะค่อยๆ ผูกปมให้เรารู้ว่าอดีตของ Jen กับตำรวจชื่อ Ryan นั้นเชื่อมกันได้อย่างไร

หนังสือตอนต้นๆ อาจจะเอื่อยๆ สักหน่อยค่ะ ตอนแรกก็คิดว่าพล็อตเหมือนนิยายรักจีน แบบย้อนเวลาไรงี้ ดูไม่แปลกสำหรับคนเอเชียอย่างเรา ...แต่พออ่านไปกลางเล่ม กลับเป็นว่าลุ้น อ่านวางไม่ลงเลยทีเดียวค่ะ 

Wednesday, January 4, 2023

Freckles

 


หนังสือชื่อ  :  Freckles

ผู้แต่ง  :  Cecelia Ahern

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


You are the average of the five people you spend the most time with.

เป็นหนังสืออ่านจบเล่มแรกของปีนี้ค่ะ หยิบมาอ่านเพราะคำโปรยข้างบนเลยค่ะ "เราคือค่าเฉลี่ยของคนห้าคนที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่ด้วย" 

Freckles คือฉายาของนางเอกค่ะ เพราะเธอตกกระทั่วตัว นางเอกเกิดและโตที่เกาะ Valentia ประเทศไอร์แลนด์ อยู่กับพ่อสองคน แม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็กๆ (ทิ้งจริงๆ เลยค่ะ แบบคลอดแล้วไม่เอาลูก แล้วก็หายไปจากชีวิตนางเอกกับพ่อเลย) นางเอกรู้จักแต่ชื่อแม่ แต่ไม่เคยเห็นหน้าตา

พอนางเอกเรียนจบ และพลาดหวังจากการเป็นตำรวจ ก็เลยย้ายมาอยู่ดับลิน มาทำงานเป็น warden (เจ้าหน้าที่ที่คอยออกใบสั่งแก่รถที่จอดในที่ห้ามจอด รถจอดเกินเวลา ฯลฯ) และดูเหมือนการย้ายมาอยู่ดับลินของเธอมีเจตนาบางอย่างแอบแฝงอยู่...

"You are the average of the five people you spend the most time with." คือคำดูถูกค่ะ เนื่องจากเจ้าของรถเฟอรารี่ที่นางเอกออกใบสั่งให้ทุกวันๆ โกรธเลยกล่าวดูถูก อารมณ์ประมาณก็เพราะชีวิตนางเอกอยู่กับพวกขี้แพ้ไง ดังนั้นเธอจึงเป็นคนขี้แพ้เช่นกัน

คำดูถูกนี้ติดหู ติดใจนางเอกมากค่ะ จนเธอต้องออกค้นหา 5 คนในชีวิตของเธอ...

มันเศร้าตรงที่พอเรายิ่งโตขึ้น 5 คนในชีวิตเราก็ยิ่งไม่ค่อยมีห้าคนที่ว่านี้สักเท่าไรหรอกค่ะ (กติกาคือไม่นับคนในครอบครัวค่ะ ใครก็ได้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา ที่เรา "ใช้" เวลาอยู่ด้วยกับพวกเขา) พอโตขึ้น เรามักจะอยู่กับงานน่ะค่ะ ยุ่งๆๆ เพื่อนร่วมงาน บางครั้งก็ไม่ใช่เพื่อนเนอะ สังคมก็ต่างคนต่างอยู่ ...​นางเอกก็เผชิญปัญหานี้เช่นกันค่ะ

ห้าคนในชีวิตที่ตอนแรก เธอคิดว่าเธอมีแล้ว แต่เป็นห้าคนสมัยที่ยังอยู่ที่เกาะนะคะ ...​พอเธอกลับไปเยี่ยมบ้านในวันหยุด ...เธอก็พบว่า คนที่เธอสนิทด้วย คนที่เธอเคยนับว่าเป็น 5 คนสำคัญในชีวิต...กลับเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมแล้ว และเธอต่อกับพวกเขาไม่ติด

ดังนั้นนิยายส่วนที่เหลือ จึงเป็นการตามหาห้าคนสำคัญในชีวิตค่ะ ... ในเมื่อเธอไม่มีห้าคนในชีวิต ณ ตอนนี้ ข่าวดีคือ เธอสามารถเลือกห้าคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ ดังนั้นเธอจึงเขียนจดหมายถึงพวกเขา (ส่วนใหญ่เป็นคนดังที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอค่ะ) 

บางทีการตามหาก็ทำให้เราลืมคนสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวไป... 

บางคนที่เราเห็นฉากนอกในโซเชียลมีเดีย ดูเป็นคนดี เป็นแบบอย่างที่น่าเอาอย่าง เบื้องหลังอาจไม่ใช่เช่นนั้นก็ได้ค่ะ

เรื่องดำเนินช้าค่ะ สไตล์การเขียนเหมือนการบรรยายความคิดของนางเอก บรรยายสิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอได้ยิน ดังนั้นจึงไม่มีคำพูดเป็นบทสนทนาค่ะ ...เป็นสไตล์การเขียนที่แปลกดี แต่ไม่ขัดน่ะค่ะ อ่านไปสักพักก็จะคุ้น 

เราอาจจะไม่ชอบนิสัยของนางเอกนัก แต่เธอดูเป็นคนธรรมดาดีค่ะ ที่บางครั้งก็ทำอะไรผิดพลาด บางครั้งก็ทำให้ชีวิตตัวเองยุ่งยากมีปัญหาอย่างไม่จำเป็น ... แต่สิ่งหนึ่งที่ชอบเกี่ยวกับเธอคือ เธอเป็น woman in action ค่ะ เธอเป็นนักสู้ ไม่ว่าเธอจะทำพลาด น่าขายหน้าแค่ไหน แต่เธอก็จะก้าวต่อไปทำในสิ่งที่เธอเชื่อ เหมือนตอนหนึ่งในหนังสือที่เขียนว่า 

You can't fix the broken outer shell. But you can rebuild.


Thursday, December 29, 2022

Emotional Design

 


หนังสือชื่อ  :  Emotional Design

ผู้เขียน  :  Donald A. Norman

สำนักพิมพ์  :  Basic Books


เป็นหนังสือเก่าค่ะ (ฉบับที่อ่านตีพิมพ์เมื่อปี 2004) แต่หลายเรื่องในหนังสือ และแนวคิดหลักของหนังสือน่าสนใจ และยังใช้มาจนทุกวันนี้

ผู้เขียนคือ Norman เคยเป็นหัวหน้าแผนก UX ของแอปเปิ้ลค่ะ เป็นคนออกแบบผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีดีไซน์ และเป็นมิตรกับผู้ใช้ ก่อนที่วงการคอมพิวเตอร์จะมีบัญญัติคำว่า UX (User Experience) มาใช้เสียอีกค่ะ

เนื่องจากหนังสือนี้เขียนนานแล้ว ดังนั้นเนี่ย จึงผ่านการเวลาพิสูจน์ว่าสิ่งที่ Norman เขียนได้กลายเป็นความจริงในปัจจุบันนี้ค่ะ 

หนังสือเล่าเรื่องแนวคิดการออกแบบที่ใส่ "อารมณ์-emotional" ลงไปด้วย โดย emotional design แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. Visceral Level - เป็นระดับพื้นฐานของมนุษย์ การออกแบบโดยคำนึงถึงรูป รส สัมผัส ตัวอย่างเช่น ของเล่นเด็ก ที่จะออกแบบกระตุ้นในระดับนี้ ด้วยการออกแบบของเล่นให้มีสีสันสดใส ทำให้เด็กตอบสนองด้วยการอยากเล่น เป็นสัญชาติพื้นฐานเลย

2. Behavioral Level - เน้นเรื่องการใช้งาน ของที่ออกแบบมาต้องสามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ที่มันสร้างมา พร้อมกันนั้นต้องคำนึงถึงการใช้งานที่เป็นมิตร นักออกแบบที่ต้องการเข้าถึงการออกแบบในระดับนี้ ต้องทำการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้ขณะใช้งาน เพราะบางครั้งผู้ใช้ใช้สิ่งนั้นจนชิน จนไม่รู้สึกว่ามันเป็นอุปสรรคหรือมีฟังก์ชั่นที่ไม่สะดวกต่อการใช้งานอยู่

3. Reflective Level - เป็นระดับที่ซับซ้อน บางครั้งขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรมของผู้ใช้ด้วย

ผู้เขียนยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัว ตอนได้รับหมึกอินเดีย ​(india ink) เป็นของขวัญจากเพื่อน หมึกบรรจุอยู่ในแท่งชุดอย่างดี ดีไซน์สวยงาน นั่นคือความประทับใจแรก (ระดับ visceral) แล้วทันใดนั้น เขาก็คิดถึงการใช้มันตอนสมัยเรียน (ระดับ Behavioral) ซึ่งมันใช้ยากมาก มันไม่ได้ดั่งใจ และทำให้เขาต้องเสียเวลาเป็นวันๆ ในการพยายามทำให้มันออกมาในแบบที่ต้องการ เป็นความรู้สึกแบบ hate-love ทั้งรักทั้งเกลียด ซึ่งเป็นความทรงจำในระดับ reflective

ในเล่ม ผู้เขียนเขียนถึงการออกแบบที่ใส่อารมณ์ต่างๆ เข้าไป เช่น อารมณ์สนุก และมีความสุขที่ใช้ในการออกแบบเกมส์ ดนตรีและเสียงที่ใส่ในภาพยนตร์ สิ่งเหล่านี้ออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้มีความสุขเมื่อใช้ 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการออกแบบทางคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ต้องทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ เช่น ต้องกรอกข้อมูล ต้องคลิกตามคำสั่ง - ความร่วมมือแบบนี้ต้องมาคู่กับความไว้ใจ เป็นจิตวิทยาน่ะค่ะ ต้องมีตัวบอกว่ากระบวนการนี้ถึงขั้นไหนแล้ว เหมือนไรจะเสร็จ (เหมือนเกจวัดน้ำมัน บอกว่าน้ำมันเหลือเท่าไรในถัง) ซึ่งถ้าผู้ใช้เชื่อถือในมาตรวัดนั้น ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้น ผู้ใช้จะกล่าวโทษตัวเองที่ไม่รอบคอบ แทนที่จะโทษผลิตภัณฑ์ 

หรือในบทที่กล่าวถึงหุ่นยนต์ Norman ก็ทำนายอนาคตได้อย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ เพราะสิ่งที่เขาเขียนกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนี้

นับว่าเป็นหนังสือที่ถึงแม้จะเก่า แต่อ่านแล้วได้แนวคิดดีๆ ค่ะ


Sunday, December 18, 2022

จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money)

 


หนังสือชื่อ  :  จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money)

ผู้เขียน  :  Morgan Housel

ผู้แปล. :  ธนิน รัศมีธรรมชาติ

สำนักพิมพ์  :  ลีฟ ริช ฟอร์เอฟเวอร์


เป็นหนังสือที่มีประโยชน์ค่ะ ควรอ่านอย่างยิ่ง แม้ส่วนตัวจะรู้สึกผิดหวัง เพราะคิดว่าจะมีเนื้อหาหนักๆ อ้างอิงงานวิจัยโน่นนี้ ... แต่เล่มนี้ไม่ใช่เลยค่ะ เนื้อหาออกแนวหนังสือ How to ซะมากกว่า ... แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ตาม ก็นับว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์ ควรอ่านค่ะ

การหาเงินได้ กับการใช้เงินไม่เหมือนกันค่ะ และคนรวยกับคนมั่งคั่งก็ไม่เหมือนกัน... อ่านเล่มนี้แล้วให้คิดถึงชีวิตการใช้ "เงิน" ของทั้งตัวเอง และคนใกล้ตัวค่ะ (ที่เราเห็นเขาโพสต์อวดชีวิตดี๊ดี ร๊วยรวย แล้วเราก็สงสัยว่า ทำไมเขารวยจัง แล้วเขาจะอวดไปทำไมง่ะ) ... 

หนังสือบอกเราว่า การตัดสินใจลงทุนไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทุกครั้งไป ไม่มีการตัดสินใจที่ดีหรือการตัดสินใจที่เลวค่ะ เราตัดสินใจภายใต้กรอบข้อมูลที่เรามีอยู่ ณ ขณะนั้น เราตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของครอบครัว หรือแม้กระทั่งสภาพเศรษฐกิจในช่วงที่เราเติบโตมา ... แม้กระทั่งนักลงทุนเก่งๆ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในทุกหุ้นที่เขาลงไปหรอกค่ะ... แต่ความสำเร็จเพียงแค่เล็กน้อยจากทั้งหมดที่เขาลงไป มันประสบความสำเร็จมากจนกลบความล้มเหลวที่ผ่านมาของเขาหมด ... แล้วเราคนนอกก็ชื่นชมเขาจากความสำเร็จ (ที่เป็นสัดส่วนน้อย แต่ยิ่งใหญ่) ของเขากัน 

หนังสือให้ความสำคัญกับการ "ออม" และการพยายามรักษาไลฟ์สไตล์ให้ต่ำกว่าที่คุณสามารถจ่ายได้ การรู้จัก "พอ" การหาความสุขกับสิ่งง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายซื้อ เช่น อ่านหนังสือ นั่งเล่นกับแมว ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องมีความสุขกับการอวดรวย ซื้อรถหรูๆ แพงๆ หวังให้คนชื่นชม เราที่มีรถหรู ...แต่โปรดจำไว้ว่า ผู้คนชื่นชม "รถหรู" ไม่ใช่เจ้าของรถค่ะ เขาแทบจำไม่ได้ ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าใครคือเจ้าของรถ เขาฝันกลางวันว่าตนเองจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ "รถหรู" แบบนั้นบ้าง

หนังสือให้ความสำคัญกับการลงทุนในแบบที่ทำให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนตามอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เอาแบบที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด ...และบทที่ 20 ของหนังสือ ผู้เขียนได้เขียนเล่าวิธีการลงทุนของตนเองไว้ค่ะ ซึ่งไม่ตรงกับที่ผู้เขียนแนะนำให้คนอื่นลงทุน เหตุผลเพราะค่านิยมส่วนตัว และเขารู้สึกสบายใจกับการลงทุนเช่นนี้

มันคือหนังสือที่สอนให้ใช้เงินอย่างไม่ประมาทน่ะค่ะ โดยใช้ภาษาง่ายๆ ไม่มีตัวเลขอะไรวุ่นวาย ดังนั้นใครๆ ก็อ่านได้ ... ผู้แปลก็แปลได้ดีค่ะ มีบ้างที่ใช้ประโยคเยิ่นเย้อ มีคำเชื่อมเยอะไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร บางประโยคก็งงๆ ไม่เข้าใจความหมาย ... แต่โดยรวมแล้วอ่านเข้าใจดีค่ะ 

ถ้ามีเวลาน้อย ให้พลิกข้ามไปอ่านบทที่ 19 เลยค่ะ เพราะบทนั้นคือสรุปทั้งเล่มเอาไว้แล้ว ส่วนบทสุดท้ายบทที่ 20 ผู้เขียนเขียนเล่าพอร์ตการลงทุนส่วนตัวของตนเอง 

ส่วนบทส่งท้ายก็น่าสนใจค่ะ เป็นการเล่าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอเมริกาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจอเมริกาในระดับครัวเรือนในตอนนี้ ... ตอนสงครามสิ้นสุดใหม่ๆ เศรษฐกิจอเมริกาถดถอยค่ะ ดังนั้นรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการทำดอกเบี้ยต่ำ กู้ยืมง่าย มีเครดิต ทำให้การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย รณรงค์ให้เกิดการบริโภคในประเทศ ซึ่งในตอนนั้นช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยคนจนไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นทุกคนจึงเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในทางด้านวัตถุ ทุกบ้านมีรถเหมือนๆ กัน มีเครื่องซักผ้า ทีวีเหมือนๆ กัน ... แต่พอมาตอนนี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนถ่างมากขึ้น แต่ค่านิยมของการมีเหมือนเพื่อนบ้านยังคงอยู่ ดังนั้นคนจนจึงยอมเป็นหนี้ เพื่อที่จะมีให้เหมือนคนรวย ...