Monday, July 31, 2023

The Shards

 


หนังสือชื่อ  :  The Shards

ผู้แต่ง  :  Bret Easton Ellis

สำนักพิมพ์  :  Swift Press 2023


อ่านจบแล้ว นิยามได้คำเดียวว่า เป็นเล่มที่ "จิต" ค่ะ ... เล่มหนามาก หลายหน้ามาก เขียนแบบบรรยายน้ำท่วมทุ่ง เผินๆ ดูเหมือนบรรยายแบบไร้ประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วคือเนื้อเรื่องมันค่อยๆ เข้มขึ้นอย่างช้าๆ (ช้ามาก) แต่กว่าเราจะรู้ตัว เราก็ตกลงไปในหลุมเสียแล้ว

เป็นนิยายทิลเลอร์ค่ะ ผู้เขียนเขียนเหมือนกำลังเล่าประสบการณ์ของตัวเอง สมัยที่ยังอายุ 17 กำลังเรียนมัธยมใหนโรงเรียนเอกชนปีสุดท้าย (ตอนนี้ผู้เขียนอายุ 56 แล้ว)

ในปี 1981 Bret หรือตัวผู้เขียนอายุ 17 ปี เป็นลูกคนรวย อยู่ย่านฮอลลิวูด มีเพื่อนที่สนิทในกลุ่มคือ Susan Reynolds ซึ่งเป็นแฟนกับ Thom Wright และ Dibbie เป็นแฟนกับตัวผู้เขียนเอง -- สรุปคือมี 4 คน สองคู่

Thom กับ Susan เป็นคิงกับควีนของโรงเรียนค่ะ สวย หล่อ เก่งทั้งคู่ เรียกว่าเป็นคู่ที่เพอร์เฟคเหมือนเจ้าหญิงเจ้าชาย Susan เรียนเก่งเป็นหัวหน้าห้อง ในขณะที่ Thom หล่อและเป็นนักกีฬา ส่วน Debbie เป็นลูกของ Terry ผู้กำกับชื่อดังในฮอลลีวูด ในขณะที่ตัว Bret ภาพจำของคนทั่วไป คือเด็กน่ารักที่เป็นเพื่อนสนิทกับคนดัง 

Bret เป็นเกย์ ในปี 1981 ที่การเป็นเกย์ยังไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้น Bret จึงไม่ได้พูดออกมาดังๆ ไม่มีใครรู้ มีแฟนคือ Debbie เป็นผู้หญิง แต่ขณะเดียวกันก็เล่นหูเล่นตากับพ่อของ Debbie! -- ความลับของ Bret นี้มี Susan ที่ระแคะระคายค่ะ แต่ Bret ไม่ยอมรับ ดังนั้น Susan จึงบอกได้แค่ว่า "ความลับของเธอจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับฉัน" -- อารมณ์ขิงว่าฉันรู้จักเธอนะ แต่ฉันจะไม่แฉเธอ

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งการมาถึงของนักเรียนใหม่ คือ Robert Mallory 

Robert เป็นเด็กผู้ชายหน้าตาดี นิสัยเป็นมิตร สนิทกับเพื่อนๆ ในกลุ่มอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับ Bret แล้วเขารู้สึกว่า Robert มีบางอย่างปิดบังอยู่ และดูจะไม่ใช่เรื่องดี

ตัวละครในเรื่องทุกคนเทาๆ หมดเลยค่ะ ไม่มีใครดีกว่าใคร สะท้อนเห็นถึงวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนา ไม่มีใครมีศีลธรรม ทุกคนเป็นเด็กที่พ่อแม่รวยโครต แต่ไม่มีเวลาให้ลูก คือพ่อแม่ของเด็กพวกนี้ก็ยุ่งแต่เรื่องของตัวเอง ไม่สนใจลูก จึงไม่แปลกที่ลูกเองก็ยุ่งอยู่แต่ความต้องการของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนอื่น หรือศีลธรรมอะไร -- ตัวอย่างเช่น Bret ที่เป็นแฟนกับ Debbie แล้วยังไปมีอะไรกับพ่อของ Debbie อีก คือไม่ได้คิดแม้แต่น้อยว่า Debbie จะรู้สึกอย่างไรถ้ารู้เข้า -- หรืออย่าง Susan ที่เป็นแฟนกับ Thom แล้วยังไปมีอะไรกับ Robert เพื่อนในกลุ่มเดียวกัน แล้วก็เลิกกับ Thom ไปหา Robert หลังจากที่ทุกอย่างถูกเปิดเผยขึ้น (คือถ้าไม่มีการแฉ นัง Susan กับ Robert คงจะยังตีสองหน้าต่อไป) 

ในระหว่างนั้น มีเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นในย่านนั้น ฆาตกรเรียกตัวเองว่า the Trawler มีเด็กวัยรุ่นผู้หญิงถูกลักพาตัวไป และต่อมาเจอเป็นศพในสภาพน่าสยดสยอง -- ก่อนเกิดเหตุลักพาตัว มีรายงานว่า เหยื่อมักบ่นเรื่องมีโทรศัพท์แปลกๆ โทรหา แล้วไม่พูด สัตว์เลี้ยงในบ้านหายไป หรือเฟอร์นิเจอร์ในห้องของเหยื่อมีการเคลื่อนย้าย แต่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร รวมถึงมีรายงานการบุกรุกในย่านที่อยู่อาศัยของเหยื่อ

ไม่มีใครสนใจเรื่องฆาตกรต่อเนื่องนี้ค่ะ ยกเว้น Bret เพราะ Bret สงสัยว่า Robert จะมีส่วนเกี่ยวข้อง และ Bret ยิ่งเชื่อเช่นนี้สนิทใจ เมื่อเพื่อนและคู่ขาลับๆ ของเขา คือ Matt Kellner หายตัวไป และต่อมาพบเสียชีวิต

การตายของ Matt ตำรวจเชื่อว่าเป็นเพราะเสพยาเกินขนาด แต่ Bret ไม่เชื่อเช่นนั้น ยิ่งมารู้ว่าคนสุดท้ายที่ Matt มีนัดเจอคือ Robert ยิ่งทำให้ Bret ปักใจเชื่อว่า Robert มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือ Robert นั่นแหละคือ the Trawler -- แต่ไม่ว่า Bret จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ก็ไม่มีใครเชื่อค่ะ เพราะวิธีการเล่าของ Bret นั้นในสายตาผู้ใหญ่มันไม่น่าเชื่อถือ 

คือทุกคนในเรื่องเป็นพวกคิดถึงตัวเองก่อนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้นเลยไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครคนไหนเป็นพิเศษ หนังสือเล่าในมุมความทรงจำของ Bret ทำให้เรารู้สึกว่า Bret เป็นพวกใช้ชีวิตขับเคลื่อนไปตามอารมณ์ และถึงแม้เรื่องเล่าย้อนหลัง เราก็ไม่ได้เห็นความรู้สึกผิดแม้เศษเสี้ยวของการกระทำในอดีตของเขาเลย 

ถ้าหวังจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อหาว่าใครคือฆาตกรต่อเนื่อง the Trawler แล้วคุณจะผิดหวังค่ะ เพราะสุดท้าย the Trawler ก็ยังอาละวาดต่อไป และจับไม่ได้ว่าใครทำ -- แต่ถ้าอยากอ่านเรื่องจิตๆ ความคิดจิตๆ ล่ะก็ เรื่องนี้เหมาะเลยค่ะ 


Sunday, July 2, 2023

Beautiful World, Where Are You

 


หนังสือชื่อ  :  Beautiful world, where are you

ผู้แต่ง  :  Sally Rooney

สำนักพิมพ์  :  Faber & Faber Limited


ไม่ใช่แนวอ่ะค่ะ คือเป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ ไม่มีพีก ไม่คุ้นกับวิธีการนำเสนอเรื่องของผู้แต่ง รวมถึงหัวข้อที่ตัวละครเขียนถึงกันหรือพูดคุยกันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความสนใจส่วนตัวของเรา แต่ที่ทำให้ยังอ่านได้อยู่จนจบ ก็เพราะสำนวนการเขียนค่ะ สำนวนดี บรรยายเรื่องต่างๆ ได้ดี อ่านสมูท 

จิตใจคนเรายากแท้ยั่งถึงค่ะ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของสองเพื่อนรัก คือ Eileen และ Alice 

Eileen เป็นผู้หญิงสวย ทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในกรุงดับลิน มีพี่สาวที่กำลังจะแต่งงาน มีเพื่อนสมัยเด็กชื่อ Simon ซึ่งเป็นคนที่ Eileen แอบชอบ แต่ไม่กล้าพัฒนาความสัมพันธ์ให้มากไปกว่าเป็นเพื่อนกัน เพราะกลัวว่าถ้ากลายเป็นแฟนกันแล้ว เกิดเลิกกัน จะมองหน้ากันไม่ติด แล้วกลายเป็นเสียเพื่อนไป 

Alice เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง กำลังอยู่ในช่วงพักเบรคหลังจากป่วยทางจิตจนต้องเข้าโรงพยาบาล โดยไปพักผ่อนที่ Ballina แล้วได้เจอกับ Felix ทางแอปทินเดอร์

สรุปก็คือเป็นเรื่องของคนสองคู่ (Eileen กับ Simon และ Alice กับ Felix) ผู้เขียนเขียนแบบบรรยาย เหมือนการบรรยายละครให้คนตาบอดฟัง เราคนอ่านจะไม่รู้ว่าตัวละครคิดอะไรอยู่ รับรู้แค่การกระทำ ส่วนความคิดของตัวละครจะบรรยายจากอีเมล์ที่ Eileen และ Alice เขียนถึงกัน 

เนื่องจากผู้เขียนเขียนแบบบรรยายความจริงโดยไม่ตัดสิน คล้ายๆ กับการสังเกตพฤติกรรมคนในการสังเกตทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเราคนอ่านจะงงๆ กับการกระทำบางอย่างของตัวละคร (เพราะเราไม่ทราบแรงจูงใจของการทำเช่นนั้น) หรืออาจจะเพราะพื้นฐานทางสังคมของตัวละครกับคนอ่านไม่เหมือนกัน ทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของพวกเขานัก

ตัวละครแต่ละคนดูมีพฤติกรรมทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก มักตั้งคำถามกับ "ความหมายของชีวิต" ตั้งคำถามให้เชิงปรัญญา พยายามจะลุ่มลึก แต่ผลที่ได้กลับฉาบฉวย 

ไม่รู้สิ อ่านแล้วเราไม่ค่อย "อิน" กับเรื่องพวกเขา เรื่องปรัญญาชีวิตที่พวกเขาตั้งคำถามกับตัวเองก็ไม่อิน ผู้เขียนพยายามเชื่อมโยงพระเจ้าเข้ากับความสับสนในชีวิตของพวกเขา โดยคิดว่า "ความรัก" ที่เป็นคำสอนของพระเจ้าจะคือคำตอบ ...แต่คือเบื้องหลังของคนอ่านอย่างเรา เราไม่ใช่คริสเตียนไง เราเลยงงๆ 

บางครั้งพวกผู้หญิงก็ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก อย่างตอนที่ Eileen อยากรักษาความเป็นเพื่อนกับ Simon ตลอดไป ... แล้วเธอจะนอนกับเขาทำไม??? คือมันย้อนกลับไม่ได้แล้ว ถ้าอยากเป็นเพื่อนก็อย่านอนกับเพื่อน นี่ไปยั่วเขา นอนกับเขา แล้วสับสน อยากขอเป็นแค่เพื่อน What??? 

นิยายมันไม่มีจุดพีค เรื่องมันเรื่อยๆ ข้อดีคือมันสมจริง เหมือนชีวิตจริงๆ ของพวกเรานี่แหละ ที่บางทีทำอะไรไปโดยไม่มีเหตุผล แต่คือพอเป็นนิยาย ไปจนเกือบจบ ยังสงสัยว่ามันจะจบเล่มอย่างไร เพราะมันไม่มีอะไรตื่นเต้นเลย ปมบางอย่างก็ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ เช่น เรื่องพี่ชายของ Felix หรือครอบครัวของ Eileen 

นิยายจบดีนะคะ จัดว่าเป็นกึ่งๆ นิยายรักโรแมนติกก็ได้ค่ะ เพียงแต่วิธีเล่าของผู้แต่งทำให้มันไม่โรแมนติก 55 ส่วน NC เนี่ย ชัดเจนประหนึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ข้างเตียงเลยค่ะ เหอ เหอ


Sunday, June 25, 2023

The Colour of Bee Larkham's Murder

 

หนังสือชื่อ  :  The Colour of Bee Larkham's Murder

ผู้แต่ง  :  Sarah J. Harris

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers Ltd


เป็นหนังสือดีที่สุดที่อ่านในปีนี้เลยล่ะค่ะ สนุก วางไม่ลง อ่านเสียงานเสียการ ... เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ขำก็ขำ เวทนาก็ด้วย และลุ้นว่าใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่

หนังสือเล่าในมุมของ Jasper เด็กชายออทิสติก อายุ 13 ปีค่ะ Jasper เชื่อว่าเพื่อนบ้านของเขา Bee Larkham ถูกฆาตกรรม แต่ปัญหามันคือ ผู้ใหญ่รอบๆ ตัวเขาไม่มีใครตระหนักรู้สักคนว่า Bee นั้นตายไปแล้ว

เนื่องด้วย Jasper เป็นเด็กออทิสติก สมองของเขามีความคิดที่ซับซ้อนมากค่ะ เป็นความซับซ้อนที่แตกต่างด้วย แต่ความสามารถในการแสดงอารมณ์ออกมาให้คนอื่นรับรู้นั้นต่ำมาก ดังนั้นเวลา Jasper โกรธ ถูกขัดใจ ก็จะแสดงออกด้วยการกรีดร้อง ... ทำให้ยากสำหรับคนรอบตัวที่ดูแล Jasper

Jasper มีปัญหาที่เด็กออทิสติกเป็นคือ เขาจำหน้าคนไม่ได้ค่ะ เขาเห็นเสียงเป็นสี ทุกเสียงที่เกิดขึ้นเขาจะเป็นสี และใช้สีนั้นในการจำแนกคน เสียงพูดแต่ละคนก็จะมีสีที่แตกต่างกันในสมองของ Jasper ... แต่ปัญหาคือ เสียงอาจเปลี่ยนตามอารมณ์ได้ ดังนั้นจึงยากที่จะจำแนกคนด้วยเสียงด้วยวิธีนี้ 

Jasper เคยมีแม่ที่เข้าใจความพิเศษของเขานี้ แต่ตอนนี้แม่เสียแล้วด้วยโรคมะเร็งตอนเขาอายุ 9 ขวบ ต่อมาย่าก็เสียอีก ดังนั้นพ่อเลยต้องลาออกจากการเป็นทหารนาวิกโยธิน มาอยู่บ้านดูแลเด็กพิเศษเช่น Jasper เพราะทั้งคู่ต่างไม่มีใครแล้วล่ะค่ะ ต่างมีกันและกัน 

อ่านตรงนี้แล้วรู้สึกสงสารพ่อ Jasper มาก เพราะการมีลูกเป็นออทิสติกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวอีก

ในขณะที่ Jasper เองก็น่าสงสารมาก เวลาที่เขารู้สึกไม่มั่นคง เขาจะหนีเข้าไปอยู่ในกระโจม กอดเสื้อคาร์ดิแกนของแม่ไว้ หรือถ้าอยู่นอกห้องนอน แล้วรู้สึกสับสน ก็จะเอามือล้วงกระเป๋า คอยลูบกระดุมเสื้อคาร์ดิแกนของแม่ ... โถ

Bee Larkham เป็นสาวสวย เพื่อนบ้านผู้สร้างปัญหาที่ย้ายมาอยู่ใหม่ค่ะ คือบ้านหลังนั้นเป็นของแม่ Bee พอแม่ตาย Bee ก็ย้ายมาอยู่แทน และเปิดคอร์สสอนดนตรีที่บ้านค่ะ

สิ่งที่ผูกพัน Bee กับ Jasper เข้าด้วยกัน คือฝูงนกหงส์หยก (parakeets) ที่มาทำรังที่ต้นโอ๊คข้างหน้าต่างห้องนอนบ้าน Bee ซึ่งตรงกับหน้าต่างห้อง Jasper พอดี (แต่ถ้ามองจากบ้าน Bee จะเห็นนกชัดกว่า) -- Jasper ชอบสีไงค่ะ เห็นเสียงทุกอย่างเป็นสี จำคน จำสิ่งต่างๆ ด้วยสี ดังนั้นเนี่ย Jasper เลยคลั่งไคล้นกหงส์หยกที่มาทำรังข้างบ้านมากๆๆๆ ค่ะ 

ชีวิตของ Bee ก็น่าสนใจมาก เราเห็นชีวิตของ Bee ผ่านสายตาของ Jasper และรู้สึกว่า เธอเป็นพวกสร้างปัญหา 

ขำกับการ "เล่นใหญ่" ของ Jasper ด้วยความที่เป็นคนจริงจัง ดังนั้น Jasper จึงซีเรียสมากกับการขู่ของเพื่อนบ้านว่าจะยิงลูกนกหงส์หยกทิ้ง ถึงขั้นโทรแจ้งความเลยอ่ะ หรือบทสนทนาตอบโต้กับคนอื่นๆ คือ Jasper บริสุทธิ์จริงๆ ไม่รู้เรื่องมุก เรื่องริษยาอะไร จึงคุยอะไรซื่อๆ ซึ่งกลายเป็นมุกขำสำหรับเราไปเลย 

เพราะความที่ Jasper จริงจังกับการฆาตกรรมนกหงส์หยกเนี่ยแหละ ทำให้ตอนแรกเราคนอ่านจึงไม่แน่ใจว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นจริงอย่างที่ Jasper พยายามบอก ...​แต่คือรู้แหละว่ามีเรื่องใหญ่บางอย่างเกิดขึ้น เพราะ Jasper กับพ่อต้องไปให้ปากคำกับตำรวจ แต่ใหญ่ถึงขั้น Bee ถูกฆาตกรรม ตอนแรกไม่แน่ใจค่ะ จนกระทั่งเรื่องค่อยๆ เฉลย

หนังสือเล่มนี้ให้ข้อคิดอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ "จงฟังลูกของคุณพูด และพิจารณาสิ่งที่ลูกต้องการสื่ออย่างจริงจัง เด็กไม่โกหก อย่าเพิกเฉย ถึงแม้ว่าเรื่องนั้นจะฟังดูเหลวไหลในตอนแรกก็ตาม หรือเพราะว่าลูกเป็นเด็กที่ยากที่จะรับมือ (เช่นเด็กออทิสติก) ก็ตาม" เหมือนที่ Bee พยายามจะบอกแม่ของเธอหลายๆ ครั้ง แต่น่าเศร้าที่แม่ไม่เชื่อ และปล่อยให้เด็กน้อยต้องสู้ตามลำพัง...

Friday, June 16, 2023

ภารกิจปริศนา

 


หนังสือชื่อ  :  ภารกิจปริศนา

ผู้แต่ง  :  ชูชาติ ทรัพย์นิธิ

สำนักพิมพ์  :   ไครม์แอนด์มิสทรี (สำนักพิมพ์ในเครือนานมีบุ๊คส์)


เป็นครั้งแรกของการอ่านนิยายทิลเลอร์ฝีมือผู้แต่งคนไทยค่ะ ฉากบรรยากาศทุกอย่างคือเมืองไทย มันทำให้ง่ายที่จะจินตนาการหน้าตา สถานที่ของตัวละครค่ะ 

เล่มนี้จัดว่าอ่านเพลินค่ะ แต่ไม่ได้หวือหวา หักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบอะไรขนาดนั้น

ในเรื่องเป็นเหตุการณ์ของกรุงเทพฯ ในอนาคต คือตัวละครอยู่ในอนาคตแล้ว กรุงเทพฯ มีถนนอัจฉริยะแล้ว ตัวเอกของเรื่องเป็นอดีตตำรวจเพิ่งเกษียณ ชื่อ "เกรียงไกร" บังเอิญรถเจออุบัติเหตุถูกคนเมาแล้วขับชน เลยต้องแวะสถานีตำรวจเลยทำให้ได้รู้จักกับ "พรรณภพ" เจ้าหน้าที่กู้ภัย 

เนื่องจากเกรียงไกรเป็นอดีตตำรวจที่ลูกพี่ของพรรณภพให้ความนับถือ พรรณภพเลยให้เกรียงไกรไปพักดูทีวีรอระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคดี ที่รถบ้านของพรรณภพ ... ภายในรถบ้านนั่นเอง เกรียงไกรเห็นรูป "วทัญญู" พ่อของพรรณภพ ทำให้เขาหวนคิดถึงคดีที่เขาเคยทำเมื่อสามสิบปีก่อน

แล้วจากนั้นหนังสือก็เล่าเรื่องในยุคปี 2542 ค่ะ มีผู้หญิงถูกของมีคมแทงตายในห้องของตัวเอง ผู้ตายสวยและรวยมาก ลูกชายของผู้ตายก็อยู่ภายในห้องด้วยตอนเกิดเหตุ 

หนังสือเขียนเล่าถึงการสืบสวนหาคนร้ายของตำรวจไทย ซึ่งไม่แน่ใจว่าอิงกับเรื่องจริงหรือไม่นะคะ แต่ถ้าอิงเนี่ย ตำรวจไทยแม่งสืบสวนแบบไม่มี protocol เลยอ่า สืบแบบใช้แนวสังคม ถามคนโน่นคนนี่ คือไม่ได้เน้นเรื่องหลักฐานทางนิติเวชเลย และไม่มีแนวทางการสืบสวนที่เป็นรูปแบบเลย จำคนร้ายนี่คืออาศัยโชคและไหวพริบมาก ไม่ต้องสงสัยถ้าผู้ร้ายจะไปหลุดในชั้นศาลเพราะหลักฐานอ่อน หรือหลักฐานใช้ไม่ได้เพราะกระบวนการที่ได้มาไม่ถูกต้อง

แล้วก็มีตอนหนึ่งในหนังสือที่ตำรวจขอให้คุณประพันธ์ (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย เพราะขายและติดตั้งประตูอัจฉริยะในห้องผู้ตาย) สาธิตการทำงานของประตูที่ว่านี้ โดยการเอาปืนของตำรวจยิงที่ประตู ...​คือมันได้ด้วยหรือ??? ตำรวจให้ปืนของตัวเองให้คนอื่นได้ง่ายๆ เลยหรือ??? มันสะเพร่าง่า สะท้อนความไม่มืออาชีพ

นิยายนี้เป็นเรื่องสั้นค่ะ ร้อยกว่าหน้า ดังนั้นเดาคนร้ายไม่ยาก อ่านได้เพลินๆ ค่ะ

Thursday, June 15, 2023

เสียงเพรียกจากคักคู

 


หนังสือชื่อ   :  เสียงเพรียกจากคักคู (The Cuckoo's Calling)

ผู้แต่ง  :  Robert Galbraith

ผู้แปล  :  ขจรจันทร์

สำนักพิมพ์  :  ไครม์แอนด์มิสทรี (สำนักพิมพ์ในเครือนานมีบุ๊คส์)


สนุกค่ะ แปลดีด้วยค่ะ เรียกว่าเป็นหนังสือทริลเลอร์แปลไทยคุณภาพเล่มหนึ่งเลยล่ะค่ะ

คักคู คือชื่อนก เป็นนกประเภทนักกาเหว่าน่ะค่ะ แต่ในหนังสือเล่มนี้ คักคูคือฉายาที่เพื่อนสนิทของตัวเอกของเรื่องที่ถูกฆาตกรรมใช้เรียกเธอค่ะ ... แต่ก็เป็นชื่อที่สอดคล้องกับชีวิตส่วนตัวของเธอดี เพราะเธอเป็นเด็กที่กำพร้าที่ถูกขอมาเลี้ยง

เปิดเรื่องมาด้วยการเสียชีวิตจากการตกตึกลงมาจากชั้นสี่ของนางแบบชื่อดัง ลูลา แลนดรี ค่ะ และตำรวจสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะนางแบบมีปัญหาทางด้านอารมณ์และการใช้ยาเสพติด

แต่พี่ชายของลูลาไม่เชื่อเช่นการสรุปของตำรวจเช่นนั้น จึงว่าจ้างนักสืบเอกชน คือ คอร์โมรัน สไตรก์

นักสืบสไตรก์กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำของชีวิตค่ะ ถังแตก ไม่มีเงิน เลิกกับแฟน (ที่รักๆ เลิกๆ กันมาหลายรอบ แต่ดูท่ารอบนี้จะเลิกจริง) และต้องรับ โรบิน เอลลาคอตต์ มาทำงานเป็นเลขาฯ ด้วยแบบงงๆ เพราะลืมคำสั่งยกเลิกบริษัทจัดหางาน

หนังสือเล่าทั้งการสืบสวนหาคนร้าย พร้อมไปกับสอดแทรกชีวิตส่วนตัวของสไตรก์ (ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้คดีค่ะ) 

สไตรก์เป็นอดีตสารวัตรทหาร เป็นลูกนอกสมรสของนักร้องร็อกชื่อดัง (ลูกที่พ่อไม่อยากนับ) ...ดังนั้นสไตรก์จะมีความรู้สึกเหมือนเป็น "คนนอก" ในสังคมของตัวเองตลอดเวลา 

ส่วนลูลา จริงๆ ถึงเกิดมากำพร้า แต่เธอก็สวยมาก ครอบครัวที่อุปการะเธอก็รวยมาก ได้โอกาสดีๆ ในชีวิตมากมาย ทั้งจากครอบครัว และอาชีพนางแบบที่มีชื่อเสียงของเธอ ...​แต่เธอกลับไม่รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เธอมีอยู่ กลับแสวงหาส่ิงที่เธอไม่มี เช่น การพยายามตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง ก่อนพบว่า แม่แท้ๆ น่ะ ไม่มีซะยังจะดีกว่า หรือติดยา จนต้องบำบัด รักกับผู้ชายเลว ฯลฯ .... อารมณ์เหมือนคนตัวเองเริ่มต้นผิด แล้วพยายามย้อนเวลากลับไป (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) แทนที่จะมองไปยังชีวิตสดใสข้างหน้า เธอกลับจมกับรากของตนเองในอดีต

ด้วยความอ่อนไหวทางอารมณ์ของเธอ จึงน่าเชื่อได้ว่าความตายของเธอคือการฆ่าตัวตายค่ะ ... แต่ก็มีพิรุธหลายอย่าง เช่น วันเกิดเหตุ เธอดูปกติมาก ดูไม่เหมือนคนมีปัญหาสะเทือนใจอะไรเลย แถมชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ เธอยังเปลี่ยนชุดเหมือนกำลังรอใครมาหาที่แฟลต??? ...​หรือการมี "นักวิ่ง" ปริศนาปรากฎในหน้าจอกล้องวงจรปิดวิ่งอยู่แถวแฟลตที่เธออยู่???...หรือการที่เพื่อนบ้าน เล่าว่าเห็นเธอตะโกนทะเลากับใครบางคน ก่อนจะร่วงลงมา???

อ่านสนุกค่ะ ทายไม่ถูกว่าใครคือฆาตกรตัวจริง 

Sunday, June 11, 2023

The Institute

 


หนังสือชื่อ  :  The Institute

ผู้แต่ง  :  Stephen King

สำนักพิมพ์. :  Hodder & Stoughton


พล็อตเรื่องซ้ำๆ เหมือนหลายๆ เล่มของคิง แต่ผู้เขียนมีความสามารถในการเล่าเรื่องในสนุกจนวางไม่ลงค่ะ

หนังสือเริ่มด้วยเล่าเรื่องของชายที่ชื่อ Tim Jamieson อดีตตำรวจที่ถูกบังคับให้ลาออกจากงาน กำลังเปลี่ยนใจแลกตั๋วเครื่องบินไปนิวยอร์คกับเงินสองพันดอลลาห์ แล้วใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยโบกรถไปเรื่อยๆ ที่ไหนมีงานก็ทำแลกเงินสักพัก จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ ชื่อ DuPray

ที่เมือง DuPray ทิมสมัครงานเป็น Night Knocker (หน้าที่คล้ายๆ ยามเดินตรวจตราตามท้องถนนตอนกลางคืน) -- ที่เมืองนี้ ทิมทำงานได้ดี ดูเข้ากับชีวิตใหม่ได้ดีค่ะ และก็กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นตำรวจในเร็วๆ

-

เสร็จแล้วหนังสือก็ตัดมาที่ เรื่องชีวิตของ Luke Ellis เด็กชายอัจฉริยะวัย 12 ขวบ กำลังเตรียมตัวสอบ SAT เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย 

แต่แล้วคืนหนึ่งชีวิตของ Luke ก็เปลี่ยนผันไปตลอดกาล -- Luke ถูกลักพาตัวในขณะกำลังหลับ! คนร้ายยิงสังหารพ่อกับแม่แล้วโปะยาสลบเด็กชาย และนำตัวมายัง "สถาบัน"

ที่สถาบัน Luke เจอกับเด็กหลายคนที่ประสบชะตากรรมแบบเดียวกับเขา คือถูกลักพาตัวมา และถูกบังคับเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง ถูกฉีดยา จับโยนลงในถังน้ำ ให้ดูหนังจนกระทั่งเห็นแสงเห็นจุด

เด็กทุกคนที่ถูกจับตัวมานั้น ถูกเลือกมาอย่างรอบคอบ ทุกคนมีความสามารถพิเศษ คือ มีโทรจิต (TP) หรือสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยพลังจิต (TK) และที่พวกเขาเลือกเด็ก เพราะความสามารถด้านพลังจิตเหล่านี้จะจางลงเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ค่ะ (และเด็กควบคุมง่ายด้วยแหละ)

ในหนังสือบอกว่าความสามารถของเด็กพวกนี้ไม่ได้พิเศษมากมายนะคะ คือพิเศษกว่าคนปกติแหละ แต่ไม่ได้ถึงขนาดเป็นพระเจ้าอะไรขนาดนั้น ...สถาบันจึงจับตัวพวกเขามาเพื่อทดสอบและ "เพิ่ม" ความสามารถทางด้านพลังจิตของพวกเด็กๆ ให้เข้มข้นขึ้น ถึงแม้ว่าวิธีการนั้นจะเป็นการทำทารุณเด็กๆ เหล่านี้อย่างมากก็ตาม สถาบันก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะพวกเขามีจุดมุ่งหมายที่ใหญ่กว่านั้น

สถาบันตั้งอยู่กลางป่าในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐเมน อเมริกา -- สถาบันตั้งมาหลายสิบปีแล้ว มีคนทำงานกับสถาบันมากมาย (แต่ไม่มีคนท้องถิ่น) -- ทุกคนเห็นรู้ และบางคนก็ลงมือกระทบทารุณลงโทษเด็กด้วยซ้ำ แต่ผู้ใหญ่ทุกคนที่ทำงานในสถาบันมองว่าเด็กเหล่านี้เปรียบเสมือนวัตถุ หรือสมบัติอย่างหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเด็กมีชีวิต มีจิตใจ ดังนั้นในสามัญสำนึกของพวกเขาจึงไม่ได้มองว่าเรื่องนี้ผิดศีลธรรมแต่อย่างใด

เนื่องจากพวกเขาเป็นเด็ก (ถึงแม้เด็กบางคน เช่น Luke) จะฉลาดมากก็ตาม แต่ยังไงก็เด็ก ดังนั้นการควบคุมจึงง่าย และทางหนีก็เด็กเหล่านี้จึงแทบปิดตายไปได้เลยค่ะ 

ดังนั้นความลุ้นความสนุกของหนังสือ คือการลุ้นว่า Luke จะหนีออกไปได้อย่างไร ซึ่งการทำเช่นนั้นได้ต้องการผู้ใหญ่ที่เป็นพนักงานของสถาบันร่วมมือช่วยชี้ช่องหนี แล้วใครผู้ใหญ่ที่ไหนจะกล้าเสี่ยงชีวิตช่วยเด็กเหล่านี้? ----

ช่วงที่สามคือช่วงที่ Luke หนีจากสถาบันมาเจอกับทิมค่ะ และทั้งคู่ต้องเข้าไปช่วยเพื่อนๆ เด็กคนอื่นๆ ในสถาบัน ถือเป็นช่วงที่สนุกสุด วางไม่ลง และให้ความสะใจได้ดีค่ะ ...แต่เมื่ออ่านมาตั้งแต่ต้นถึงสิ่งที่ผู้ใหญ่เหล่านั้นกระทำกับเด็กๆ ก็ให้รู้สึกว่าตายง่ายไปไหม

--

ในช่วงเฉลยปมสุดท้าย ถึงความเป็นมาของสถาบัน อันนี้รู้สึกว่าพล็อตหลวมไปค่ะ มันไม่สมเหตุสมผล ออกแนวทฤษฎีสมคบคิด แต่มันดูตื้นเขินและเลื่อนลอยเกินไป -- คือไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดแบบนี้ มีคนที่ฉลาด รวย และมีอิทธิพลกลุ่มหนึ่งเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งๆ ที่มีข้อมูลทางคณิตศาสตร์หักล้างแล้วว่าความเชื่อของพวกเขาไม่เป็นจริง 



Tuesday, May 30, 2023

Wintering

 


หนังสือชื่อ  :  Wintering

ผู้แต่ง  :  Katherine May

สำนักพิมพ์  :  Penguin Random House group


ไม่ใช่นิยายค่ะ แต่เป็นหนังสือบทความ ออกแนวคล้ายๆ ไดอารี่ เล่าเรื่องส่วนตัวของผู้เขียน (นิดหน่อย) สลับกับเรื่องต่างๆ โดยอยู่ในธีมของ "ฤดูหนาว" 

ฤดูหนาว หรือ winter ของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่เพียงฤดูหนาวจริงๆ ที่เป็นสภาพอากาศนะคะ แต่ยังรวมถึงฤดูหนาวในชีวิตด้วย - ดังนั้นจึงเป็นหนังสือที่ว่าด้วยการรับมือกับฤดูหนาวของชีวิต โดยเขียนเล่าเชื่อมโยงกับการรับมือต่อฤดูหนาวของสภาพอากาศ

สำนวนการเขียนดีค่ะ แต่ออกแนวเรื่อยๆ พร่ำพรรณา จึงไม่เหมาะกับนักอ่านที่ต้องการหาอ่านเพิ่มความตื่นเต้นในชีวิต -- แม้กระทั่ง "ฤดูหนาว" ของผู้เขียนเอง ก็ไม่ได้แย่ (มีหลายคนในโลกนี้ที่เจอ "ฤดูหนาว" ของชีวิตที่แย่กว่าค่ะ) 

จริงๆ มันออกแนวพรรณาความคิดของผู้เขียนมากกว่าค่ะ อาจจะเอาเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตำนานเทพนิยายที่เกี่ยวกับฤดูหนาว นกโรบิน การชอบฤดูหนาวและรับมือกับฤดูหนาวของชาวฟินแลนด์ -- คือทั้งหมดนี้อ่านเอาเพลินได้ค่ะ แต่ไม่ได้เขียนลึกถึงขนาดเอาใช้เป็นอ้างอิงอะไรได้ เหมือนเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เข้ากับการพรรณาของผู้เขียนมากกว่า และผู้เขียนก็ไม่ได้เขียนเชิงให้กำลังใจให้สู้ชีวิตหรืออะไรนะคะ (อันนี้เราชอบค่ะ) เพราะเป็นการมองชีวิตอย่างความเป็นจริง ... ฤดูหนาวของชีวิต ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกคนต้องเจอแหละ ฤดูหนาวจะมาอยู่กับเรานาน หรือเร็ว ก็ได้ทั้งนั้น แต่ยังไงมันก็มาแหละ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การหลีกเลี่ยง แต่คือการเตรียมตัวรับมือกับมันต่างหาก

สารภาพว่า ถ้ายังอยู่เมืองไทย และไม่เคยเจอหน้าหนาวที่หนาวและมีหิมะตก คงอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ "อิน" ค่ะ หน้าหนาวในต่างประเทศจะดูเหงาๆ เหมือนชีวิตหยุดนิ่ง และจะตาย หลายคนเป็นซึมเศร้ากันก็ช่วงฤดูนี้ล่ะค่ะ 

สรุปคือเป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ ออกแนวเบื่อที่จะอ่านด้วยซ้ำไปค่ะ -- แต่บทสุดท้ายของหนังสือเขียนดีค่ะ ได้กำลังใจดี