Friday, September 22, 2023

Such A Fun Age

 


หนังสือชื่อ  :  Such a fun age

ผู้แต่ง  :  Kiley Reid

สำนักพิมพ์  : Boomsbury Publishing


เป็นหนังสือที่เขียนได้สมจริง เหมือนชีวิตของเราทั่วไปเลยค่ะ ตัวละครในหนังสือคือคนปกติ มีดีมีเลว บางอย่างที่ทำไปก็ด้วยเจตนาดี หรืออาจด้วยความเห็นแก่ตัว (แต่ไม่อาจยอมรับกับตัวเองได้) อ่านแล้วบางช่วงบางตอนก็สะท้อนถึงความคิดของตัวเองด้วยซ้ำไปค่ะ

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปี 2015 - 2016 ตอนนั้น ฮิลลารี คลินตันกำลังลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ค่ะ เรื่องราวเกิดขึ้นที่ฟิลาเดลเฟีย 

ตัวเอกของเรื่องคือ Emira เป็นผู้หญิงผิวดำ (เรื่องสีผิวเป็นส่วนประกอบสำคัญของนิยายเรื่องนี้ค่ะ) Emira อายุ 25 เรียนจบแล้ว แต่ยังหาพลังชีวิตไม่เจอว่าจะทำงานอะไร สาขาที่เธอเรียนจบมา พอมาทำงานจริงๆ เธอก็ไม่ชอบ ดังนั้นตอนนี้เธอจึงรับงานพาร์ทไทม์ทำเรื่อยๆ เพื่อหาเงินค่าใช้จ่ายไปก่อนค่ะ 

งานพาร์ทไทม์อันหนึ่งที่เป็นรายได้หลักของเธอตอนนี้คือ การเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้แก่ Briar หนูน้อยอายุ 3 ขวบ ลูกของ Alix Chamberlain นักเขียน นักกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง

ความสัมพันธ์ระหว่าง Emira กับ Alix นั้น แทบเป็นคนแปลกหน้าต่อกันด้วยซ้ำไปค่ะ Emira แทบไม่ได้พูดคุยอะไรกับ Alix บ่อยหนัก ส่วนเหตุผลที่ Alix ต้องรับพี่เลี้ยงมาช่วยเพราะ Briar มีน้องสาวตัวเล็กอีกคนที่แม่ต้องดู แถม Briar เป็นเด็กช่างพูด แม่เลยรับศึกไม่ไหว ประกอบกับ Alix เองก็ต้องทำงานด้วย เลยจำต้องจ้างพี่เลี้ยงมาช่วย

...จนกระทั่งคืนหนึ่ง Emira ถูก Alix โทรตามด่วน ขณะกำลังอยู่ในปาร์ตี้วันเกิดของเพื่อนสนิท Alix ขอให้ Emira พา Briar ออกไปเดินเล่นในซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน เพราะบ้าน Alix เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น และต้องเรียกตำรวจ เธอจึงไม่อยากให้เด็กน้อยต้องมารับรู้เรื่องนี้ เลยโทรขอให้พี่เลี้ยงช่วยเป็นการเฉพาะ

Emira พา Briar ไปเดินเล่นในซุปเปอร์ฯ แต่กลายเป็นว่า โดน รปภ. ของห้างเข้าใจผิดว่าเธอกำลังลักพาตัวเด็ก (นึกภาพผู้หญิงผิวดำ แต่งตัวเปรี้ยวจี้ด กำลังอุ้มเด็กเล็กผิวขาว ในเวลาเกือบเที่ยงคืนดูสิคะ รปภ. ก็เป็นห่วงสิ) -- ก็เลยเกิดการต่อล้อต่อเถียงกันขึ้น จบด้วยการที่ Emira โทรเรียกพ่อของ Briar ให้มารับตัวลูกตัวเองกลับ -- เหตุการณ์ทั้งหมดถูก Kelley บันทึกถ่ายวิดีโอไว้ -- Kelley มาจีบ Emira และบอกว่าเขาบันทึกวิดีโอเรื่องทั้งหมดไว้ ถ้าเธอต้องการฟ้องร้องห้าง ก็ใช้เป็นหลักฐานได้ แต่ Emira ปฏิเสธและขอให้ Kelley ลบวิดีโอทิ้ง

หลังจากเหตุการณ์นี้ Alix ก็ให้ความสนใจกับ Emira มากขึ้น ใส่ใจ ห่วงใย ชวนคุย (Alix ไม่ได้เห็นวิดีโอนะคะ แต่อารมณ์อาจจะรู้สึกผิดที่ทำให้ Emira ต้องเจอเรื่องแย่ๆ)

รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Kelley กับ Emira ก็พัฒนาขึ้น จนเป็นแฟนกัน

ทฤษฎีโลกกลมใช้ได้กับนิยายเรื่องนี้ เมื่อต่อมาพบว่า Kelley กับ Alix เคยเป็นแฟนกันมาก่อน! สมัยมัธยมค่ะ แล้วเลิกกันไม่ดี ไม่ดีมากๆ Alix โทษว่า Kelley ทำให้ชีวิตไฮสคูลของเธอเลวร้าย กลายเป็นช่วงเวลาไม่น่าจดจำ ในขณะที่ Kelley โทษว่า Alix ทำให้เพื่อนของเขาโดนจับ ติดประวัติ และพลาดทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย

ดังนั้น Emira เลยกลายมาอยู่ตรงกลางระหว่างสองแฟนเก่า ทั้งคู่พยายามให้ Emira ตีตัวออกห่างจากอีกคนด้วยเรื่องการเหยียดผิว Alix บอกว่า Kelley ออกเดตแต่กับคนผิวดำ คบแต่กับคนผิวดำ (อารมณ์เหมือนคนขาว ต้องการทำตัวเป็นนักบุญ) ในขณะที่ Kelley ก็บอกว่า Alix จ้างแต่แม่บ้านผิวดำ ให้แม่บ้านใส่ยูนิฟอร์ม (อารมณ์เหมือนเจ้านายคนขาว ปฏิบัติต่อทาสผิวดำ) 

ทั้งหมดเป็นเรื่องความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ค่ะ อาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับสีผิว แต่เป็นเรื่องอื่นๆ เนื่องจากทัศนคติที่ไม่ตรงกัน นิสัยไม่เหมือนกัน 

Alix มีนิสัยคุณนาย เจ้ายศเจ้าอย่าง เจ้าระเบียบ ทะเยอทะยาน และห่วงกับภาพลักษณ์ ในขณะที่ Emira ก็ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่รู้ตัวเองชอบอะไร เรื่อยๆ แต่เป็นคนใจดี -- Alix ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ก็ไม่สามารถบอกเต็มปากได้ว่าเธอมีเจตนาดี เราว่า Alix เหมือนนักการเมืองน่ะค่ะ คือเธอทำสิ่งที่เห็นว่าเธอจะได้ประโยชน์ และคนที่เธอแคร์ก็ได้รับประโยชน์ (แต่เธอไม่เคยถามว่าเขาต้องการสิ่งนั้นหรือเปล่า) .... เรื่องเศร้าคือสิ่งแย่ๆ ที่เธอเคยได้รับตอนเป็นเด็ก เช่น การละเลยจากพ่อแม่ของเธอ แต่พอเธอมีลูกของตัวเอง เธอก็ทำส่ิงเดียวกันนี้กับ Briar เห็นได้ชัดว่าเธอละเลย Briar เพราะ Briar รับมือยาก ต่างกับลูกสาวคนเล็กอีกคน

นี่ไม่ใช่นิยายรักนะคะ ดังนั้นตอนจบของความสัมพันธ์นี้ ก็จบแบบชีวิตจริงเลยค่ะ 

Wednesday, September 6, 2023

Perfect Remains

 


หนังสือชื่อ  :  Perfect Remains

ผู้แต่ง  :  Helen Fields

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


ถ้ากำลังมองหาอ่านหนังสือแนวสืบสวนไขคดี ที่ไขคดีจริงๆ ไม่มีดราม่าเรื่องส่วนตัวของนักสืบมากนัก เล่มนี้เหมาะเลยค่ะ ...เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดของนักสืบ Callanach เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เอดินบะระ ของสก็อตแลนด์ ค่ะ

เดิมทีเนี่ย นักสืบ Callanach ทำงานกับตำรวจสากลที่ฝรั่งเศส แต่มีเรื่องอื้อฉาวบางอย่างเกิดขึ้น (ในหนังสือจะค่อยๆ เฉลยว่าเรื่องอื้อฉาวที่ว่านี้คืออะไร) ทำให้เขาต้องย้ายมาที่สถานีตำรวจที่สก็อตแลนด์แทน เหตุที่ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เนื่องจากเขาเป็นลูกครึ่งสก็อตติช-ฝรั่งเศสค่ะ 

ดังนั้นในเล่ม นอกจากนักสืบ Callanach จะต้องไขคดีแล้ว ก็ยังต้องปรับตัว และพิสูจน์ตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน ที่ทำงานใหม่ด้วยค่ะ 

คดีนี้เป็นคดีลักพาตัว เริ่มจากทนายสาวโสด อนาคตไกล Elaine Buxton ถูกลักพาตัว -- ต่อมาก็มีคนพบศพ ที่คาดว่าเป็น Elaine ถูกเผาเหลือแต่ตอตะโก DNA อะไรเสียหายหมด มีแค่ฟัน กับอาวุธไม้เบสบอลที่ทำให้เชื่อว่า ศพที่ถูกเผานั้นเป็นศพของ Elaine 

....แต่ทว่า ความเป็นจริงแล้ว Elaine ยังไม่ตาย! ฆาตกรต้องให้ฆาตกรรมอำพรางให้ตำรวจเชื่อว่า Elaine ได้ตายไปแล้ว เพื่อให้ตำรวจเลิกตามหาเธอ และเธอจะได้กลายเป็นของเขาคนเดียว!

ได้ตัว Elaine แล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ฆาตกรก็ยังไม่พอใจ ยังไปจับตัวเหยื่อคนอื่นอีก และทำแบบเดียวกัน

เรื่องนี้ เราคนอ่านไม่มีอะไรต้องสืบค่ะว่าใครคือฆาตกร คนเขียนเล่าตั้งแต่ต้นเลย ที่ลุ้นคือ ตำรวจจะจับทางได้เมื่อไร จะรู้เมื่อไรว่าจริงๆ แล้วเหยื่อที่แท้จริงยังไม่ตาย 

ฆาตกรออกแนวโรคจิต ต้องการเป็นคนสำคัญ ออกแนวโดดเดี่ยว ไม่มีใครรัก เลยอยากเป็นคนสำคัญของใครสักคน (ทำไมไม่เลี้ยงหมาฟ่ะ มาจับคนมาขังทำไมเนี่ย) และต้องเป็นคนที่ฉลาดด้วย ฆาตกรชอบคนฉลาด อยากนั่งถกปรัชญาเรื่องต่างๆ ด้วยกัน แต่คือแบบจีบสาวไม่เป็น เลยต้องลักพาตัว!

สนุกแบบไม่ต้องคิดมากค่ะ อ่านได้เบาๆ 

Sunday, August 20, 2023

The Devil and the Dark Water

 


หนังสือชื่อ  :  The devil and the dark water

ผู้แต่ง  :  Stuart Turton

สำนักพิมพ์  :  Raven Books, Bloomsbury Publishing Plc


เคยอ่าน "The seven deaths of Evelyn Hardcastle" ของผู้แต่งคนนี้มาก่อนค่ะ ติดใจ จึงหยิบเล่มนี้มาอ่าน -- ผลคือ สนุกค่ะ อ่านเสียงานเสียการ อ่านวางไม่ลงเลยทีเดียว

เนื้อเรื่องเป็นเรื่องย้อนอดีตสมัยฮอลันดารุ่งเรือง เป็นยุคทองของเนเธอร์แลนด์ มีบริษัท VOC ที่ค้าขายทางเรือเดินสมุทร โดยเส้นทางเดินสมุทรที่อันตรายที่สุด คือเส้นทางเดินเรือระหว่างปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือประเทศอินโดนีเซีย) - เนเธอร์แลนด์ มีเรือหลายลำไปไม่ถึงจุดหมายในเส้นทางนี้

พระเอกของเรื่องคือ Arent เป็นทหารรับจ้าง ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้แก่ Sammy Pipps 

Sammy เนี่ย จริงๆ ทำงานเป็นนักสืบ เก่งมาก สืบคดียากๆ ได้หลายคดี เป็นที่ชื่นชม เมื่อสองปีก่อน Sammy ได้รับว่าจ้างให้มารับ Folly ที่ปัตตาเวีย (ซึ่ง Arent ก็ตามมาปัตตาเวียด้วยในฐานะบอดี้การ์ด) -- แต่จู่ๆ Sammy ก็โดนจับ โดยตัว Sammy เองก็ไม่รู้ว่าโทษอะไร คนที่สั่งจับเขา ก็คือ Jan Haan ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตาเวีย แล้ว Jan ก็ยัด Sammy เข้าคุกพาขึ้นเรือ Saardam กลับเนเธอร์แลนด์ด้วยกัน โดยบอกว่า Sammy มีโทษประหารรอเขาอยู่ที่ฮอลแลนด์

ผู้ว่า Jan มีภรรยาชื่อ Sara มีลูกสาวชื่อ Lia และมีเมียน้อยชื่อ Creesjie โดยสารมาด้วยกันทั้งครอบครัวในเรือลำนี้ -- อันนี้ตอนแรกก็จะงงๆ หน่อยค่ะ ที่เมียท่านผู้ว่ากับเมียน้อยกลับเป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่มีหึงหวง ...ทั้งนี้ก็เพราะ Sara ไม่ได้รักผู้ว่าเลย ผู้ว่า Jan มีนิสัยใช้ความรุนแรงในครอบครัว เคยซ้อม Sara ปางตายมาสามครั้งแล้ว ดังนั้นใดๆ ที่ทำให้ผู้ว่าหันเหไม่สนใจเธอ ไม่ว่าจะมีเมียน้อยหรืออะไร ถือเป็นเรื่องดีทั้งนั้น 

ต้องปรับอารมณ์ตอนอ่านว่าเป็นนิยายพีเรียด สมัยที่สังคมชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงมีหน้าที่เป็นแค่ของประดับของผู้ชายเท่านั้น ดังนั้นต่อให้ Sara และ Lia ฉลาดแค่ไหน ก็ไม่สามารถเสนอหน้าแสดงความคิดเห็นหรือมีบทบาทเท่าผู้ชายได้

การเดินทางไปฮอลแลนด์ครั้งนี้ เริ่มต้นไม่ค่อยดีนัก เพราะระหว่างที่เรือกำลังโหลดของขึ้นอยู่นั้น มีชายขี้เรื้อนปรากฎตัวขึ้นบนเรือ สาปแช่งคนในเรือ และจู่ๆ ก็โดนไฟเผาทั้งเป็น! ... ปริศนาว่าชายคนนั้นขึ้นมาบนเรือได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เขาขาไม่ดี รวมถึงเขาสาปแช่งคนบนเรือได้อย่างไร ในเมื่อลิ้นของชายคนนั้นถูกตัด! ... แต่ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นลางไม่ดีขนาดนี้ แต่ผู้ว่าฯ ก็ไม่ฟังคำทัดทานของใคร ยืนยันที่จะเดินทางตามเดิม

เมื่อเรือแล่นออกจากท่า ปริศนาเรื่องในอดีตก็เริ่มปรากฎขึ้นอย่างช้าๆ ในยุคสมัยที่มีการล่าแม่มด และมีอาชีพตามหาแม่มด ดูเหมือนปีศาจ old Tom ที่เชื่อว่าฆ่าพ่อของ Arent ได้กลับมาอยู่บนเรือ และทิ้งสัญลักษณ์ปีศาจไว้ ให้ผู้คนหวาดระแวง 

หนังสือเล่นกับความโลภของคน ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองอยากมีอยากได้มากๆ ..คำถามที่ปีศาจ old Tom ถามคือ "คุณจะเอาอะไรมาแลกล่ะ" ทุกความต้องการมีราคาที่ต้องจ่าย ...ในยุคสมัยนั้น ผู้คนเป็นคนดี ไปโบสถ์ ถือศีลเสมอ เพราะกลัวตายไปจะตกนรกค่ะ ผู้คนยังมีความเชื่อในพระเจ้า ในศาสนาอย่างเหนียวแน่น คือพยายามเป็นคนดีย์ เพราะกลัวตกนรก ไม่ได้ "เลือก" ทำดีเพราะเชื่อในความดี 

อ่านเริ่มแรกจะงงๆ ค่ะ เพราะทุกอย่างเต็มไปด้วยปริศนา แต่พอก่อนจะถึงกลางเล่ม จะเริ่มวางไม่ลงแระ เพราะปริศนามันเริ่มคลายเกลียวทีละเปลาะๆ เป็นนักเขียนที่เขียนนิยายอย่างมีชั้นเชิงมากค่ะ 

หนังสือเขียนเหมือนจะเป็นเรื่องแฟนตาซี มีปีศาจ มีแม่มด ซึ่งก็เป็นเพราะคนในยุคสมัยนั้นเชื่อเรื่องพวกนี้ค่ะ แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่นิยายแฟนตาซีนะคะ เป็นนิยายทริลเลอร์ ที่ทักปมมีคำตอบที่อธิบายได้ค่ะ ไม่มีเรื่องเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด 

Monday, July 31, 2023

The Shards

 


หนังสือชื่อ  :  The Shards

ผู้แต่ง  :  Bret Easton Ellis

สำนักพิมพ์  :  Swift Press 2023


อ่านจบแล้ว นิยามได้คำเดียวว่า เป็นเล่มที่ "จิต" ค่ะ ... เล่มหนามาก หลายหน้ามาก เขียนแบบบรรยายน้ำท่วมทุ่ง เผินๆ ดูเหมือนบรรยายแบบไร้ประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วคือเนื้อเรื่องมันค่อยๆ เข้มขึ้นอย่างช้าๆ (ช้ามาก) แต่กว่าเราจะรู้ตัว เราก็ตกลงไปในหลุมเสียแล้ว

เป็นนิยายทิลเลอร์ค่ะ ผู้เขียนเขียนเหมือนกำลังเล่าประสบการณ์ของตัวเอง สมัยที่ยังอายุ 17 กำลังเรียนมัธยมใหนโรงเรียนเอกชนปีสุดท้าย (ตอนนี้ผู้เขียนอายุ 56 แล้ว)

ในปี 1981 Bret หรือตัวผู้เขียนอายุ 17 ปี เป็นลูกคนรวย อยู่ย่านฮอลลิวูด มีเพื่อนที่สนิทในกลุ่มคือ Susan Reynolds ซึ่งเป็นแฟนกับ Thom Wright และ Dibbie เป็นแฟนกับตัวผู้เขียนเอง -- สรุปคือมี 4 คน สองคู่

Thom กับ Susan เป็นคิงกับควีนของโรงเรียนค่ะ สวย หล่อ เก่งทั้งคู่ เรียกว่าเป็นคู่ที่เพอร์เฟคเหมือนเจ้าหญิงเจ้าชาย Susan เรียนเก่งเป็นหัวหน้าห้อง ในขณะที่ Thom หล่อและเป็นนักกีฬา ส่วน Debbie เป็นลูกของ Terry ผู้กำกับชื่อดังในฮอลลีวูด ในขณะที่ตัว Bret ภาพจำของคนทั่วไป คือเด็กน่ารักที่เป็นเพื่อนสนิทกับคนดัง 

Bret เป็นเกย์ ในปี 1981 ที่การเป็นเกย์ยังไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้น Bret จึงไม่ได้พูดออกมาดังๆ ไม่มีใครรู้ มีแฟนคือ Debbie เป็นผู้หญิง แต่ขณะเดียวกันก็เล่นหูเล่นตากับพ่อของ Debbie! -- ความลับของ Bret นี้มี Susan ที่ระแคะระคายค่ะ แต่ Bret ไม่ยอมรับ ดังนั้น Susan จึงบอกได้แค่ว่า "ความลับของเธอจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับฉัน" -- อารมณ์ขิงว่าฉันรู้จักเธอนะ แต่ฉันจะไม่แฉเธอ

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งการมาถึงของนักเรียนใหม่ คือ Robert Mallory 

Robert เป็นเด็กผู้ชายหน้าตาดี นิสัยเป็นมิตร สนิทกับเพื่อนๆ ในกลุ่มอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับ Bret แล้วเขารู้สึกว่า Robert มีบางอย่างปิดบังอยู่ และดูจะไม่ใช่เรื่องดี

ตัวละครในเรื่องทุกคนเทาๆ หมดเลยค่ะ ไม่มีใครดีกว่าใคร สะท้อนเห็นถึงวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนา ไม่มีใครมีศีลธรรม ทุกคนเป็นเด็กที่พ่อแม่รวยโครต แต่ไม่มีเวลาให้ลูก คือพ่อแม่ของเด็กพวกนี้ก็ยุ่งแต่เรื่องของตัวเอง ไม่สนใจลูก จึงไม่แปลกที่ลูกเองก็ยุ่งอยู่แต่ความต้องการของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนอื่น หรือศีลธรรมอะไร -- ตัวอย่างเช่น Bret ที่เป็นแฟนกับ Debbie แล้วยังไปมีอะไรกับพ่อของ Debbie อีก คือไม่ได้คิดแม้แต่น้อยว่า Debbie จะรู้สึกอย่างไรถ้ารู้เข้า -- หรืออย่าง Susan ที่เป็นแฟนกับ Thom แล้วยังไปมีอะไรกับ Robert เพื่อนในกลุ่มเดียวกัน แล้วก็เลิกกับ Thom ไปหา Robert หลังจากที่ทุกอย่างถูกเปิดเผยขึ้น (คือถ้าไม่มีการแฉ นัง Susan กับ Robert คงจะยังตีสองหน้าต่อไป) 

ในระหว่างนั้น มีเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นในย่านนั้น ฆาตกรเรียกตัวเองว่า the Trawler มีเด็กวัยรุ่นผู้หญิงถูกลักพาตัวไป และต่อมาเจอเป็นศพในสภาพน่าสยดสยอง -- ก่อนเกิดเหตุลักพาตัว มีรายงานว่า เหยื่อมักบ่นเรื่องมีโทรศัพท์แปลกๆ โทรหา แล้วไม่พูด สัตว์เลี้ยงในบ้านหายไป หรือเฟอร์นิเจอร์ในห้องของเหยื่อมีการเคลื่อนย้าย แต่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร รวมถึงมีรายงานการบุกรุกในย่านที่อยู่อาศัยของเหยื่อ

ไม่มีใครสนใจเรื่องฆาตกรต่อเนื่องนี้ค่ะ ยกเว้น Bret เพราะ Bret สงสัยว่า Robert จะมีส่วนเกี่ยวข้อง และ Bret ยิ่งเชื่อเช่นนี้สนิทใจ เมื่อเพื่อนและคู่ขาลับๆ ของเขา คือ Matt Kellner หายตัวไป และต่อมาพบเสียชีวิต

การตายของ Matt ตำรวจเชื่อว่าเป็นเพราะเสพยาเกินขนาด แต่ Bret ไม่เชื่อเช่นนั้น ยิ่งมารู้ว่าคนสุดท้ายที่ Matt มีนัดเจอคือ Robert ยิ่งทำให้ Bret ปักใจเชื่อว่า Robert มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือ Robert นั่นแหละคือ the Trawler -- แต่ไม่ว่า Bret จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ก็ไม่มีใครเชื่อค่ะ เพราะวิธีการเล่าของ Bret นั้นในสายตาผู้ใหญ่มันไม่น่าเชื่อถือ 

คือทุกคนในเรื่องเป็นพวกคิดถึงตัวเองก่อนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้นเลยไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครคนไหนเป็นพิเศษ หนังสือเล่าในมุมความทรงจำของ Bret ทำให้เรารู้สึกว่า Bret เป็นพวกใช้ชีวิตขับเคลื่อนไปตามอารมณ์ และถึงแม้เรื่องเล่าย้อนหลัง เราก็ไม่ได้เห็นความรู้สึกผิดแม้เศษเสี้ยวของการกระทำในอดีตของเขาเลย 

ถ้าหวังจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อหาว่าใครคือฆาตกรต่อเนื่อง the Trawler แล้วคุณจะผิดหวังค่ะ เพราะสุดท้าย the Trawler ก็ยังอาละวาดต่อไป และจับไม่ได้ว่าใครทำ -- แต่ถ้าอยากอ่านเรื่องจิตๆ ความคิดจิตๆ ล่ะก็ เรื่องนี้เหมาะเลยค่ะ 


Sunday, July 2, 2023

Beautiful World, Where Are You

 


หนังสือชื่อ  :  Beautiful world, where are you

ผู้แต่ง  :  Sally Rooney

สำนักพิมพ์  :  Faber & Faber Limited


ไม่ใช่แนวอ่ะค่ะ คือเป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ ไม่มีพีก ไม่คุ้นกับวิธีการนำเสนอเรื่องของผู้แต่ง รวมถึงหัวข้อที่ตัวละครเขียนถึงกันหรือพูดคุยกันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความสนใจส่วนตัวของเรา แต่ที่ทำให้ยังอ่านได้อยู่จนจบ ก็เพราะสำนวนการเขียนค่ะ สำนวนดี บรรยายเรื่องต่างๆ ได้ดี อ่านสมูท 

จิตใจคนเรายากแท้ยั่งถึงค่ะ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของสองเพื่อนรัก คือ Eileen และ Alice 

Eileen เป็นผู้หญิงสวย ทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในกรุงดับลิน มีพี่สาวที่กำลังจะแต่งงาน มีเพื่อนสมัยเด็กชื่อ Simon ซึ่งเป็นคนที่ Eileen แอบชอบ แต่ไม่กล้าพัฒนาความสัมพันธ์ให้มากไปกว่าเป็นเพื่อนกัน เพราะกลัวว่าถ้ากลายเป็นแฟนกันแล้ว เกิดเลิกกัน จะมองหน้ากันไม่ติด แล้วกลายเป็นเสียเพื่อนไป 

Alice เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง กำลังอยู่ในช่วงพักเบรคหลังจากป่วยทางจิตจนต้องเข้าโรงพยาบาล โดยไปพักผ่อนที่ Ballina แล้วได้เจอกับ Felix ทางแอปทินเดอร์

สรุปก็คือเป็นเรื่องของคนสองคู่ (Eileen กับ Simon และ Alice กับ Felix) ผู้เขียนเขียนแบบบรรยาย เหมือนการบรรยายละครให้คนตาบอดฟัง เราคนอ่านจะไม่รู้ว่าตัวละครคิดอะไรอยู่ รับรู้แค่การกระทำ ส่วนความคิดของตัวละครจะบรรยายจากอีเมล์ที่ Eileen และ Alice เขียนถึงกัน 

เนื่องจากผู้เขียนเขียนแบบบรรยายความจริงโดยไม่ตัดสิน คล้ายๆ กับการสังเกตพฤติกรรมคนในการสังเกตทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเราคนอ่านจะงงๆ กับการกระทำบางอย่างของตัวละคร (เพราะเราไม่ทราบแรงจูงใจของการทำเช่นนั้น) หรืออาจจะเพราะพื้นฐานทางสังคมของตัวละครกับคนอ่านไม่เหมือนกัน ทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของพวกเขานัก

ตัวละครแต่ละคนดูมีพฤติกรรมทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก มักตั้งคำถามกับ "ความหมายของชีวิต" ตั้งคำถามให้เชิงปรัญญา พยายามจะลุ่มลึก แต่ผลที่ได้กลับฉาบฉวย 

ไม่รู้สิ อ่านแล้วเราไม่ค่อย "อิน" กับเรื่องพวกเขา เรื่องปรัญญาชีวิตที่พวกเขาตั้งคำถามกับตัวเองก็ไม่อิน ผู้เขียนพยายามเชื่อมโยงพระเจ้าเข้ากับความสับสนในชีวิตของพวกเขา โดยคิดว่า "ความรัก" ที่เป็นคำสอนของพระเจ้าจะคือคำตอบ ...แต่คือเบื้องหลังของคนอ่านอย่างเรา เราไม่ใช่คริสเตียนไง เราเลยงงๆ 

บางครั้งพวกผู้หญิงก็ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก อย่างตอนที่ Eileen อยากรักษาความเป็นเพื่อนกับ Simon ตลอดไป ... แล้วเธอจะนอนกับเขาทำไม??? คือมันย้อนกลับไม่ได้แล้ว ถ้าอยากเป็นเพื่อนก็อย่านอนกับเพื่อน นี่ไปยั่วเขา นอนกับเขา แล้วสับสน อยากขอเป็นแค่เพื่อน What??? 

นิยายมันไม่มีจุดพีค เรื่องมันเรื่อยๆ ข้อดีคือมันสมจริง เหมือนชีวิตจริงๆ ของพวกเรานี่แหละ ที่บางทีทำอะไรไปโดยไม่มีเหตุผล แต่คือพอเป็นนิยาย ไปจนเกือบจบ ยังสงสัยว่ามันจะจบเล่มอย่างไร เพราะมันไม่มีอะไรตื่นเต้นเลย ปมบางอย่างก็ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ เช่น เรื่องพี่ชายของ Felix หรือครอบครัวของ Eileen 

นิยายจบดีนะคะ จัดว่าเป็นกึ่งๆ นิยายรักโรแมนติกก็ได้ค่ะ เพียงแต่วิธีเล่าของผู้แต่งทำให้มันไม่โรแมนติก 55 ส่วน NC เนี่ย ชัดเจนประหนึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ข้างเตียงเลยค่ะ เหอ เหอ


Sunday, June 25, 2023

The Colour of Bee Larkham's Murder

 

หนังสือชื่อ  :  The Colour of Bee Larkham's Murder

ผู้แต่ง  :  Sarah J. Harris

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers Ltd


เป็นหนังสือดีที่สุดที่อ่านในปีนี้เลยล่ะค่ะ สนุก วางไม่ลง อ่านเสียงานเสียการ ... เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ขำก็ขำ เวทนาก็ด้วย และลุ้นว่าใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่

หนังสือเล่าในมุมของ Jasper เด็กชายออทิสติก อายุ 13 ปีค่ะ Jasper เชื่อว่าเพื่อนบ้านของเขา Bee Larkham ถูกฆาตกรรม แต่ปัญหามันคือ ผู้ใหญ่รอบๆ ตัวเขาไม่มีใครตระหนักรู้สักคนว่า Bee นั้นตายไปแล้ว

เนื่องด้วย Jasper เป็นเด็กออทิสติก สมองของเขามีความคิดที่ซับซ้อนมากค่ะ เป็นความซับซ้อนที่แตกต่างด้วย แต่ความสามารถในการแสดงอารมณ์ออกมาให้คนอื่นรับรู้นั้นต่ำมาก ดังนั้นเวลา Jasper โกรธ ถูกขัดใจ ก็จะแสดงออกด้วยการกรีดร้อง ... ทำให้ยากสำหรับคนรอบตัวที่ดูแล Jasper

Jasper มีปัญหาที่เด็กออทิสติกเป็นคือ เขาจำหน้าคนไม่ได้ค่ะ เขาเห็นเสียงเป็นสี ทุกเสียงที่เกิดขึ้นเขาจะเป็นสี และใช้สีนั้นในการจำแนกคน เสียงพูดแต่ละคนก็จะมีสีที่แตกต่างกันในสมองของ Jasper ... แต่ปัญหาคือ เสียงอาจเปลี่ยนตามอารมณ์ได้ ดังนั้นจึงยากที่จะจำแนกคนด้วยเสียงด้วยวิธีนี้ 

Jasper เคยมีแม่ที่เข้าใจความพิเศษของเขานี้ แต่ตอนนี้แม่เสียแล้วด้วยโรคมะเร็งตอนเขาอายุ 9 ขวบ ต่อมาย่าก็เสียอีก ดังนั้นพ่อเลยต้องลาออกจากการเป็นทหารนาวิกโยธิน มาอยู่บ้านดูแลเด็กพิเศษเช่น Jasper เพราะทั้งคู่ต่างไม่มีใครแล้วล่ะค่ะ ต่างมีกันและกัน 

อ่านตรงนี้แล้วรู้สึกสงสารพ่อ Jasper มาก เพราะการมีลูกเป็นออทิสติกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวอีก

ในขณะที่ Jasper เองก็น่าสงสารมาก เวลาที่เขารู้สึกไม่มั่นคง เขาจะหนีเข้าไปอยู่ในกระโจม กอดเสื้อคาร์ดิแกนของแม่ไว้ หรือถ้าอยู่นอกห้องนอน แล้วรู้สึกสับสน ก็จะเอามือล้วงกระเป๋า คอยลูบกระดุมเสื้อคาร์ดิแกนของแม่ ... โถ

Bee Larkham เป็นสาวสวย เพื่อนบ้านผู้สร้างปัญหาที่ย้ายมาอยู่ใหม่ค่ะ คือบ้านหลังนั้นเป็นของแม่ Bee พอแม่ตาย Bee ก็ย้ายมาอยู่แทน และเปิดคอร์สสอนดนตรีที่บ้านค่ะ

สิ่งที่ผูกพัน Bee กับ Jasper เข้าด้วยกัน คือฝูงนกหงส์หยก (parakeets) ที่มาทำรังที่ต้นโอ๊คข้างหน้าต่างห้องนอนบ้าน Bee ซึ่งตรงกับหน้าต่างห้อง Jasper พอดี (แต่ถ้ามองจากบ้าน Bee จะเห็นนกชัดกว่า) -- Jasper ชอบสีไงค่ะ เห็นเสียงทุกอย่างเป็นสี จำคน จำสิ่งต่างๆ ด้วยสี ดังนั้นเนี่ย Jasper เลยคลั่งไคล้นกหงส์หยกที่มาทำรังข้างบ้านมากๆๆๆ ค่ะ 

ชีวิตของ Bee ก็น่าสนใจมาก เราเห็นชีวิตของ Bee ผ่านสายตาของ Jasper และรู้สึกว่า เธอเป็นพวกสร้างปัญหา 

ขำกับการ "เล่นใหญ่" ของ Jasper ด้วยความที่เป็นคนจริงจัง ดังนั้น Jasper จึงซีเรียสมากกับการขู่ของเพื่อนบ้านว่าจะยิงลูกนกหงส์หยกทิ้ง ถึงขั้นโทรแจ้งความเลยอ่ะ หรือบทสนทนาตอบโต้กับคนอื่นๆ คือ Jasper บริสุทธิ์จริงๆ ไม่รู้เรื่องมุก เรื่องริษยาอะไร จึงคุยอะไรซื่อๆ ซึ่งกลายเป็นมุกขำสำหรับเราไปเลย 

เพราะความที่ Jasper จริงจังกับการฆาตกรรมนกหงส์หยกเนี่ยแหละ ทำให้ตอนแรกเราคนอ่านจึงไม่แน่ใจว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นจริงอย่างที่ Jasper พยายามบอก ...​แต่คือรู้แหละว่ามีเรื่องใหญ่บางอย่างเกิดขึ้น เพราะ Jasper กับพ่อต้องไปให้ปากคำกับตำรวจ แต่ใหญ่ถึงขั้น Bee ถูกฆาตกรรม ตอนแรกไม่แน่ใจค่ะ จนกระทั่งเรื่องค่อยๆ เฉลย

หนังสือเล่มนี้ให้ข้อคิดอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ "จงฟังลูกของคุณพูด และพิจารณาสิ่งที่ลูกต้องการสื่ออย่างจริงจัง เด็กไม่โกหก อย่าเพิกเฉย ถึงแม้ว่าเรื่องนั้นจะฟังดูเหลวไหลในตอนแรกก็ตาม หรือเพราะว่าลูกเป็นเด็กที่ยากที่จะรับมือ (เช่นเด็กออทิสติก) ก็ตาม" เหมือนที่ Bee พยายามจะบอกแม่ของเธอหลายๆ ครั้ง แต่น่าเศร้าที่แม่ไม่เชื่อ และปล่อยให้เด็กน้อยต้องสู้ตามลำพัง...

Friday, June 16, 2023

ภารกิจปริศนา

 


หนังสือชื่อ  :  ภารกิจปริศนา

ผู้แต่ง  :  ชูชาติ ทรัพย์นิธิ

สำนักพิมพ์  :   ไครม์แอนด์มิสทรี (สำนักพิมพ์ในเครือนานมีบุ๊คส์)


เป็นครั้งแรกของการอ่านนิยายทิลเลอร์ฝีมือผู้แต่งคนไทยค่ะ ฉากบรรยากาศทุกอย่างคือเมืองไทย มันทำให้ง่ายที่จะจินตนาการหน้าตา สถานที่ของตัวละครค่ะ 

เล่มนี้จัดว่าอ่านเพลินค่ะ แต่ไม่ได้หวือหวา หักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบอะไรขนาดนั้น

ในเรื่องเป็นเหตุการณ์ของกรุงเทพฯ ในอนาคต คือตัวละครอยู่ในอนาคตแล้ว กรุงเทพฯ มีถนนอัจฉริยะแล้ว ตัวเอกของเรื่องเป็นอดีตตำรวจเพิ่งเกษียณ ชื่อ "เกรียงไกร" บังเอิญรถเจออุบัติเหตุถูกคนเมาแล้วขับชน เลยต้องแวะสถานีตำรวจเลยทำให้ได้รู้จักกับ "พรรณภพ" เจ้าหน้าที่กู้ภัย 

เนื่องจากเกรียงไกรเป็นอดีตตำรวจที่ลูกพี่ของพรรณภพให้ความนับถือ พรรณภพเลยให้เกรียงไกรไปพักดูทีวีรอระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคดี ที่รถบ้านของพรรณภพ ... ภายในรถบ้านนั่นเอง เกรียงไกรเห็นรูป "วทัญญู" พ่อของพรรณภพ ทำให้เขาหวนคิดถึงคดีที่เขาเคยทำเมื่อสามสิบปีก่อน

แล้วจากนั้นหนังสือก็เล่าเรื่องในยุคปี 2542 ค่ะ มีผู้หญิงถูกของมีคมแทงตายในห้องของตัวเอง ผู้ตายสวยและรวยมาก ลูกชายของผู้ตายก็อยู่ภายในห้องด้วยตอนเกิดเหตุ 

หนังสือเขียนเล่าถึงการสืบสวนหาคนร้ายของตำรวจไทย ซึ่งไม่แน่ใจว่าอิงกับเรื่องจริงหรือไม่นะคะ แต่ถ้าอิงเนี่ย ตำรวจไทยแม่งสืบสวนแบบไม่มี protocol เลยอ่า สืบแบบใช้แนวสังคม ถามคนโน่นคนนี่ คือไม่ได้เน้นเรื่องหลักฐานทางนิติเวชเลย และไม่มีแนวทางการสืบสวนที่เป็นรูปแบบเลย จำคนร้ายนี่คืออาศัยโชคและไหวพริบมาก ไม่ต้องสงสัยถ้าผู้ร้ายจะไปหลุดในชั้นศาลเพราะหลักฐานอ่อน หรือหลักฐานใช้ไม่ได้เพราะกระบวนการที่ได้มาไม่ถูกต้อง

แล้วก็มีตอนหนึ่งในหนังสือที่ตำรวจขอให้คุณประพันธ์ (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย เพราะขายและติดตั้งประตูอัจฉริยะในห้องผู้ตาย) สาธิตการทำงานของประตูที่ว่านี้ โดยการเอาปืนของตำรวจยิงที่ประตู ...​คือมันได้ด้วยหรือ??? ตำรวจให้ปืนของตัวเองให้คนอื่นได้ง่ายๆ เลยหรือ??? มันสะเพร่าง่า สะท้อนความไม่มืออาชีพ

นิยายนี้เป็นเรื่องสั้นค่ะ ร้อยกว่าหน้า ดังนั้นเดาคนร้ายไม่ยาก อ่านได้เพลินๆ ค่ะ