Monday, July 27, 2026

Ward D

 



นิยายชื่อ  :  Ward D

ผู้แต่ง  :  Freida McFadden


Amy Brenner เป็นนักศึกษาแพทย์ปีสาม ซึ่งต้องฝึกงานตามแผนกต่างๆ ตอนนี้เธอต้องมาฝึกงานในแผนกจิตเวช และคืนนี้เป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องเข้าเวรในวอร์ด D ซึ่งเป็นแผนกจิตเวช

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมที่นี่จึงได้ชื่อว่า วอร์ด D แต่ที่แน่ๆ คือ Amy ไม่อยากฝึกงานที่แผนกนี้ ซึ่งนั่นก็มีเหตุผลที่ดี เพราะ Amy มีคนรู้จักเป็นคนไข้อยู่ในแผนกนี้

วอร์ด D มีคนไข้จิตเภทที่ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ในคืนที่ Amy ต้องอยู่เวรนั้น มีแพทย์ประจำเวร 1 คน กับพยาบาลประจำวอร์ดอีก 1 คน และแถม Amy ต้องอยู่เวรร่วมกับแฟนเก่าที่เป็นแพทย์ฝึกหัดเช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ในคืนนั้นเลยออกแนวอิหลักอิเหลื่อ 

เนื้อเรื่องออกแนวเกินจริงมากไปในตอนที่ทำให้เหมือน Amy ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ด้วยในวอร์ด D เป็นแผนกปิด เข้า-ออกได้เฉพาะคนที่รู้รหัสที่หน้าประตู แถมในแผนกสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี โทรศัพท์บ้านก็ใช้ไม่ได้ และคืนนั้นอินเตอร์เน็ตก็เสีย ทำให้ไม่สามารถเรียกดูประวัติคนไข้ออนไลน์ได้ แต่แต่อ่านประวัติในแฟ้ม (ซึ่งไม่ละเอียดเท่าแบบออนไลน์) -- ถึงเราไม่มีความหลังแบบ Amy เราก็กลัวค่ะ มันเหมือนโดนตัดจากโลกภายนอกและให้อยู่ท่ามกลางคนไข้จิตเวชที่คาดเดาไม่ได้ ไม่รู้จักกันมาก่อน เพื่อนร่วมงาน (ยกเว้นแฟนเก่าที่จบไม่ดี) ก็ไม่เคยรู้จักกัน และ 12 ชั่วโมงถัดจากนี้คือเราต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง

ในวอร์ด D มีคนไข้คนหนึ่งที่อันตราย ชื่อ Damon Sawyer ที่คนไข้จิตเวชคนอื่นก็กลัว ด้วยคนไข้คนนี้ขู่ว่าจะฆ่าทุกคนคืนนี้ แต่หมอกับพยาบาลในวอร์ดบอกว่าคนไข้รายนี้ถูกทำให้สลบและขังไว้ในห้องแล้ว จัดว่าปลอดภัย ...แต่ด้วยบรรยากาศบางอย่าง ทำให้ Amy ไม่รู้สึกอุ่นใจเลย

เรื่องเล่าสลับบท ระหว่างเวลาปัจจุบัน (กี่ชั่วโมงก่อนที่จะเช้า) กับเวลาในอดีตเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ที่ Amy ยังเป็นเด็กมัธยม มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนหมอ และมีเพื่อนรักชื่อ Jade -- นิยายเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Jade ต้องเริ่มเข้ารับการบำบัด อาการจิตเวชที่เริ่มจากเล็กน้อย จนขยายเป็นสุดโด่งเกินรับได้ และสุดท้ายก็ทำให้ความสัมพันธ์เพื่อนรักระหว่าง Jade กับ Amy ต้องจบลง ... จบลงแบบไม่ดี Jade ต้องเข้าโรงพยาบาลจิตเวช เป็นผู้ป่วยไบโพลาร์ วันสุดท้ายที่ทั้งคู่เจอกัน Jade โทษ Amy ว่าคือคนที่ทำให้เธอต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้ และขู่อาฆาตไม่ให้อภัยเธอ

และอีกแปดปีต่อมา Amy ก็เจอกับ Jade อีกครั้งในคืนนี้ ในวอร์ด D

คนไข้ในวอร์ด D มีแต่คนประหลาด เช่น Dan ที่คิดว่าตัวเองเป็นไปร์เดอร์แมน, คุณยาย Mary ที่วันๆ เอาแต่ถักนิตติ้ง, Miguel ที่คิดว่าตัวเองมีพ่อเป็นพระเจ้า, Wil ที่ได้ยินเสียงแว่วบอกให้ฆ่าคน, Jade ที่เป็นไบโพล่าร์, Sawyer ที่ไม่รู้ไปทำอะไรมาแต่คนไข้ที่เหลือทุกคนกลัว หรือแม้กระทั่งตัว Amy เอง? 

--

สนุกนะคะ คาดเดาไม่ได้ ไว้ใจใครไม่ได้ แม้แต่ตัว Amy เอง เพราะเธอเองก็มีความลับไม่บอกใคร (อ้างไปถึงวันสุดท้ายที่ Jade กับ Amy เจอกันเมื่อแปดปีก่อน Jade ในสภาพโทรมจนแทบจำไม่ได้จึงได้ตะโกนบอกว่า Amy ต่างหากที่ควรอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ ไม่ใช่เธอ)

เคยอ่านรีวิวในกลุ่มคนไทยหนังสือป้ายยา บางคนบอกว่าไม่ชอบตอนจบของนิยายเล่มนี้ ... แต่เราชอบนะ มันสะท้อนถึงการคาดเดาไม่ได้ดี มันเข้ากับโทนของหนังสือที่ปูเรื่องมาตลอดทั้งเล่ม


Wednesday, June 3, 2026

The Locked Door

 


หนังสือชื่อ  :  The Locked Door

ผู้แต่ง  :  Freida McFadden

สำนักพิมพ์  :  Freida McFadden


คุณหมอ Nora Davis เป็นแพทย์ศัลยกรรมที่นับหน้าถือตา แต่เบื้องหลังจริงๆ แล้ว เธอเป็นลูกสาวของฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดัง พ่อของเธอชื่อ Aaron Nierling ทำการลักพาตัว ทารุณกรรมและฆาตกรรมหญิงสาวคาดว่าไม่น้อยกว่าสามสิบคน 

Aaron Nierling จะลักพาตัวผู้หญิง อายุประมาณยี่สิบต้นๆ ผู้หญิงที่เขาเลือกจะมีผมดำและตาสีฟ้า ทุกศพที่เขาทิ้งไว้ เขาจะตัดมือของเหยื่อออกมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก ทำให้เขาได้รับฉายาว่า Handyman เขาจะลักพาตัวผู้หญิงมาทรมานในห้องใต้ดินในบ้านของเขาเอง

บ้านหลังนั้นเขาอาศัยอยู่กับลูกสาว และภรรยา ตอนเขาโดนจับ Nora เพิ่งอายุ 11 ปี ...เมื่อพ่อถูกจับ Nora ก็เลยมาอยู่กับยาย และเปลี่ยนนามสกุลมาใช้นามสกุลของยายแทน 

26 ปีผ่านไป Aaron ยังคงอยู่ในคุก และน่าจะอยู่ไปจนตาย ส่วน Nora ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างดี เป็นหมอผ่าตัด มีคลีนิก ...ปัญหาอย่างเดียวคือ Nora ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ที่จริงจังกับใคร เพราะลึกๆ เธอรู้ตัวดีว่า เธอมีบางอย่างคล้ายๆ กับพ่อของเธอ

จนกระทั่งเริ่มมีคนไข้ของเธอถูกลักพาตัว 2 คน ในเวลาไล่เลี่ยกัน เหยื่อทั้งสองมีสิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นหญิงสาวอายุน้อย มีผมสีดำและตาสีฟ้า ต่อมาพบว่า คนหนึ่งกลายเป็นศพ และมือทั้งสองของเหยื่อถูกตัด ...ส่ิงที่เกิดขึ้นกับเหยื่อเหมือนใครบางคนพยายามทำตามที่ Aaron Nierling เคยทำ

ตำรวจก็เลยเริ่มสงสัย Nora ค่ะว่ามีส่วนในการเหตุการณ์นี้ ในขณะที่ Nora เองก็ค้นพบอะไรแปลกๆ ในห้องใต้ดินในบ้านของเธอ

.

ผู้เขียนเล่าสนุกค่ะ เนื้อเรื่องตื่นเต้น เดินเรื่องไว อ่านวางไม่ลง ...อาจไปก็สงสัยไปว่าใครคือฆาตกรกันแน่ สงสัยแม้กระทั่งตัว Nora เองที่อาจจะเป็นฆาตกรแบบเป็นโรคแยกบุคลิก 

.

สนุกและหักมุม ถึงแม้เหตุผลของฆาตกรจะหลวมๆ ไปหน่อย แต่ก็อ่านสนุกอยู่ดี


Saturday, May 23, 2026

Middle of the Night

 


หนังสือชื่อ  :  Middle of the Night

ผู้แต่ง  :  Riley Sager

สำนักพิมพ์  :  Hodder & Stoughton Limited


หน้าร้อนในปี 1994 Ethan วัย 10 ขวบ กางเต็นท์นอนหลังบ้านกับ Billy เพื่อนสนิทข้างบ้าน ทั้งคู่ทำเช่นนี้เป็นประจำทุกวันศุกร์ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน สิ่งที่แตกต่างคือเช้าวันรุ่งขึ้น Ethan ตื่นขึ้นตามลำพัง และ Billy หายไป ร่องรอยอย่างเดียวที่พบคือเต็นท์ถูกกรีดด้วยของมีคม ..และ Billy ก็เป็นบุคคลสูญหายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สามสิบปีผ่านไป หลังจากประสบปัญหาในชีวิตส่วนตัว Ethan ในวัยสี่สิบ ก็กลับมาบ้านเก่าอีกครั้ง ตอนเกิดเหตุลักพาตัว Billy เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศค่ะ ทำให้พ่อแม่ของเขาตัดสินใจส่งเขาไปเรียนโรงเรียนประจำ และหลังจากนั้นเขาเรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว จึงไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย แต่พอตอนนี้มีปัญหาส่วนตัวเข้ามา พ่อแม่ก็เลยเสนอให้เขากลับบ้าน ส่วนพ่อกับแม่จะย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนบ้านนี้ก็แล้วแต่ Ethan เลยว่าจะขายหรือจะอยู่ต่อ

การกลับมาบ้านเก่าทำให้ความทรงจำในวัยเด็กหวนคืนมาอีกครั้ง ตั้งแต่เกิดเหตุลักพาตัว Billy ก็ส่งผลให้ Ethan กลายเป็นโรคนอนไม่หลับ และไม่กล้ามีลูก เหมือนเป็นความเจ็บปวดที่ฝังลึกในใจ

หมู่บ้านที่ Ethan อยู่เป็นซอยตัน เป็นวงเวียนกลับรถ ทุกบ้านหันหน้าเข้าหาถนน ส่วนหลังบ้านเป็นป่า เป็นย่านของคนชั้นกลาง คนทำงานระดับใช้สติปัญญา ดังนั้นตอนเกิดเหตุ Billy เรื่องนี้จึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะเหตุเกิดกับเด็กในสวนหลังบ้าน ในพื้นที่ที่ควรจะปลอดภัย 

...และเพราะด้วยเป็นโรคนอนไม่หลับนี่เอง ทำให้คืนหนึ่ง Ethan พบว่ามีคน (หรือบางสิ่ง) เดินด้อมๆ มองๆ ในหมู่บ้าน 

ต่อมาก็มีข่าวว่าพบร่างของ Billy แล้ว จมอยู่ในน้ำตก ในบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบัน Hawthorne Institue 

สมัย Ethan และ Billy ยังเด็ก สถาบันนี้ยังดำเนินการอยู่ ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีคนหนึ่ง สถาบันนี้ทำงานวิจัย ลือกันว่าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นการวิจัยโดยทุนและความสนใจส่วนตัวของมหาเศรษฐี 

ความบังเอิญคือ สถาบัน Hawthorne Institue คือที่สุดท้ายที่ทั้ง Billy,  Ethan และเด็กอีกสามคน แอบลักลอบเข้าไปวันก่อนที่ Billy จะหายไป โดยระหว่างที่แอบสำรวจพื้นที่นั้น มีคนของสถาบันเห็นและเดินมาไล่เด็กๆ ให้ออกไป ทุกคนหนีไปได้ ยกเว้น Billy ...และ Billy ก็กลับบ้านในสภาพปกติหลังจากนั้นอีกห้าชั่วโมงถัดมา ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น เพราะ Billy ไม่มีโอกาสเล่า แต่พอ Billy หายไป เด็กๆ ทุกคนก็ไม่ได้เล่าให้ตำรวจฟังว่าวันก่อนหน้าไปไหนมา เพราะคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันกับการลักพาตัว ..แต่สุดท้ายกลายเป็นอีกสามสิบปีต่อมาพบศพ Billy ในพื้นที่ของสถาบัน แสดงว่า Billy เสียชีวิตตั้งแต่วันที่หายไป

Ethan พยายามหาคำตอบถึงคืนที่ Billy หายไป เขารู้สึกว่า Billy พยายามส่งสัญญาณบางอย่าง พยายามบอกให้เขารำลึกสิ่งที่เขาอาจจะลืมในคืนนั้น สิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในจิตสำนึกในช่วงระหว่างเวลากึ่งหลับกึ่งตื่น สิ่งสำคัญที่จะบอกได้ว่าใครคือคนลักพาตัว Billy

Billy เชื่อเรื่องผี และอยากคุยกับผีค่ะ Ethan เลยรู้สึกว่าเหมือน Billy มาหา 

สนุกค่ะ ผู้เขียนมีเสน่ห์ในการเล่าเรื่องให้น่าติดตาม ให้เรารู้สึกว่าหรือนี่จะเป็นนิยายสืบสวน ที่มีสิ่งลึกลับมาเกี่ยวข้อง ...คือเรื่องถ้าให้สรุปก็ไม่มีอะไรเว่อร์ เกินจริงเลยค่ะ แต่คนเขียนเขียนเล่าเรื่องเก่งทำให้ต้องพลิกอ่านทุกหน้าจนจบ



Thursday, May 14, 2026

A Touch of Magic at the Comfort Food Cafe

 


หนังสือชื่อ  :  A Touch of Magic at the Comfort Food Cafe

ผู้แต่ง  :  Debbie Johnson

สำนักพิมพ์  :  HarberCollinsPublishers


อ่านเล่มนี้ไม่จบค่ะ อ่านถึงบทที่ 9 แล้วก็วาง (จากทั้งหมดมี 25 บท) วางเพราะไม่อิน ไม่มีอารมณ์ฟินร่วม เลยอย่าเสียเวลาเลย แต่หยิบมารีวิวส่วนตัวเก็บไว้ เผื่อคราวหน้าจะได้ไม่เผลอหยิบมาอ่านซ้ำอีก

เป็นนิยายโรแมนติกค่ะ พระเอกอายุน้อยกว่านางเอก นางเอกอายุ 49 ชื่อ Sarah เป็นนักเขียนนิยายสืบสวนทริลเลอร์ที่ประสบความสำเร็จ มีนิสัยเก็บตัวเพราะส่วนหนึ่งเนื่องจากปัญหาในอดีต

นางเอกเคยมีสามี และหย่าร้างเพราะสามีนอกใจ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกล้มเหลวในชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อมาเธอคิดจะเริ่มต้นใหม่กับชายคนหนึ่ง ตอนแรกทุกอย่างก็ดี แต่พอคบไปนานๆ เข้า พบว่าผู้ชายแปลกๆ มีพฤติกรรมควบคุม และดูเหมือนมีอะไรบางอย่างปิดบัง นางเอกก็เลยจ้างนักสืบเอกชนให้สืบหาความจริง จนพบว่า แฟนมีโลกสองใบ โลกอีกใบคือชายที่แต่งงานแล้วมีลูกและยังไม่ได้หย่า พอรู้ความจริง นางเอกก็ช็อค และบอกเลิก แต่ผู้ชายไม่ยอมเลิก กลับตามรังควาน จนนางเอกเสียสุขภาพจิต ก็เลยย้ายบ้านจากลอนดอนมาอยู่ที่หมู่บ้านริมทะเล Budbury Dorset 

ที่ Budbury Dorset เจอเพื่อนบ้านน่ารัก เป็นมิตร และมีร้านคาเฟ่ริมทะเลที่มีเค้กอร่อย

ส่วนพระเอกอายุ 33 ทำงานทางด้านการเงิน ลูกครึ่งอเมริกัน-อังกฤษ มาจากครอบครัวฝั่งพ่อที่รำ่รวย ขัดใจกับพ่อเรื่องการสืบทอดธุรกิจ เลยปลีกตัวมาทำงานของตัวเอง และก็ย้ายมาอยู่ที่ Budbury Dorset และก็ได้เจอนางเอกที่นั่น

พระเอกติดใจนางเอกตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น หนังสือเล่าเบื้องหลังว่า พระเอกสนิทกับยาย โตมากับยายและตอนเด็กๆ ชอบอ่านนิยายโรแมนซ์ของยาย ...เป็นการอธิบายให้คนอ่านเข้าใจว่าทำไมพระเอกจึงชอบคนที่อายุมากกว่า

พระเอกหาทางสนิทกับนางเอกเพิ่มด้วยการขอให้นางเอกช่วยดูแลหมาของเขา พระเอกมีหมาที่มีเชื้อสายหมาป่าอยู่ 3 ตัว หมาสองตัวมีนิสัยไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าเพราะการกระทำจากเจ้าของเก่า พระเอกอยากให้หมาตัวเองอยู่กับคนอื่นได้ เลยขอให้นางเอกช่วย

เนี่ยแหละค่ะเท่าที่อ่านถึงบทที่เก้า ไม่อ่านต่อเพราะไม่ชอบผู้ชายเด็กกว่า ไม่ใช่รสนิยม และนิยายมันก็ไม่มีพีกอะไรตื่นเต้นไปมากกว่าคนสองคนรักกันและพยายามปรับตัวเข้าหากัน 



Thursday, April 30, 2026

เชิญรับแมวเป็นยาที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าได้เลยครับ

 



หนังสือชื่อ  :  เชิญรับแมวเป็นยาที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าได้เลยครับ

ผู้แต่ง  :  อิชิดะ โช

ผู้แปล  :  อาคิรา รัตนาภิรัต

สำนักพิมพ์  :  Piccolo


เป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาลจิตเวชลึกลับแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ที่คนไข้รู้จักแบบปากต่อปาก ทางเข้าก็ลึกลับ อยู่บนชั้นห้าของอาคารเก่าๆ หลังหนึ่ง ประตูคลีนิกก็หนัก ซอยทางเข้าก็มืดๆ ไม่มีไฟ ในคลีนิคมีแค่หมอหนึ่งคน กับพยาบาลสวยๆ อีกหนึ่งคน คนไข้ที่มาหา ขากลับได้รับแมวให้ไปเลี้ยงชั่วคราวแทนที่จะเป็นยารักษาโรค 

หนังสือมีทั้งหมด 5 บท เป็นเรื่องของคนไข้แต่ละคนที่มีเหตุให้ต้องมาหาหมอ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทตลาดหลักทรัพย์ที่เครียดจากที่ทำงาน เนื่องจากหัวหน้ากดดันให้ทำยอด แต่ก็ไม่กล้าลาออก เลยมาหาหมอ หมอก็จ่ายแมวให้หนึ่งตัว พอได้แมวมา ตอนแรกก็คลายเหงา เพราะเขาอยู่คนเดียว เลยมีเรื่องให้ยิ้มได้ แต่พอวันถัดมาเท่านั้นแหละ ...กลายเป็นว่าแมวไปฉีกทำลายเอกสารสำคัญ เขาก็เลยแอบไปขอให้ฝ่ายบัญชีออกเอกสารให้ใหม่ ไม่งั้นหัวหน้าเอาตาย ก็กลายเป็นว่าเอกสารนี้ไม่ได้ออกโดยฝ่ายบัญชี ชักมีกลิ่นไม่ชอบมาพากล พอหัวหน้ารู้เรื่องเข้าก็โกรธ และตะโกนไล่เขาออก 
เขาจะเอาแมวไปคืน แต่ไปๆ มาๆ แมวดันไปข่วนรถเจ้าของบริษัทก่อสร้างเข้า ทำให้ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าซ่อม แต่เมื่อเงินไม่มี งานก็ไม่มี ก็เลยต้องใช้แรงหักค่าซ่อมเอา 
ความผูกพันกับบริษัทใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ก็ดี สุขภาพก็ดีขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยมีแมวเป็นตัวต้นเรื่อง

หรือเรื่องพนักงานบริษัทคอลเซ็นเตอร์ที่เครียดกับพนักงานหญิงคนใหม่ที่ย้ายมา เครียดกับการทำตัวไนซ์กับทุกคนจนเขารู้สึกรำคาญ รวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง พออยู่ที่บ้าน ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินของครอบครัว ..พอมาหาหมอ หมอก็จ่ายแมวให้มาเลี้ยง ...กลายเป็นว่า บ้านที่ต่างคนต่างมีมุมของตนเอง ตอนนี้ทุกคนก็มารวมกัน มาเห่อแมวของเขา ลูกสาวที่ไม่ค่อยคุยกับเขาก็คุยกับเขามากขึ้น เพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่เขารู้สึกรำคาญ ตอนนี้ก็ไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้นแล้ว 

ตอนที่ชอบที่สุดคือบทที่สามค่ะ ที่ เมกุมิ พาลูกวัยสิบขวบมาหาหมอ เหมือนเป็นค่านิยมสมัยนี้ที่ให้ลูกได้คุยกับจิตแพทย์เพื่อได้ระบายความเครียด หมอก็เลยจ่ายแมวมาให้หนึ่งตัว และแมวตัวนั้นหน้าตาเหมือนแมวที่แม่เคยอยากจะเลี้ยงสมัยเด็กๆ ...เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ...เมกุมิกับเพื่อนอีกสองคนเจอลูกแมวสามตัวถูกทิ้งไว้ในลัง เพื่อนแต่ละคนเลยรับเลี้ยงแมวคนละตัวโดยยังไม่ได้ถามผู้ปกครอง พอแม่ของเธอเห็น ก็ห้ามเด็ดขาดไม่ให้เลี้ยง และให้เอาแมวกลับไปไว้ที่เดิม (เลี้ยงไม่ไหวค่ะ แม่กำลังตั้งท้องลูกคนที่สาม บ้านก็แคบๆ แม่คงรับมือทั้งทารกที่จะเกิดใหม่ ลูกวัยเด็กวันซนอีกสองคน กับแมวอีกตัวไม่ไหว)..นี่เป็นความรู้สึกผิดที่เมกุมิมีเสมอมา และความบังเอิญคือแมวตัวที่หมอจ่ายให้มานั้น หน้าตาเหมือนแมวตัวนั้นยังกับแกะ
เมกุมิเลยได้เรียนรู้ว่า ลูกสาวของเธอนั้นโตและมีความคิดอ่านที่ดีแล้ว เธอกำลังพลาดช่วงเวลาสำคัญที่ได้อยู่กับลูกไป ที่ผ่านมาเธอไม่เคย "ฟัง" ลูกอย่างจริงจัง เอาแต่ตำหนินำไปก่อนเสมอ
---
อ่านได้สนุกๆ คลายเครียดค่ะ มีปมเรื่องที่มาของคลีนิกแห่งนี้ และหมอกับพยาบาลนั้นคือใคร เป็นปมแบบไม่เฉลย ให้คนอ่านคิดเอง แต่ชี้นำค่ะ ไม่น่าจะเดาผิด


How to Sleep Like a Caveman

 


หนังสือชื่อ  :  How to Sleep Like a Caveman

ผู้แต่ง  :  Merijn van de Laar

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers


เป็นหนังสือดีเล่มหนึ่งค่ะ แต่ไม่เหมาะกับเรา ไม่ค่อยเหมาะกับคนที่ไม่ได้มีปัญหาการนอนหลับจริงจังอะไร แต่อ่านประดับความรู้ คือเนื้อหามันดีเกินจำเป็นสำหรับผู้ไม่มีปัญหา

หนังสือบอกว่า ที่ผ่านมาเราซีเรียสมากเกินไปกับการคิดว่าคนเราต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมง จริงๆ แล้ว 8 ชั่วโมงนี้ไม่ได้มีผลทางวิทยาศาสตร์รองรับเลย เป็นเพียงแต่ในยุคอุตสาหกรรมมีการชวนเชื่อว่าเราแต่งแบ่งเวลาชีวิตแต่ละวัน โดยเป็น 8 ชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงจัดการเรื่องส่วนตัว กับอีก 8 ชั่วโมงนอน ...แต่จริงๆ แล้วเมื่อศึกษาพบว่าคนเราต้องการนอน 6-7 ชั่วโมงก็พอ 

 คนที่มีปัญหานอนไม่หลับ จริงๆ แล้วไม่ได้มีปัญหาเรื่องการนอน คือเวลาเขาหลับ เขายังหลับได้ลึกถึงระดับ NREM3 เช่นเดียวกับคนปกติ ที่เขามีปัญหาคือ ปัญหาตอนตื่นต่างหาก คือเขามักจะนอนนิ่งๆ บนเตียงพยายามหลับแต่ไม่หลับ พยายามแล้วพยายามเล่า นอนจ้องเข็มนาฬิกาเพื่อให้หลับ แต่ไม่หลับ จึงกังวล จึงไม่หลับ วนลูปไป 

วิธีบำบัดสำหรับคนนอนไม่หลับ (แบบปกติ ไม่ได้เป็นโรค เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับ)

    - จำกัดเวลาอยู่บนเตียง คือนอนบนเตียงเมื่อต้องการจะนอนจริงๆ และถ้านอนไม่หลับ ก็ไม่ต้องอดทนนอนพยายามจะหลับ ให้ลุกออกจากเตียงไปหาอะไรทำซะ รู้สึกง่วงแล้วค่อยกลับมานอนใหม่

    - เปลี่ยนมายด์เซ็ตที่ว่าคนเราต้องนอน 8 ชั่วโมงต่อเนื่องกัน การนอนคือส่วนหนึ่งของกิจกรรมมนุษย์ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนสมัยก่อนก็นอนน้อย และต้องนอนอย่างระมัดระวังสัตว์นักล่า ดังนั้นไม่แปลก ถ้าเราจะหลงเหลือสัญชาติญาณของการหลับแค่ไม่กี่ชั่วโมง และตื่น แล้วค่อยกลับไปหลับใหม่ เปรียบเหมือนมนุษย์ถ้ำที่ตื่นขึ้นมาเช็คสิ่งคุกคามในตอนกลางคืน 

    - ไม่ควรดื่มกาแฟหลังห้าโมงเย็น (บางคนคิดว่ากาแฟไม่มีผลกับการนอนของเขา แต่จริงๆ แล้วมีผล จากการศึกษาพบว่า คนเหล่านี้หลับสั้นลง หลับๆ ตื่นๆ สั้นลง แต่ตื่นเช้ามา เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองหลับสั้นกว่าปกติ) ยิ่งอายุมากขึ้น ก็จะยิ่งเซ็นซิทีฟกับคาเฟอีนมากขึ้น

    - เอาหมามานอนด้วยในห้องนอนได้ แต่ให้มันนอนในที่นอนของมัน ส่วนแมวไม่แนะนำ เพราะนิสัยการนอนของแมว แมวเป็นสัตว์พวกนอนงีบสั้นๆ และตื่นเช้า มันจะรบกวนการนอนของคน ในขณะที่หมาถ้านอนเตียงเดียวกับเรา การขยับตัวเปลี่ยนท่าของมันอาจมีผลรบกวนการนอนของเรา

    - อุณหภูมิกับแสง มีผลต่อการง่วงนอน ก่อนนอน 3 ชั่วโมง ให้อยู่ในที่สลัวๆ จะกล่อมให้ง่วง ทำมือเท้าให้อุ่น เช่นใส่ถุงเท้า ส่วนหัวให้เย็น เช่นหนุนหมอนที่ควบคุมอุณหภูมิ

    - มื้อเย็นกินโปรตีนเยอะๆ กินไขมันน้อยๆ จะได้หลับดี 

    - เตรียมตัวผ่อนคลาย 1.5 ชั่วโมงก่อนนอน เช่น ฟังเพลงเบาๆ ทำสมาธิ ดูทีวี ฯลฯ

    - ในผู้ใหญ่ การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้หลับดี และการออกกำลังกายไม่เพียงแต่มีผลดีต่อการนอน แต่ยังดีต่อความรู้สึกสดชื่น มีพลังเมื่อตื่นนอน

    - เข้านอนให้ตรงเวลา

    - อย่ามองนาฬิกาเมื่อตื่นระหว่างคืน เอานาฬิกาออกไปจากห้องนอนก็ยิ่งดี เพราะตื่นกลางดึกมองนาฬิกาทำให้เรากังวล และจะนอนไม่หลับ

    - ถ้าใช้นาฬิกาปลุก อย่า snooz ถ้านาฬิกาปลุกดัง ให้ตื่นเลย การนอนต่ออีก 5-10 นาที ไม่ช่วยอะไร คือเรายังไม่เข้าวงจรการนอนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นยิ่งทำให้เรารู้สึกไม่สดชื่นไปกันใหญ่


ที่จดมาก็มีประมาณนี้แหละค่ะ แต่หนังสือไม่ได้เขียนถึงปัญหาการตื่นกลางดึกเนื่องจากปวดฉี่แฮะ 

เอาเป็นว่าถ้าอยากอ่าน แต่ไม่มีเวลา ข้ามไปอ่านบทที่ 9 และ 10 เลยค่ะ ที่เหลือวิชาการทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกริ่นถึงความสำคัญของการนอน ย้อนไปถึงยุคมนุษย์ถ้ำ การศึกษาการนอนของชนเผ่าที่แทนซาเนีย ฯลฯ คือมันดีแหละ แบบรู้ไว้ไง แต่มันไม่เกี่ยวกับเรา 

Sunday, April 19, 2026

The Last Days of Kira Mullan



หนังสือชื่อ  :  The Last Days of Kira Mullan

ผู้แต่ง  :  Nicci French

สำนักพิมพ์  :  Simon & Schuster


อ่านเล่มนี้นานมากค่ะ ใช้เวลาหลายเดือน อยากจะเทตั้งหลายรอบเพราะช่วงต้นๆ ไปจนถึงกลางๆ ของเล่มไม่สนุก ไม่สมจริง ...แต่เพราะความอยากรู้ว่าฆาตกรคือใคร เลยทำให้พยายามเข็นตัวเองอ่านจนจบในที่สุด (ปรากฎว่าประมาณ 20 บทสุดท้าย ท้ายเล่มสนุก เดินเรื่องกระชับ ซึ่งคนละอารมณ์กับตอนต้นและกลางเล่มมากค่ะ)

ตัวเอกของเรื่องคือ Nancy เคยเป็นถึงเจ้าของร้านอาหาร แต่ตอนนี้ประสบปัญหาสุขภาพจิต ทำให้ต้องสูญเสียแทบทุกอย่าง และกำลังอยู่ในช่วงพักรักษาตัว 

Nancy ป่วยจิตเวชค่ะ เธอหลอนได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ตอนนี้เธออยู่ในช่วงรักษาตัว ค่ารักษาก็แพงจน Nancy กับแฟน Felix ต้องย้ายออกจากอพาร์ทเมนต์หรูมาอยู่แฟลตที่ราคาย่อมเยาลง 

Kira Mullan คือหญิงสาวสวยที่เป็นเพื่อนร่วมแฟลตกับ Nancy และ Felix พักอยู่คนเดียว

Kira ถูกพบแขวนคอเสียชีวิต เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Nancy และ Felix ย้ายเข้ามา ตำรวจคิดว่าเป็นการจบชีวิตตัวเอง คดีก็เลยจบเร็ว

แต่ Nancy ไม่เชื่อเช่นนั้น และดูเหมือน Nancy จะเป็นคนสุดท้ายที่เห็น Kira ตอนยังมีชีวิตอยู่ ... Nancy เดินชนกับ Kira ตรงประตูทางเข้าแฟลต จนของในถุงที่ Kira ถือมาหล่นกระจัดกระจาย และ Kira พูดอะไรบ้างอย่างกับ Nancy แต่ด้วยความที่เธอกินยาเข้าไปเยอะก็เลยเบลอๆ จำไม่ได้ว่าพูดว่าอะไร

Nancy พยายามบอกทุกคนว่า Kira ไม่น่าจะฆ่าตัวตาย แต่ไม่มีใครเชื่อ Felix เนี่ยตัวดีที่ไม่เชื่อ และพยายามไซโคให้คนอื่นคิดว่า Nancy เป็นบ้า และเริ่มเห็นภาพหลอนอีกครั้ง ...พอ Nancy จุ้นจ้านกับการสืบเรื่อง Kira มากเข้า Filix ก็จับ Nancy ส่งโรงพยาบาลจิตเวช และให้อยู่ในโรงพยาบาลจนกว่าอาการจะดี

....มาถึงตรงนี้เนี่ยแหละค่ะ ที่ทำให้รู้สึกอยากเท ไม่อยากอ่านต่อ รู้สึกว่าไม่สมจริงและเนื้อเรื่องน่าอึดอัด slow burn เกินไป คือ ตอนนั้นทุกคนเชื่อว่า Nancy หลอน เป็นบ้า แล้วคนที่มาช่วยจับตัว Nancy ส่งโรงพยาบาลคือหมอจิตเวชประจำตัวของ Nancy เอง ... คือหมอว่างขนาดนั้นเลยหรือ? แถมช่วยกันจับตัวคนไข้โดยไม่มีตำรวจเข้ามาดูด้วย เหมือนลักพาตัวเลย แถม Nancy ก็ไม่ได้มีลักษณะที่จะเป็นภัยคุกคามอันตรายแก่ชีวิตต่อใครในแฟลตเลย แค่มีฟฤติกรรมแปลกๆ สอดส่องเกินงาม แต่ไม่ได้ข่มขู่ใครเลย ทำไมเจ้าหน้าที่จึงมาจับตัวอย่างรวดเร็วและทำให้เรื่องต่างๆ เป็นเรื่องใหญ่โดยไม่จำเป็น

....จากนั้นอีกหนึ่งในสามของหนังสือก็บรรยายถึงตอนที่ Nancy อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช การโดนคุกคาม การพูดอะไรไม่มีใครเชื่อ การโดยยัดเยียดให้เป็นคนป่วยโดยผู้เชี่ยวชาญ ...จนสุดท้าย Nancy ต้องเอาตัวรอดด้วยการเล่นตามน้ำ ทำตัวอ่อนโยน ยอมรับผิด ยอมรับว่าป่วย ขอโทษทุกคน และเชื่อฟัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตายใจและยอมปล่อยเธอออกจากโรงพยาบาล

พอออกจากโรงพยาบาล ก็เห็นได้ชัดว่า Felix พยายามเข้ามาควบคุมชีวิต โดยการ gaslicht ว่า Nancy ป่วยและอ่อนแอ ทำให้ถึงตอนนี้เธอไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคมเลย แม้แต่พ่อแม่ก็เชื่อ Felix 

ในอีกด้านก็มีการเล่าเรื่องตำรวจหญิงชื่อ Maud ซึ่งไม่ได้ทำคดีของ Kira  และมีปัญหาส่วนตัวกับตำรวจเจ้าของคดี Kira 

จนมากลางเล่มแหละ เรื่องถึงได้ดำเนินให้ตำรวจ Maud กับ Nancy ได้เจอกัน หลังจากที่ Nancy ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ... Nancy เล่าเรื่องข้อสงสัยว่า Kira จะถูกฆาตกรรม และคราวนี้ตำรวจ Maud เชื่อเธอ เพราะเห็นหลักฐานบางอย่างในภาพถ่ายที่เกิดเหตุ ดังนั้นตำรวจจึงตัดสินใจรื้อคดีขึ้นมาอีกครั้ง

ท้ายเล่มสนุกค่ะ แต่ต้นเล่มจนถึงกลางเล่มปลายๆ อึดอัด ดำเนินเรื่องช้า ต้องปลุกกำลังใจอย่างมากจึงจะเข็นอ่านจนจบได้


Thursday, December 11, 2025

The Cinnamon Bun Book Store

 


หนังสือชื่อ  :  The Cinnamon Bun Book Store

ผู้แต่ง  :  Laurie Gilmore

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublisher Ltd


เป็นเล่มที่สองในชุด Dream Harbor Series ค่ะ (แต่ละเล่มอ่านแยกกันได้ค่ะ หรืออ่านก่อนหลังก็ได้ ไม่มีงง) เป็นนิยายรักใสๆ ไม่มีดราม่า ไม่มีมือที่สาม อ่านได้เบาๆ โดยมีฉากหลังเป็นหมู่บ้าน Dream Harbor ที่ตัวละครทุกคนอยู่

เล่มนี้เป็นเรื่องของ Hazel ผู้จัดการร้านหนังสือชื่อ Cinnamon Bun Book Store เป็นร้านหนังสือประจำเมืองแห่งนี้ -- ชีวิตของ Hazel เรียบง่ายมาเสมอ และตอนนี้เธออายุจะเข้าใกล้ 30 แล้ว อารมณ์วิกฤตวัย (ใกล้) กลางคน ทำให้ Hazel รู้สึกว่าอยากทำอะไรตื่นเต้นในชีวิตบ้าง 

ในร้านมีลูกค้าขาประจำ ที่ดูภายนอกไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือ อย่าง Noah แวะมาซื้อหนังสือประจำ เพื่อนๆ ของ Hazel กระซิบบอกเธอว่า Noah กำลังตามจีบเธออยู่ แต่ Hazel ไม่อยากจะเชื่อ --- Noah ทำทัวร์ตกปลาค่ะ เขามีเรือ และนำทัวร์พานักท่องเที่ยวไปตกปลา นอกเวลาล่องเรือ ก็พักอยู่ชั้นบนของผับของ Mac และถ้าว่างก็ลงมาข้างล่างมาช่วยงานเป็นบาร์เทนเดอร์ในผับ

ช่วงเดือนก่อนวันเกิดของ Hazel เธอพบว่า หนังสือที่วางขายในร้าน มีใครบางคนเอาปากกามาไฮไลต์บางประโยคในหนังสือ ทำให้หนังสือเล่มนั้นตีเป็นเสีย ขายไม่ได้ -- Hazel ไม่พอใจ แต่ขณะเดียวกันก็สงสัยในประโยคที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ และเริ่มทำตามที่หนังสือแนะนำ และ Noah ก็บังเอิญรู้เรื่องนี้ และก็ช่วยเธอ

Hazel ขอให้ Noah ช่วยเพราะคิดว่า Noah มีบุคลิกแบบคนไม่มีกังวลอะไร ใช้ชีวิตสบายๆ ไม่คิดลึก คิดมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับเธอ เธออยากเป็นคนแบบนั้นบ้าง และอยากมีชีวิตก่อนถึงวันครบรอบวันเกิดแบบสนุกๆ ลองใช้ชีวิตแบบไร้กังวล ไม่คิดมากดูบ้าง

คนที่ภายนอกดูเหมือนไม่คิดอะไรมากอย่าง Noah จริงๆ แล้วมีเรื่องในใจ Noah มีปมในใจเพราะเขาเรียนไม่จบ ถึงแม้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ระบบการเรียนไม่เหมาะกับเขา เขาไม่สามารถนั่งเรียนในห้องเรียนได้ จนสุดท้ายก็เรียนไม่จบ พอมาทำงานช่วยกิจการของพ่อ พองานที่รับผิดชอบเริ่มมีความซับซ้อนขึ้น เขาก็ไม่สามารถทำได้ ก็เลยออกจากบ้านมา ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง มาอยู่ที่ Dream Harbor -- ดังนั้น Noah จึงมีปมว่า ตนเองไม่ดีพอ ไม่ดีพอสำหรับคนดีๆ อย่าง Hazel ด้วย

เนี่ยแหละค่ะ ต่างคนก็ต่างจีบกันไประหว่างนั้นก็ไม่แน่ใจในอีกฝ่าย Hazel ก็คิดว่า ผู้ชายเป็นพวกสนุกไปเรื่อยๆ คงไม่จริงจังกับยายเฉิ่มอย่างเธอ ส่วน Noah ก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะสม ไม่ดีสำหรับผู้หญิงดีๆ อย่างเธอ

จบแฮปปี้ค่ะ พร้อมเฉลยว่าใครคือบุคคลปริศนาที่มาแอบทำไฮไลต์หนังสือในร้าน

สนุกแบบโลกสวย อ่านสบายๆ 


Saturday, November 22, 2025

ขบวนแห่ศพนักบุญปีเตอร์

 


หนังสือชื่อ  :  ขบวนแห่ศพนักบุญปีเตอร์

ผู้แต่ง  :  มิยาเบะ มิยูกิ

ผู้แปล  :  บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


สนุกมาก เป็นหนังสือที่สืบสวนที่สนุกที่สุดประจำปี 2025 ที่ได้อ่านมาเลยค่ะ ...หน้าปกและชื่อเรื่องจะเขียนว่าเล่ม 1 แต่ในอีบุ๊กคือครบจบในเล่มเดียวค่ะ 

นักบุญปีเตอร์คือ นักบุญหนึ่งในสาวกของพระเยซู ที่ปฏิเสธการเป็นสาวกของพระเยซูตอนที่พระเยซูถูกรุมล้อมและนำไปตรึงไม้กางเขน นักบุญปีเตอร์คงกลัวตาย กลัวความคลั่งของคนที่เขามาเอาตัวพระเยซู จึงปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระเยซูถึงสามครั้ง ...หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนไปแล้ว นักบุญปีเตอร์จึงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความรู้สึกผิด สุดท้ายนักบุญปีเตอร์ก็เสียชีวิตลงด้วยการถูกตรึงไม้กางเขนเช่นเดียวกับพระเยซู (แต่ตรึงแบบกลับหัวลง) 

ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนกระทำลงไป

หนังสือบรรยายตามสายตาของตัวเอกของเรื่อง คือ "ซึงิมูระ ซาบูโร" เป็นลูกเขยมหาเศรษฐี และถูกพ่อตาสั่งให้ลาออกจากงานเก่า มาทำงานเป็นรอง บ.ก. ของนิตยสารภายในของบริษัทพ่อตาเอง 

ซาบูโรและหัวหน้าต้องเดินทางไปสัมภาษณ์อดีตผู้บริหารบริษัทที่บ้านพักตากอากาศสำหรับคนชรา ...ขากลับก็นั่งรถเมล์กลับ ...กลายเป็นว่า หนึ่งในผู้โดยสารรถเมล์ลุกขึ้นมาเป็นโจรจับตัวประกัน 

ตัวประกันมีทั้งหมดหกคนรวมคนขับรถ คนร้ายปล่อยคนขับรถกับคนชราให้ออกไปแจ้งความบอกตำรวจ ดังนั้นในรถเมล์จึงเหลืออยู่ 5 คน รวมทั้งซาบูโรและหัวหน้า

คนร้ายไม่ได้ต้องการเงิน แต่เรียกร้องขอพบคน 3 คน ให้ตำรวจพามาให้ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง 

แน่นอนอยู่แล้วว่า การจับตัวประกันแบบนี้ คนร้ายจบไม่สวย ...ดังนั้นตอนจบคือตัวประกันทุกคนรอด และคนร้ายเสียชีวิต

....แต่เรื่องทั้งหมดไม่จบเพียงเท่านี้ 

หลังเหตุการณ์จี้ตัวประกันบนรถเมล์ กลายเป็นว่า ชีวิตของคนร้ายเป็นปริศนา ไม่มีใครทราบแรงจูงใจของเขา และสามคนที่เขาต้องการพบนั้นเกี่ยวข้องอะไร ต้องการพบเพื่ออะไร

เรื่องมันไม่จบ เพราะจู่ๆ ตัวประกันทุกคนก็ได้รับพัสดุ ภายในซองเป็นเงินจากคนร้าย บอกว่าเป็นค่าทำขวัญ ตัวประกันจึงมารวมตัวกันเพื่อปรึกษาเรื่องนี้ เพราะไม่กี่ชั่วโมงที่ตกเป็นตัวประกัน ทำให้ทุกคนรู้สึกผูกพันกัน ...ในหมู่ตัวประกัน มีบางคนต้องการใช้เงิน ส่วนบางคนไม่ต้องการแตะต้องเงินนี้ และอยากให้แจ้งตำรวจ ในที่สุดเลยตกลงกันว่า เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวก่อน ระหว่างนี้ก็จะสืบหาว่าใครคือคนส่งเงิน และเกี่ยวข้องอะไรกับคนร้าย รวมถึงสืบให้รู้ด้วยว่าคนร้ายมีแรงจูงใจอะไร จึงมาจี้รถเมล์

.

สนุกด้วยสำนวนการเขียน เรื่องที่เดาตอนจบไม่ได้ ซับซ้อน และมีแทรกด้วยชีวิตส่วนตัวของซาบูโรที่ไม่ง่ายเลย กับการเป็นหนูตกถังข้าวสาร ที่ต้องพยายามไม่ใส่ใจกับเสียงคนรอบข้าง และพยายามประคับประคองชีวิตสมรส (ภรรยาที่ไม่เพียงฐานะต่างกัน แต่วิธีคิดของคนเราก็เป็นไปตามฐานะด้วย)

.

อ่านจบเห็นด้วยกับซาบูโรที่ว่า ความชั่วร้ายติดต่อกันได้ ซาบูโรเปรียบเทียบว่าความชั่วเหมือนแหวนเอกธำมรงค์ในเรื่องลอร์ดออฟเดอะริง และเมื่ออยู่ในอำนาจของมัน ชีวิตก็ไม่มีวันสงบอีก 

Wednesday, November 19, 2025

โทคิโอะ


 หนังสือชื่อ  :  โทคิโอะ

ผู้แต่ง  :  ฮิงาชิโนะ เคโงะ

ผู้แปล  :  ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา 

สำนักพิมพ์  :   ไดฟุกุ


เป็นแนวเรื่องข้ามเวลา ลูกชายย้อนเวลากลับมาช่วยทำให้พ่อใช้ชีวิตอยู่ในร่องในรอย 

โทคิโอะ เป็นลูกชายของ "มิยาโมโตะ ทาคุมิ" -- ตัวโทคิโอะป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมที่ชื่อ "โรคเกรโกริอุส" -- เป็นโรคที่ไม่มีอยู่จริงค่ะ ผู้แต่งสมมุติขึ้นมา -- โรคนี้แสดงอาการขึ้นเมื่อโทคิโอะใกล้จบ ม.3 และทำให้เขาต้องนอนติดเตียงอยู่กว่าสามปี อาการมีแต่จะหนักขึ้นหนักขึ้น จนใกล้ถึงวาระสุดท้ายเต็มที

กลายเป็นว่า เมื่อตายไป โทคิโอะได้ย้อนเวลามาในปี 1979 ตอนที่ทาคุมิผู้พ่ออายุ 23 ปี -- ในตอนนั้นทาคุมิเป็นคนสันดานแย่ ไม่เป็นโล้เป็นพาย ทำงานไม่ทน เปลี่ยนงานบ่อย เงินก็ไถแฟนใช้ ทำตัวเอาแต่ใจ ลูกคุณหนู เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มีความฝันเลื่อนลอยว่าจะรวยสักวัน แต่สองมือไม่เคยทำอะไร 

โทคิโอะย้อนเวลามาเจอทาคุมิที่สวนสาธารณะฮานะยะชิกิ และก็ตามติดเขาตั้งแต่นั้น 

ทาคุมิตอนนั้นมีแฟนชื่อ "จิสุรุ" เป็นผู้หญิงดี คอยตามล้างตามเช็ดปัญหาที่ทาคุมิก่อ คอยฝากงานให้ แต่ทาคุมิก็ทำไม่ทน ...จนฟางเส้นสุดท้าย จิสุรุขอร้องให้ทาคุมิไปสมัครงานเป็น รปภ. ทาคุมิรับปาก แต่ไปสายเพราะมัวแต่เล่นปาจิโกะ แถมยังปากเสียทะเลาะกับคนให้สัมภาษณ์ ...พอทาคุมิกลับมาก็พบว่าจิสุรุทิ้งจดหมายลาไว้ให้ดูต่างหน้า เจ้าตัวหายไปเสียแล้ว

แต่ดูเหมือนว่า แฟนใหม่ของจิสุรุ (หรือผู้ชายที่จิสุรุหนีไปด้วยกัน) นั้นได้ก่อเรื่องบางอย่างไว้ ทำให้มาเฟียก็ออกตามหาเช่นกัน โดยมาเฟียข่มขู่ให้ทาคุมิหาแฟนให้เจอ

โทคิโอะอยากให้ทาคุมิไปพบแม่แท้ๆ ที่เขารังเกียจมาโดยตลอด ...ทาคุมิมีปมว่าพ่อแม่ทิ้งค่ะ โดยเขาไม่รู้ว่าพ่อแท้ๆ ของเขาเป็นใคร เขาเกิดมาจากแม่วัยรุ่น ตอนเล็กๆ เขาป่วยบ่อย แม่แท้ๆ ของเขาก็ป่วยทำให้ทำงานหนักไม่ได้ แม่แท้ๆ จึงตัดใจยกเขาให้เป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวที่ไม่มีบุตรคู่หนึ่ง

เมื่อทาคุมิรู้ความจริงเขาจึงรู้สึกโกรธ และไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆ จนกระทั่งแม่แท้ๆ ของเขากำลังป่วยหนัก และขอร้องให้เขามาดูใจเธอเป็นครั้งสุดท้าย ทาคุมิปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ...แต่โทคิโอะตื้อให้เขาไปเจอแม่ เพราะเป็นเส้นทางผ่านไปโอซากะเพื่อตามหาจิสุรุ (ที่คาดว่าไปหาเพื่อนที่นั่น)อยู่แล้ว

----

สนุกนะคะ อาจจะไม่ค่อยอินกับเรื่องย้อนเวลา แต่ผู้เขียนเล่าเรื่องได้สนุก คนแปลก็แปลดีค่ะ มีอธิบายบริบท หรือมุกบางมุกที่ถ้าไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นจะไม่เข้าใจ

เรื่องนี้ทิ้งปมให้ขบคิดเรื่องการมีชีวิต ...อย่างโทคิโอะ ถ้าเขารู้ว่าเขาเกิดมาพร้อมกับโรคทางพันธุกรรมที่รักษาไม่หาย และต้องตายทรมานตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจะโกรธพ่อแม่ของเขาหรือไม่? โดยเฉพาะถ้าเขารู้ว่าพ่อแม่เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะป่วย แต่เลือกที่จะไม่ทำแท้ง กลับปล่อยให้เขาคลอดออกมา

อ่านแล้วชวนให้พิจารณาเรื่องความตาย คนเราตายในที่สุดทุกคนแหละค่ะ แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่รู้ว่าเมื่อไร และวิธีใด การมีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน การสามารถหายใจเข้า-ออกในปัจจุบันขณะ จึงเป็นเรื่องที่ควรขอบคุณแล้ว 


Monday, November 17, 2025

ด้ายแห่งความหวัง

 


หนังสือชื่อ  :  ด้ายแห่งความหวัง

ผู้แต่ง  :  ฮิงาชิโนะ เคโงะ

ผู้แปล  :  บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


สนุกค่ะ ส่วนตัวคิดว่าเป็นนิยายของผู้เขียน "เคโงะ" ที่สนุกรองมาจากเรื่อง "พระอาทิตย์เที่ยงคืน" เลย -- อย่าให้หน้าปกหลอกเราค่ะ หน้าปกดูเศร้าๆ เรื่องตอนบทนำก็เศร้า แต่ถ้าอ่านจนจบจะสรุปได้ว่าเป็นหนังสือที่อบอุ่นหัวใจเล่มหนึ่งเลยทีเดียว

บทนำเกริ่นเรื่องโศกนาฏกรรมของครอบครัวฮิโอมิ ยูกิโนยุ กับเรโกะ ภรรยา ทั้งคู่สูญเสียลูกทั้งสองคนในคราวเดียวกันด้วยเหตุแผ่นดินไหว ทั้งสองสามีภรรยาใจสลาย แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะพยายามมีลูกใหม่อีกครั้ง เหมือนมีลูกใหม่เพื่อทดแทนความสูญเสีย เยียวยาจิตใจของทั้งคู่

จากนั้นหนังสือก็ตัดกลับเข้ายุคปัจจุบัน มีคดีที่ตำรวจอย่าง "มัตสึยิมะ ชูเฮ" ต้องสืบสวน คือคดีฆาตกรรมของหญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านเค้ก ที่พบเสียชีวิตจากการถูกแทง ...เป็นคดีที่ปวดหัวมาก เพราะผู้ตายไม่มีศัตรูที่ไหน เป็นคนดี หย่า และโสด ...ตำรวจมืดแปดด้านในการหาแรงจูงใจกับคดีฆาตกรรมครั้งนี้

ในอีกบท หนังสือก็เล่าถึง "โยชิฮาระ อายาโกะ" ผู้จัดการโรงแรมแบบเรียวกังแห่งหนึ่ง ซึ่งพ่อของเธอกำลังป่วยหนัก และวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาทุกทีๆ พ่อได้ทำพินัยกรรมแบบรับรองอย่างเป็นทางการไว้แล้ว ดังนั้นทนายจึงส่งสำเนาพินัยกรรมนั้นในเธออ่าน (ตามกฎหมายญี่ปุ่นคือ การทำพินัยกรรมแบบนี้ เปิดอ่านก่อนเสียขีวิตได้ คนข้างหลังจะได้เตรียมตัว เพราะพินัยกรรมตัวจริงได้รับการรับรองและลงทะเบียนในศาลแล้ว -- เหมือนของฮอลแลนด์) --- เนื้อหาหนึ่งในพินัยกรรมคือการรับรองบุตร ...บุตรซึ่งอายาโกะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองมีน้องชาย (คนละแม่) และน้องชายที่ว่าคือ "มัตสึยิมะ ชูเฮ" 

ดังนั้นในเล่มนี้ จึงมีสองเรื่องในเล่มเดียวกัน คือ เรื่องไขปริศนาคดีฆาตกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวฮิโอมิ ยูกิโนยุ อย่างคาดไม่ถึง และอีกเรื่องคือเรื่องชาติกำเนิดส่วนตัวของ "มัตสึยิมะ ชูเฮ" 

ความหมายของ "ด้ายแห่งความหวัง" ในหนังสือเล่มนี้ คือสายใยบางๆ ทางสายเลือดที่ผูกพันคนเข้าด้วยกัน ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดู 


Sunday, November 16, 2025

ไซเลนต์ โตเกียว

 


หนังสือชื่อ  :  ไซเลนต์ โตเกียว

ผู้แต่ง  :  ทาเคฮิโกะ ฮาตะ

ผู้แปล  :  เกวลิน ลิขิตวิทยาวุฒิ

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


อ่านแล้วเหมือนดูนิยายแอคชั่นมันๆ เรื่องหนึ่งเลยค่ะ 

.

หนังสือเริ่มด้วยการเล่าถึงตัวละครแต่ละคน ซึ่งดูเหมือนทั้งหมดไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย เช่น 

ฮาซาฮินะ จิน พ่อครัวฝีมือดีทำงานร้านอาหาร แต่เหมือนกำลังหนีใครบางคนหรืออะไรบางอย่าง ทำให้เขาต้องเปลี่ยนงานไปร้านอื่นๆ เรื่อยๆ

อินามิ อายาโนะ ที่มางานปาร์ตี้จับคู่ และได้เจอกับ สุนางะ โมโตกิ โปรแกรมเมอร์ที่ร่ำรวยและสันโดษ

คุรุสุ โคตะ เด็กทำงานเป็นพาร์ทไทม์ในรายการข่าวทีวี 

ยามาอุจิ ไอโกะ แม่บ้านธรรมดาๆ ที่ออกไปช้อปปิ้งซื้อของขวัญให้สามี ..ความซวยเกิดขึ้นเมื่อเธอไปนั่งพักที่ม้านั่งตัวหนึ่ง จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งมาบอกว่า ม้านั่งที่เธอนั่งอยู่นั้นมีระเบิด และถ้าเธอลุกขึ้นมันจะระเบิดทันที และออกคำสั่งให้เธอทำตาม 

.

..พอนักข่าวไปทำข่าว อายาโนะก็เลยสลับในนักข่าวคนหนึ่งนั่งแทน ...แต่เมื่อทีมกู้ระเบิดมาจัดการ ระเบิดก็เกิดระเบิดขึ้น ...แต่โชคดีเป็นระเบิดที่มีแต่เสียง ไม่มีดินระเบิด ...ส่วนไอโกะก็ลากโคตะหนีออกจากที่เกิดเหตุตามคำสั่งของคนราย

คนร้ายขู่ว่าจะมีการวางระเบิดอีก มีการระบุวันและเวลา พร้อมทั้งประกาศว่านี่คือสงคราม คนร้ายเรียกร้องขอคุยกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

.

ตำรวจพบว่า ระเบิดที่คนร้ายวางนั้น สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ ...แต่ดูเหมือนตำรวจไม่ค่อยเชื่อว่าคนร้ายจะทำตามคำขู่ จะวางระเบิดอีก แต่ก็ไม่ประมาท ส่วนนายกฯ ก็ปฏิเสธข้อเสนอขอพบของคนร้าย

คนร้ายขู่ว่าจะวางระเบิดที่รูปปั้นฮาจิโก ตำรวจเลยต้องปิดสถานที่และค้นหาระเบิด แต่ประชาชนก็สนใจ มามุงดู มาถ่ายรูปจนที่ตรงนั้นคึกคักกว่าทุกวัน (เลยเห็นได้ชัดว่า ตำรวจไม่ได้ซีเรียสว่าคนร้ายจะลงมือจริงๆ)

กลายเป็นว่า ระเบิดเกิดขึ้นจริง มีคนตายเยอะมาก 

.

คนร้ายขู่ว่าจะวางระเบิดอีกครั้ง แต่รอบนี้ไม่บอกสถานที่ บอกเพียงว่าเป็นที่ใดที่หนึ่งในโตเกียว

.

ความสนุกนอกจากการหาว่าใครคือคนร้ายแล้ว ยังคือการหาความเชื่อมโยงของตัวละครแต่ละตัว ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันเลย 




Friday, November 14, 2025

ยืมชื่อฆ่า

 


หนังสือชื่อ  :  ยืมชื่อฆ่า

ผู้แต่ง  :  ชิโมมุระ อัตสึชิ

ผู้แปล  :  ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


เป็นนิยายที่อึดอัดที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลยค่ะ ...คือด้วยการอ่านหนังสือ เราไม่เห็นหน้าตัวละคร เราจะจำแนกตัวละครแต่ละคนด้วยชื่อ ...แต่เล่มนี้ ตัวละครทุกคนมีชื่อเดียวกัน คือ "โอยามะ มาซาโนริ" แถมมีคนชื่อนี้ 9-10 คนในเล่มด้วย อีกทั้งตอนผู้แต่งเล่าย้อนอดีตก็ไม่ได้บอกว่านี่คือส่วนที่ย้อนอดีต 

ถึงแม้จะอ่านไปงงไป อึดอัดจนอ่านๆ วางๆ แต่ก็อ่านจนจบค่ะ เพราะเทไม่ลง เพราะอยากรู้ว่าใครกันแน่คือคนร้าย 

เรื่องเริ่มจากมีคดีฆาตกรรมเด็กหญิงมานามิจัง อายุ 6 ขวบ คนร้ายลงมืออย่างโหดเหี้ยม ในยุคที่ไม่มีการเซ็นเซอร์ภาพศพ ทำให้ภาพหลุดไปออนไลน์ และคนญี่ปุ่นมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้มาก ...จนในที่สุดตำรวจก็สามารถจับฆาตกรได้ ...แต่ฆาตกรเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี จึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อและหน้าตาได้ ทำให้ประชาชนยิ่งโกรธแค้น เพราะเยาวชนที่โหดเหี้ยมเช่นนี้คงติดคุกไม่นาน จึงมีการเรียกร้องให้เปิดเผยชื่อของคนร้าย

...และในที่สุด ชื่อของคนร้ายคดีนี้ก็หลุดออกมา นั่นคือชื่อ "โอยามะ มาซาโนริ" แต่ไม่มีภาพคนร้าย มีแต่ชือ ...ผลก็คือ คนที่ชื่อเหมือนคนร้ายและยิ่งอายุใกล้กันกลายเป็นซวยไปเลย ชีวิตตกอับ เขวไปเลย

เช่น โอยามะ มาซาโนริ ที่เป็นนักฟุตบอลดาวรุ่ง ก็ถูกหลุดจากทีมคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ...เขาคิดว่าสาเหตุน่าจะเป็นเพราะชื่อของเขา

หรือ โอยามะ มาซาโนริ ที่เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ร้านสะดวกซื้อ ก็โดนเพื่อนร่วมงานเมิน 

...และเมื่อวลาผ่านไป คนร้ายติดคุก คนก็เริ่มเลือนๆ ชื่อ "โอยามะ มาซาโนริ" ไปแล้ว 

เจ็ดปีต่อมา เมื่อคนร้ายพ้นโทษ พ่อของเหยื่อที่คับแค้นใจ ก็บุกไปทำร้าย จนกลายเป็นข่าว ทำให้ชื่อของ "โอยามะ มาซาโนริ" กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง

คนที่ชื่อ "โอยามะ มาซาโนริ" เหมือนกัน จึงรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม เลยรวมกลุ่มกันขึ้นเป็น "ชมรมเหยื่อชื่อ-สกุลเดียวกัน โอยามะ มาซาโนริ" มีสมาชิกตอนก่อตั้ง 9 คน ทั้งหมดชื่อ โอยามะ มาซาโนริ ...พอตอนนี้หนังสือจะแยก โอยามะ มาซาโนริ แต่ละคนด้วยรูปร่างหน้าตา หรืออดีต เช่น โอยามะ มาซาโนริคนตาเล็ก โอยามะ มาซาโนริจมูกชมพู่ โอยามะ มาซาโนริอดีตนักฟุตบอล โอยามะ มาซาโนริผมน้ำตาล เป็นต้น

...เริ่มต้นชมรมก็เหมือนมารวมกลุ่มกันปรับทุกข์จากการมีชื่อซ้ำกับฆาตกร ...ไปๆ มาๆ ก็มีการหา โอยามะ มาซาโนริ ที่เป็นฆาตกร เพราะคิดว่า ถ้าเปิดเผยหน้าตาของฆาตกรได้ ชีวิตพวกเขาก็จะได้สงบสักที (สมัยตอนเกิดเหตุเปิดไม่ได้เพราะยังเป็นเยาวชน แต่ตอนนี้เปิดได้แล้ว)

...แต่ถ้าหนึ่งใน โอยามะ มาซาโนริ นั่นคือฆาตกรตัวจริงล่ะ?

.

สนุกค่ะ (แต่อึดอัด) ให้แง่คิดด้วย เรื่องการล่าแม่มด ...สำหรับสถานการณ์ในหนังสือ เป็นสังคมญี่ปุ่น แต่ถ้าบริบทเปลี่ยนเป็นประเทศไทยคงไม่ใช่ปัญหา เพราะการเปลี่ยนชื่อทำได้ง่าย 

Tuesday, November 11, 2025

ฆาตกรรมเหนือเมฆ

 


หนังสือชื่อ  :  ฆาตกรรมเหนือเมฆ

ผู้แต่ง  :  ฮิงาชิโนะ เคโงะ

ผู้แปล  :  ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา

สำนักพิมพ์  :  ไดฟุกุ


นิยายนักสืบเบาๆ ค่ะ ที่ว่าเหนือเมฆก็เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นแอร์โฮสเตสทำงานบนเครื่องบิน สายการบิน NJA สายการบินในประเทศญี่ปุ่น ก็เลยเป็นที่มาของชื่อเหนือเมฆ แต่ไม่มีการฆาตกรรมบนเครื่องบินอะไรหรอกนะคะ มักจะเป็นเหตุเกิดเมื่อแลนด์บนพื้นดินแล้ว

ตัวเอกของเรื่องคือ Aโกะ กับ Bโกะ เป็นแอร์โฮสเตสทั้งคู่ ไม่ใช่พี่น้องกัน บุคลิก รูปร่างหน้าตาก็ต่างกัน แต่ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน 

ในหนังสือจะมีคดีต่างๆ เกิดขึ้นที่ให้คนทั้งคู่ต้องใช้ความสังเกตในการแก้ปัญหา (แล้วแจ้งตำรวจให้มาจับคนร้าย) 

ส่วนตัวคิดว่า ตอนที่สนุกที่สุดคือตอน "โปรดตรวจสัมภาระของท่าน" ซึ่งเป็นตอนที่ไม่มีการฆาตกรรมใดๆ เกิดขึ้นเลยค่ะ มีแต่ปริศนา -- คือสายการบินที่ทั้งสอง A B โกะทำงาน  ได้จัดกิจกรรมเที่ยวบินเบบี้ทัวร์ มีการจัดทัวร์พ่อแม่ลูกอ่อนไปเที่ยวเป็นเที่ยวบินพิเศษ ในเที่ยวบินนั้นมีเด็กทารกในเที่ยวบินทั้งหมด 26 คน ซึ่ง B โกะได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้โดยสารครอบครัวเด็กๆ เหล่านี้ -- ขาไปไม่มีปัญหาค่ะ แต่ขากลับโตเกียว ตอนที่ผู้โดยสารทุกคนลงจากเครื่องหมดแล้ว และแอร์โฮสเตสต้องตรวจสอบความเรียบร้อยภายในเครื่อง --- กลับปรากฎว่า มีเด็กทารกถูกทิ้งอยู่!

ทารกมาจากไหน? มาได้อย่างไร? ในเมื่อแม่ๆ ทุกคนที่พาลูกเดินทางมาในเบบี้ทัวร์ไม่มีใครที่ลูกตัวเองหายไป 

เราอ่านเป็น e-book และหนังสือมีการพิมพ์ผิดพลาดนิดหน่อย คือซ้ำทั้งเล่ม กลายเป็นเหมือนมีหนังสือสองเล่มในเล่มเดียว แต่ไม่มีอะไรเสียหายค่ะ แค่อ่านถึงครึ่งเล่มก็จบวางได้ เพราะอีกครึ่งคือวนบทซ้ำกลับมาหน้าแรกใหม่ 


Monday, November 10, 2025

The Ginger Bread Bakery

 


หนังสือชื่อ  :  The Ginger Bread Bakery

ผู้แต่ง  :  Laurie Gilmore

สำนักพิมพ์  :  HarperCollinsPublishers Ltd


เป็นซีรี่ย์อยู่ในชุด Dream Harbor ค่ะ แต่อ่านแยก อ่านสลับกันได้นะคะ นิยายรักอ่ะ ไม่มีงงหรอกค่ะ

ในเรื่องเป็นคู่ของ Annie เจ้าของร้านเบเกอรี่ กับ Mac เจ้าของผับประจำเมืองค่ะ ในเล่มอื่นๆ เราจะเห็นว่ามีฉากที่ทั้งคู่ทะเลาะกันเสมอๆ เหมือนไม่ว่า Mac จะทำอะไร Annie ก็ไม่ถูกใจไปซะทุกอย่าง เห็นได้ชัดว่าคู่นี้มีความหลังกัน

แล้วก็จริงๆ ด้วยค่ะ ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่ใช่เพื่อนกัน เพราะ Annie ขุ่นใจที่ Mac ชอบแกล้ง Logan (Mac เป็นหนุ่มฮอต และขี้แกล้ง) Annie จึงทำตัวเหมือนแม่แมวคอยปกป้อง Logan ดังนั้นทุกครั้งที่ Annie เจอหน้า Mac ก็จะทำหน้าเหม็นเบื่อไม่อยากเจอ ทำให้ Logan งงว่าเขาไปทำอะไรให้ หนุ่มนักกีฬาฮอตอย่างเขามีแต่สาวๆ รุมตอม ...ยกเว้นก็แต่ Annie

จนถึงตอนเรียนจบมัธยม (อายุ 19 ปี) ในขณะที่เพื่อนทุกคนมีเหตุให้ออกนอกเมือง ในเมืองช่วงคริสมาสต์เหลือแต่ Annie กับ Mac ต่างคนต่างไม่มีเพื่อนแฮงค์เอ้า ทั้งคู่ก็เลยคืนดีกันชั่วคราว 

Annie เลยได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้ว Mac นิสัยน่ารัก ขี่เล่น และเมื่อ Mac รู้ว่าอะไรในตัวเขาที่ทำให้ Annie ไม่พอใจมาตลอด เขาก็รีบส่งข้อความไปขอโทษ Logan ทันที ...ส่วน Mac ก็ได้รู้ว่า Annie มีความมุ่งมั่น ทั้งคู่ต่างเรียนรู้ความฝันของกันและกัน Mac ตั้งใจจะขอพ่อแม่ออกจากบ้านไปท่องเที่ยวทั่วอเมริกา เพราะตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ในขณะที่ Annie รู้ความต้องการของตนเองชัดเจนที่จะเปิดร้านเบเกอรี่ของตัวเอง

ทั้งคู่ตกหลุมรักกันในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนคริสมาสต์ ...ก่อนที่ Mac จะออกจากเมืองไปท่องโลก และ Mac สัญญาว่าจะกลับมาหาเธอ

....มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และ Mac ไม่กลับมาหา Annie อีกเลย (Mac จากเมืองไป 8 ปี มีกลับมาเยี่ยมแม่บ้าง แต่ไม่ได้เจอ Annie เลย) จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อน Mac กลับมารับช่วงต่อกิจการผับจากพ่อ และ Annie ก็ไม่ให้อภัยสิ่งที่ Mac ทำต่อเธอตั้งแต่นั้นมา

เห็นได้ในทุกเล่มของซีรี่ย์นี้ว่า Mac พยายามแหย่ ตอแย Annie ...เล่มนี้จึงมาเฉลยว่า เกิดอะไรขึ้นในอดีต และในขณะเดียวกัน ในเล่มนี้ก็เป็นเรื่องการตรียมจัดงานแต่งงานของ Logan กับ Jeannie (พระเอกกับนางเอกในเล่ม The Pumpkin Spice Cafe) โดยมี Annie และ Mac เป็นหนึ่งในเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว จึงเป็นเวลาที่ทั้งคู่ต้องใกล้ชิดกัน และต้องทำตัวดีๆ อย่าให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวลำบากใจ ...เลยเป็นโอกาสอันดีที่ Mac จะงอนง้อ และขอโอกาสครั้งที่สองค่ะ

 

Thursday, November 6, 2025

A Cinnamon Falls Mystery

 


หนังสือชื่อ  :  A Cinnamon Falls Mystery

ผู้แต่ง  :  R.L. Killmore

สำนักพิมพ์  :  Simon & Schuster UK Ltd, 2025


เป็นนิยายออกแนว romantic-crime ค่ะ แบบเน้นโรแมนติก เหตุเกิดในเมืองชื่อ "Cinnamon Falls" อยู่ในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

เรื่องเริ่มด้วย Nia หอบผ้าหอบผ่อน และจิตใจที่บอบช้ำ กลับบ้านเกิดที่ Cinnamon Falls หลังจากไปเรียน และทำงานอยู่ที่เมืองใหญ่แอตแลนต้าเสียหลายปี ก่อนไปถึงขั้นสาบานว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีก ... แต่หลังจากเมียของคู่หมั้นมาเคาะประตูบ้าน Nia จึงได้รู้ว่าตัวเองเป็นน้อยโดยไม่รู้ตัว คู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกันนั้น จริงๆ แล้วมีเมียมีลูกอยู่แล้ว ... Nia จึงหอบผ้าผ่อนออกจากอพาร์ทเมนต์ที่เคยเป็นรังรักโดยไม่อยู่รอเคลียร์กับคนหลอกลวง

.

มาแค่คืนเดียวก็เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นค่ะ คนที่ตายคือ Rosie เจ้าของร้านอาหารที่เป็นที่รักของทุกคนในเมือง Nia เพิ่งไปกินมื้อเย็นกับเพื่อนๆ ที่ร้านของ Rosie ในคืนก่อนเกิดเหตุ และ Nia สัญญาว่าจะแวะมาหา Rosie ในวันรุ่งขึ้น ...แต่กลายเป็นว่า Rosie ถูกฆาตกรรมในคืนวันนั้นเอง บนศพมีกระดาษเขียนข้อความไว้ว่า "ใครจะเป็นรายต่อไป" ชวนให้ระแวงว่าเมืองอันเงียบสงบนี้กำลังเผชิญกับฆาตกรต่อเนื่อง!

Rosie นั้นเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของ Nia ค่ะ

และ Rosie ก็เป็นแม่ของ Sienna เพื่อนสนิทของ Nia ตอนสมัยเรียนมัธยมที่นี่ด้วยกัน ...แต่ Sienna เสียชีวิตแล้ว สันนิษฐานว่าฆ่าตัวตาย Sienna กระโดดน้ำเสียชีวิตในคืนวันเรียนจบมัธยม โดยไม่มีใครทราบสาเหตุแม้แต่ Nia เพื่อนสนิท หรือ Rosie ผู้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ว่าทำไม อะไรเป็นเหตุให้ Sienna จบชีวิตตัวเอง

ส่วนพระเอกของเรื่องคือ Jesse เป็นแฟนเก่านางเอก Nia ค่ะ แฟนเก่าสมัยมัธยม ..แต่พอ Sienna เสียชีวิต Nia เสียใจมากจนไม่อยากอยู่ที่เมืองนี้อีกต่อไป เลยทิ้งทุกคน ทิ้งอดีต เดินทางออกไปผจญภัยในเมืองใหญ่ตามลำพัง

Jesse ตอนนี้ปลดประจำการทหาร และเพิ่งรับงานเป็นตำรวจในเมืองนี้

หนังสือก็เล่าถึงการหาเงื่อนงำของคดี และไฟเก่าที่สปาร์คขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างรู้สึกว่าต่างยังไม่เคยลืมรักแรกของกันและกัน แต่หกปีที่แยกกัน ไม่ได้ติดต่อกันเลยทำให้มีช่องว่างขวางอยู่ มีหลายอย่างที่รอการปรับความเข้าใจ ในขณะเดียวกัน ต่างก็หาว่าใครคือคนร้ายที่สังหาร Rosie

ช่วงแรกๆ ต่างกันต่างสอบสวนตามแนวของตัวเองค่ะ Nia แอบเข้าร้านของ Rosie และขโมยเอกสารขันสูตรศพของ Nia มาโดยบังเอิญ ในขณะที่ Jesse ก็ทำหน้าที่ตำรวจของตนเองไป ...แต่สุดท้าย Jesse ถูกกีดกันออกจากคดีนี้ เนื่องจากตำรวจมองว่าเขามีความผูกพันกับเมืองนี้มากเกินไป อาจทำให้วิจารญาณในการทำคดีไม่เป็นกลางพอ อีกทั้งเขาเป็นตำรวจใหม่ด้วยค่ะ

จนในที่สุด ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้ ก่อนวันงานเทศกาลประจำปี ...แต่ Jesse ไม่เชื่อว่านี่คือผู้ร้ายตัวจริง เขาจึงแอบสืบคดีด้วยตนเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากบุคลากรในสถานีตำรวจที่มีพื้นเพเป็นคนในเมืองนี้

.

หนังสือเน้นเรื่องราวโรแมนติกมากกว่าการสืบคดี แบบพ่อแง่แม่งอน (แต่ไม่มี NC นะ ก็เพราะมัวแต่งอนไปมาอยู่) ...เหมือนเป็นนิยายรัก แต่มีการฆาตกรรมเป็นแบล็กกราวน์ให้พระเอกนางเอกได้ทำงานร่วมกันและปรับความเข้าใจกัน ...สนุกดีค่ะ อ่านได้เรื่อยๆ

 

Monday, November 3, 2025

จิตกาธาน

 


หนังสือชื่อ  :  จิตกาธาน

ผู้แต่ง  :  สรจักร

สำนักพิมพ์  : แพรวสำนักพิมพ์


คำเตือน : มีฉากความรุนแรงในครอบครัว พ่อข่มขืนลูก (แต่ไม่ใช่แกนหลักของเนื้อหาในหนังสือ)

จิตกาธาน อ่านว่า จิด-ตะ-กา-ทาน แปลว่า เชิงตะกอน คำนี้ใช้กับเจ้านาย ... แต่ในหนังสือไม่มีใครเป็นระดับเจ้านายชั้นที่ต้องใช้คำนี้ค่ะ แต่หนังสือต้องการสื่อว่า ในที่สุดเราทุกคนก็ใช้ชีวิตมุ่งสู่เชิงตะกอนทุกคน สิ่งสำคัญระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ทำอะไรเพื่อจารึกหรือไม่

ตัวเอกของเรื่องชื่อ "จรดทราย" นักศึกษามหาวิทยาลัย ฝึกงานในมูลนิธิคุ้มครองเด็กและสตรี จรดทรายเป็นลูกคุณหนู แต่บ้านแตก เนื่องจากพ่อแม่รับไม่ได้ที่ตนเองให้กำเนิดลูกชาย ซึ่งคือ "ภูผา" พี่ชายของจรดทราย ที่เป็นออทิสติก มีปัญหาในการสื่อสาร 

จรดทรายค้นพบความไม่ชอบมาพากล หลังจากน้องที่เธอดูแลอยู่ฆ่าตัวตาย เธอไม่เชื่อ เธอจึงหาทางสืบว่าเกิดอะไรขึ้น 

ในขณะเดียวกัน "ธรินทร์" ตำรวจ สน. ดอนเมือง เจ้าของคดีก็พบกับความไม่ชอบมาพากลของการมีการฆ่าตัวตายถี่ๆ ในท้องที่ดอนเมือง ถี่เกินไป บ่อยเกินกว่าพื้นที่อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

จรดทรายขอคำปรึกษาจากเพื่อนออนไลน์ "พราวพรรณ" ซึ่งเธอได้รวบรวมข้อมูลและแม็ปพื้นที่ที่เกิดเหตุกับแผนที่ ปรากฎว่าสามารถลากสถานที่เกิดเหตุคนฆ่าตัวตายได้เป็นรูปดาว! ถึงแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดปกติ เป็นฝีมือของมนุษย์มากกว่าจะเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ...แต่ปัญหาคือใคร และพวกเขาทำได้อย่างไร เนื่องจากทุกเคส มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้ตายเจตนาฆ่าตัวตายชัดเจน

นิยายเขียนมาหลายปี (พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2542) ดังนั้นประเด็นที่นักเขียนต้องการสอดแทรกลงในนิยาย เช่น ประเด็นเรื่องสิทธิสตรี ประเด็นไม่ได้ล้าสมัย แต่วิธีคิดล้าสมัย และเราได้ข้ามผ่านสิ่งที่ถกเถียงกันในเวลานั้นมาแล้ว ตอนนี้มีประเด็นเรื่องสิทธิสตรีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย 

แต่ประเด็นที่ยังไม่ล้าสมัยในนิยายและยังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ในสังคมไทย ก็คือ "คนดีตรวจสอบไม่ได้" -- เพราะท่านเป็นคนดี ไม่ต้องมาตั้งข้อสงสัย ใช้ความอาวุโส บารมี ทำท่าโกรธเคืองบ่ายเบี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ...ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ยี่สิบปีผ่านไป เหตุการณ์ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในบทต้นๆ ของหนังสือ เป็นฉากในห้องพิจารณาคดีพ่อข่มขืนลูก และมีการให้เหยื่อ (ลูก) ที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ เผชิญหน้ากับผู้ข่มขืน (พ่อแท้ๆ) และให้ทนายฝ่ายจำเลยซักฟอกเหยื่อ -- การกระทำแบบนี้ เหมือนเหยื่อถูกข่มขืนซ้ำอีกรอบต่อหน้าคนแปลกหน้าหลายคน -- ในหนังสือตำหนิทนายจำเลยว่าไม่มีมโนธรรม ... อ่านแล้ว ....คือ ทำไมไม่ตำหนิ "ระบบยุติธรรม" ทำไมจึงตำหนิคนที่ทำหน้าที่ของตน ทนายจำเลยก็ทำหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ทำได้ และเขาก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ กฎหมายต่างหากที่เปิดช่องให้เกิดการทำเช่นนี้ได้ 

มิน่าล่ะ ตอนคนดีโดนตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการ หรือฝ่ายค้าน สังคมก็พากันตำหนิคนตรวจสอบ ทั้งที่เขาก็ทำหน้าที่ของเขา ทำไมเราต้องตำหนิคนที่ทำหน้าที่ของตน? 


Sunday, November 2, 2025

ฆาตกรรมในตระกูลอินุงามิ

 


หนังสือชื่อ  :  ฆาตกรรมในตระกูลอินุงามิ

ผู้แต่ง  :  โยโคมิโซะ เซชิ

ผู้แปล  :  ทินภาส พาหะนิชย์

สำนักพิมพ์  :  Prism


เป็นหนังสือหนี่งในชุดนักสืบคินดะอิจิ เนื้อเรื่องเป็นเหตุการณ์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จริงๆ เป็นหนังสือเก่าที่ทางสำนักพิมพ์นำมาแปลเป็นไทย ภาษาที่ใช้แปลเป็นไทยจึงเป็นภาษาไทยปัจจุบัน อ่านไม่งงค่ะ

ตัวละครเยอะ ชื่อญี่ปุ่นดูคล้ายๆ กันไปหมด ทำให้จำยาก แต่หนังสือมีแผนภาพเครือญาติให้ค่ะ ช่วยได้เยอะเลย ตัวละครที่เยอะแต่ออกมาตั้งแต่ต้น ทำให้ค่อยๆ จำได้ว่าใครเป็นใคร เนื้อเรื่องสนุก เดาคนร้ายไม่ถูก 

ตามชื่อเลยว่าเป็นเรื่องของคนในตระกูลอินุงามิ หัวหน้าตระกูลคือ คุณปู่ซาเฮ เป็นผู้ก่อตั้งและบุกเบิกกิจการผ้าไหมดิบจนร่ำรวย เป็นที่รู้จักในเมืองนาซึ 

ประวัติของซาเฮคือ สมัยวัยรุ่นเขายากจน ร่อนเร่พเนจร จนได้รับความช่วยเหลือจากพระชื่อ โนโนมิยะ ไดนิ พระในญี่ปุ่นสามารถแต่งงานมีลูกได้ พระท่านนี้แต่งงานแล้วกับภรรยาอายุน้อยกว่ามาก ...พอพระช่วยเหลือซาเฮ ว่ากันว่าซาเฮเป็นหนุ่มรูปงาม จนเมียของพระระแวงและทะเลาะกัน จนหนีกลับบ้าน ...แต่ต่อมาก็ปรับความเข้าใจกันได้ จนกระทั่งพระและภรรยามีลูกสาวหนึ่งคน ...ต่อมาลูกสาวคนนี้แต่งงาน และก็ให้กำเนิดลูกสาวชื่อ "ทามาโยะ" -- ทามาโยะอาภัพ พ่อแม่ตายหมด จึงต้องมาอยู่ในความดูแลของซาเฮ 

ส่วนซาเฮก็ทำธุรกิจจนรุ่งเรือง ชีวิตส่วนตัวมีเมียน้อย 3 คนแต่ไม่ยกคนใดเป็นเมียหลวง ปล่อยให้พวกเมียๆ ตบกันจนตายจากกันไป เมียทั้งสามมีลูกสาวอย่างละคน คือ มัตสึโกะ ทาเคโกะ อูเมโกะ ทั้งสามคนนี้คนละแม่ ร้ายทั้งหมด และพ่อซาเฮก็ไม่ได้ใส่ใจพวกเธอ 

ลูกสาวทั้งสามของซาเฮแต่งงาน และมีลูกชายอย่างละคน ยกเว้นทาเคโกะมีลูกชายและลูกสาว

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเป็นรุ่นหลานค่ะ คือเมื่อซาเฮตาย พินัยกรรมของเขาก็เขียนแปลกๆ คือไม่ยกอะไรให้ลูกสาวตัวเองเลย แต่ยกให้ทามาโยะหลานนอกไส้แบบมีเงื่อนไขว่า ทามาโยะต้องเลือกแต่งงานกับหลานชายคนใดของเขาจึงจะได้มรดก ถ้าทามาโยะไม่เอาก็ยกให้ชายลึกลับคนหนึ่งที่ชื่อ ซิซูมะ

นักสืบคินดะอิจิ โคสุเกะ อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเนื่องจากเขาได้รับการขอความช่วยเหลือจากทนายในสำนักงานกฎหมาย แต่ยังไม่ทันได้เจอกัน ระหว่างที่คุณทนายรอพบคินดะอิจิในห้องพักของเขาในโรงแรม เขาก็เสียชีวิตเสียก่อนด้วยยาพิษ!

เรื่องมันเริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อพินัยกรรมถูกเปิดอ่าน ก่อนหน้าการเปิดพินัยกรรม ทามาโยะโดนลอบทำร้ายหลายครั้ง แต่หลังวันเปิดพินัยกรรม คนร้ายมุ่งจะสังหารทายาทหลานๆ ของซาเฮแทน เว้นชีวิตทามาโยะ

ฉากการพบศพก็สยดสยอง และเกี่ยวพันกับคำสาปแช่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน 

สนุกค่ะ แต่รู้สึกทะแม่งๆ ตรงพินัยกรรมกับความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้ คือซาเฮต้องการให้ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกัน มันเลือดชิดนะ ทุกคนมีปู่คนเดียวกัน ...คงคิดว่าเรือล่มในหนองทองจะไปไหน เข้าใจว่าสมัยนั้นคงไม่ซีเรียสเรื่องนี้มั่ง

Saturday, November 1, 2025

ศพใต้เตียง

 


หนังสือชื่อ  :  ศพใต้เตียง

ผู้แต่ง  :  สรจักร

สำนักพิมพ์  :  ปริซึม


เป็นเรื่องสั้น แบบสยอง จบแบบหักมุมค่ะ ในเล่มมีทั้งหมด 19 เรื่องด้วยกัน อ่านสนุกค่ะ ที่เหนือกว่าการจบหักมุมคือการจบแบบปลายเปิดที่ชวนให้เราคิดต่อว่า แล้วต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงต่อ?

บางเรื่องก็ชวนให้รู้สึกเวทนา อย่างเรื่อง "กุญแจดอกนั้น" 

บางเรื่องก็ชวนให้คิดว่าความจนมันน่ากลัว ให้เตือนตัวเองว่า คนจนคือคนที่ต้องระมัดระวังตัวให้มาก อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น อย่างเช่นเรื่อง "คนดีตายหมดแล้ว" หรือ "พลเมืองดี" 

บางเรื่องก็เป็นเรื่องตลกร้าย ตลกแบบเสียดสี เช่นเรื่อง "พะยูน" เล่าถึงชายที่ลักลอบล่าพะยูนขาย และกำลังปวดหัวกับการรับลูกจ้างคนใหม่ หรืออย่างเรื่อง "จ้างฆ่า" ลูกคนรวยที่หลังจากพ่อตาย กิจการก็โดนน้าชายยึดอำนาจ ตัวเขาที่ทำอะไรไม่เป็นเลย จึงต้องการจ้างมือปืนมาฆ่าน้าชายตัวเอง เพื่อฮุบกิจการคืน หรือเรื่อง "ศพใต้เตียง" ชายที่พลั้งมือบีบคอแฟนสาวตาย เลยต้องการอำพรางศพ ด้วยการซ่อนไว้ใต้เตียงชั่วคราว ก่อนที่โยนลงทิ้งทางหน้าต่าง

ที่ชอบสุดคือเรื่อง "นักเลงตัวจริง" เป็นเรื่องของสุฮวง เด็กมัธยม ความที่อ้วนมาก เพราะกินมาก เพราะเครียด พอเครียดก็กิน กินแล้วอ้วน อ้วนแล้วเครียด วนไป ...สุฮวงต้องย้ายโรงเรียนเพราะโรงเรียนเก่าโดนบูลลี่ มาโรงเรียนใหม่ก็ไม่พ้นโดนแกล้งเช่นกัน หัวโจกที่แกล้งคือนังพัชรี ...ถูกใส่ร้ายจนสุฮวงต้องเข้าห้องปกครอง สุฮวงไม่ตอบโต้ อดทนๆ (เพราะถ้าโกรธมากๆ หมอบอกว่าคนอ้วนให้ระวังเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาตได้)...จนกระทั่งโดนแกล้งเรื่องกิน ...อย่าไปยอม

ฆาตกรรมมนุษย์กบกับศพปริศนา

 


หนังสือชื่อ  :  ฆาตกรรมมนุษย์กบกับศพปริศนา

ผู้แต่ง  :  ชิจิริ นากายามะ

ผู้แปล  :  ทินภาส พาหะนิชย์

สำนักพิมพ์  :  Prism


คำเตือน : มีฉากบรรยายเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก พ่อข่มขืนลูก

เหตุเกิดที่อำเภอฮันโน จังหวัดชิซูโอกะ มีคนเจอศพผู้หญิงเปลือยที่ปากแขวนอยู่บนตะขอ ห้อยต่องแต่งอยู่บนชั้น 13 บนแมนชั่น (เกือบ) ร้างแห่งหนึ่ง ฆาตกรไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ มีแค่จดหมายเขียนกลอนด้วยลายมือเด็กๆ เป็นกลอนเกี่ยวกับ "กบ" เปรียบเหยื่อว่าเป็นกบ

อีกไม่กี่วันถัดมา ยังจับคนร้ายไม่ได้ ก็มีเหยื่อเพิ่มมาอีก ศพถูกซ่อนในช่องเก็บสัมภาระท้ายรถที่สุสานรถ วันรุ่งขึ้นรถนั้นก็ถูกอัดบีบให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ เลือดทะลัก พนักงานจึงเห็น และเรียกตำรวจ และเจอจดหมายเขียนกลอนเกี่ยวกับ "กบ" ที่ศพ จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าคนร้ายเป็นคนเดียวกัน ...ตำรวจกำลังเจอกับฆาตกรต่อเนื่อง

เหยื่อทั้งคู่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย อยู่อำเภอเดียวกันแต่ต่างตำบล เหยื่อคนแรกเป็นผู้หญิงโสด คนที่สองเป็นชายชรา ...ตำรวจกำลังมืดแปดด้าน แต่เริ่มเห็นรูปแบบการฆ่าว่าสยดสยองเกินมนุษย์ปกติ ฆาตกรมีความเป็นเด็ก ดังนั้นตำรวจจึงมุ่งไปที่อดีตอาชญากรที่เคยก่อคดี แต่ไม่ต้องจำคุกเพราะศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางจิต และเป็นผู้เยาว์ จึงส่งไปบำบัดแทน พอบำบัดเสร็จแล้วก็ปล่อยให้ใช้ชีวิตในสังคม เรียกกฎหมายตัวนี้ว่า มาตรา 39

แต่การจะเอารายชื่ออดีตอาชญากรเด็กเหล่านี้ ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เนื่องจากติดเรื่องกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล จะไปเอาจากแพทย์ แพทย์ก็ไม่ให้เพราะติดเรื่องจรรยาบรรณ

ต่อมาก็มีการฆาตกรรมโดยฆาตกรคนเดิมอีก คราวนี้เหยื่อเป็นเด็ก ...สถานการณ์ในอำเภอฮันโนจึงตึงเครียด ชาวบ้านกดดันและตำหนิให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้ 

พระเอกของหนังสือเล่มนี้คือตำรวจชื่อ โคเตงาวะ คาสุยะ หนังสือค่อยๆ เล่าพัฒนาการ ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของตำรวจจบใหม่คนนี้ผ่านประสบการณ์การตามล่าฆาตกร

สนุก สยอง หักมุม แต่ปิดทุกปม 

เหลือปมเดียวที่คาใจคือ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม คือฆาตกรจะรีบไหน? และสถานการณ์ความวุ่นวาย ความกดดันจนประชาชนลุกฮือมาก่อจราจล ปกติมันต้องใช้เวลานานกว่าหลักสัปดาห์มั้ย?

อีกข้อคือ กำแพงทางวัฒนธรรมค่ะ เนื่องจากเป็นหนังสือแปลจากญี่ปุ่น และคนอ่านไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นสักตัว ในเรื่องฆาตกรฆ่าเหยื่อตามตัวพยัญชนะ คืออ่านไปก็อยากเห็นเนอะว่าพยัญชนะนั่นเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นยังไง ผู้แปลก็ไม่ใส่มาให้ 

แปลดีนะคะ คำผิดก็ไม่มี อ่านไม่สะดุด แต่แปลทื่อๆ อ่ะ ขาดความพิถีพิถัน ไม่ใส่บริบทเพื่อให้คนอ่านไทยเข้าใช้วัฒนธรรม เช่น ตอนตำรวจคุยกับศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา เป็นฉากการคุยที่ชิงไหวชิงพริบกัน แต่อ่านแล้วรู้สึกทื่อๆ ไม่อิน เพราะไม่เข้าใจบริบทการสนทนาแบบญี่ปุ่น หรือฆาตกรมีความเป็นเด็ก และหมกมุ่นกับกบ ...คือตอนเราเด็ก เราไม่เคยเล่นกับกบ เด็กญี่ปุ่นชอบเล่นกับกบ? ไม่รู้ไง ทำไมจึงเชื่อมกบกับเด็ก เหมือนเด็กญี่ปุ่นเล่นกบตอนเด็ก งง