Saturday, January 29, 2022

Olive

 


หนังสือชื่อ  :  Olive

ผู้แต่ง  :  Emma Gannon

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


ทำไมนิยายโรมานซ์ถึงต้องจบด้วยนางเอกพระเอกแต่งงานกัน และ "มีลูก"? ทำไมเวลาคนสองคนตัดสินใจแต่งงานกัน คนอื่นจะคาดหวังว่า เมื่อไรทั้งคู่จะมีลูกด้วยกัน?

เป็นไปได้ไหมที่จะมีผัว แต่ไม่เอาลูก?

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องของโอลีฟ (Olive) ค่ะ โอลีฟมีเพื่อนรัก 3 คนคือ Bea, Cecily และ Isla ทั้งสี่เนี่ยเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่โรงเรียนมัธยมเดียวกัน ไปเที่ยวด้วยกัน เข้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน เช่าบ้านพักในมหาวิทยาลัยด้วยกัน จบพร้อมกัน แยกย้ายกันไปทำงาน และก็นัดสังสรรค์ด้วยกันสม่ำเสมอ

แต่ถึงเป็นเพื่อนรักกันยังไง ทุกคนก็ต่างมีชีวิตของตนเองค่ะ ... และตอนนี้ก็ถึงจุดทางแยก ที่ดูเหมือนแต่ละคนจะแยกห่างๆ จากกันแล้ว อย่าง Bea นั่นก็คุณแม่ลูกสาม ส่วน Cecily กำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด ส่วน Isla กำลังพยายามจะตั้งครรภ์ ด้วยการทำ IVF และล้มเหลวไปแล้วครั้งหนึ่ง ... แล้ว Olive ล่ะ โอลีฟรู้สึกเหมือนเธอถูกทิ้งน่ะค่ะ เหมือนเพื่อนรักทุกคนมีความก้าวหน้าในชีวิต หรือกำลังขยับเคลื่อนที่ไปในบทใหม่ของชีวิต แต่ตัวเธอกลับติดอยู่กับที่

โอลีฟเพิ่งเลิกกับ Jacob แฟนที่คบกันมายาวนานเกือบสิบปี และก็ไม่มีโอกาสอัพเดทข่าวนี้แก่เพื่อนๆ เลยค่ะ ไม่มีใครอยู่ข้างเธอในช่วงที่เธอโดดเดี่ยวนั้น เพราะเพื่อนๆ ทุกคนมีอย่างอื่นสำคัญกว่าในชีวิตที่ต้องสนใจ คือ หน้าที่ของการเป็น "แม่" 

สาเหตุที่โอลีฟเลิกกับแฟนเนื่องจาก แฟน Jacob อยากมีลูกค่ะ แต่โอลีฟไม่อยากมี <-- อันนี้เราว่านางเห็นแก่ตัวนะ คือเรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ และ Jacob เองก็ส่งสัญญาณมาตั้งแต่คบกันปีแรกๆ แล้วว่าเขาอยากมีลูก เขารักเด็ก แต่โอลีฟไม่กล้ายกเรื่องนี้มาคุย เพราะกลัวว่าจะต้องเลิกกัน ...ซึ่งมันต้องเลิกกันแน่ๆ แหละ เรื่องนี้เรื่องพื้นฐานสำคัญที่ถ้าไม่เห็นพ้องต้องกัน ก็ควรจะเลิกกัน เสียเวลาดีๆ ของ Jacob ที่จะได้เจอคนที่เขาต้องการเหมือนกัน มีลูกด้วยกัน

นักเขียนให้โอลีฟเป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ เนี่ยล่ะค่ะ เขียนในมุมมองของโอลีฟ ให้เราคนอ่านเป็นผู้ตัดสิน ...บางสิ่งที่โอลีฟทำก็เหมือนเธอคิดถึงแต่ตัวเอง แต่มีใครบ้างล่ะที่ไม่คิดถึงตัวเองก่อน? 

เหมือนโอลีฟยึดติดกับความสัมพันธ์ของเพื่อนๆ ทั้งสามมาก และอยากให้ทุกอย่างดำเนินด้วยดีตลอดไปเหมือนในอดีต ... แต่เวลาเปลี่ยน ชีวิตคนก็เปลี่ยน มันเป็นไปไม่ได้หรอก 

โอลีฟซึ่งไม่อยากมีลูก อยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นคุณแม่หรืออยากเป็นแม่ ดังนั้นบทสนทนาของพวกเพื่อนๆ จึงเป็นสิ่งที่โอลีฟเข้าไม่ถึง และรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง รู้สึกแปลกแยก เพราะตัวโอลีฟนั้นไม่อยากมีลูก แม้พยายามเปิดใจ พยายามคิดว่าเธอจะเปลี่ยนใจ ..​. แต่ทำอย่างไร ก็ไม่เลยค่ะ ไม่มีความอยากตั้งท้อง ไม่มีความอยากเลี้ยงเด็ก ... คือเด็กน่ะน่ารักแหละ แต่ให้มีเป็นของตัวเองไม่เอา

จริงๆ สำหรับเราคนอ่าน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยค่ะ แต่เราเข้าใจโอลีฟนะ เราเองก็ไม่มีลูก เวลาเพื่อนๆ ที่เป็นแม่คนพูดคุยกัน เราก็รู้สึกเหมือนเป็นคนนอก แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญไง ดูอย่าง Zeta พี่สาวของโอลีฟสิ เธอเองก็ยังไม่มีลูก มีแฟนหรือเปล่าหนังสือไม่ได้บอก แต่ก็สบายดี ทำงาน สนุกกับงานที่ทำ ไม่เห็นจะเป็นประเด็นสำคัญของเธอเลยเรื่องจะมีไม่มีลูก

โอลีฟเหมือนกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของความลังเลน่ะค่ะ ใจจริงคือไม่อยากมีลูก แต่กลัวว่าพลาดอะไรบางอย่างไป คืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนแต่งงานและมีลูกน่ะค่ะ

ในนิยายแสดงให้เห็นอีกด้านของคนเป็นแม่ คือแม่บางคนก็ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว แต่ในขณะที่บางคนก็ไม่ มีเวลาให้ลูกจนลืมผัว หรือบางคู่ ผู้หญิงก็พยายามจะมีลูกมากเกินไป จนลืมไปว่าบางทีผู้ชายไม่ได้อยากมีลูกมากขนาดนั้น ... การเป็นแม่คนไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ และเมื่อไรก็ตามที่ตัดสินใจมีลูกแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลากลับได้ ลูกคือความรับผิดชอบที่ต้องอยู่กับเราตลอดไป หรืออย่างน้อยจนกว่าเขาจะโตพ้นอกเราไปแล้ว

เรื่องนี้สนุกและได้แง่คิดค่ะ เหมาะสำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อแบบโอลีฟ คือใจลึกๆ ไม่อยากมีลูก ไม่มีสัญชาตญาณรักเด็ก หรืออยากตั้งท้องผุดขึ้นในหัวเลย แต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะพลาดอะไรไปถ้าไม่มีลูก กลัวว่าตอนแก่จะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีลูก ทำนองนั้น ...ซึ่งก็เหมือนในหนังสือเขียนไว้ค่ะว่า "เราไม่มีทางรู้แน่ๆ หรอกว่าการตัดสินใจของเรานั้นถูกต้องหรือไม่ แต่เราควรใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวันโดยตัดสินใจในสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันใช่สำหรับเรา" 



Thursday, January 20, 2022

The Little Paris Patisserie

 


หนังสือชื่อ  :  The Little Paris Patisserie

ผู้แต่ง  :  Julie Caplin

สำนักพิมพ์  : HarperCollins Publishers


Patisseries คือขนมหวานฝรั่งเศสค่ะ เช่น พวกเค้ก มาการอง แอแคลร์ ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายโรแมนติก เบาๆ น่ารักๆ ค่ะ ถึงแม้พระเอกจะอารมณ์วัยทอง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไปบ้าง แต่นางเอกน่ารักค่ะ เลยยวนๆ 

นางเอกในเรื่องชื่อ Nina เธอเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่ชาย 4 คน แถมตอนเพิ่งเกิดก็อ่อนแอจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ... ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยค่ะว่าเธอกลายเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยๆ ในสายตาของทุกคนในครอบครัว คืออายุก็จะเกือบสามสิบแล้ว แต่พี่ๆ ยังเป็นห่วงเป็นใยเธอยังกับเธอเป็นเด็กๆ คือครอบครัวอบอุ่น จนชักจะรู้สึกร้อนแหละ

ส่วนพระเอกคือ Sebastian เป็นเพื่อนสนิทกับ Nick พี่ชายของนางเอกค่ะ ... คือนางเอกเราแอบชอบพระเอกมาตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่นแหละ ใครๆ ก็ดูออก พี่ชายก็กีดกันอยู่กลายๆ ..​. นางเอกน่ะคิดว่าไม่มีใครรู้ แต่เนอะ ของแบบนี้ ซ่อนกันได้ที่ไหน

ในขณะที่บ้านของนางเอกอบอุ่น แต่บ้านของพระเอกไม่เลยค่ะ แม่ขี้โรค ป่วยเข้าโรงพยาบาลบ่อย ส่วนพ่อก็บ้างาน ไม่สนใจครอบครัว ดังนั้นตอนวัยรุ่น พระเอกจึงมาขลุกอยู่กับบ้านนางเอกแทน เข้าออกในครัว ทำกับข้าวแทนแม่นางเอก เพราะพระเอกชอบทำกับข้าว ... คือว่าง่ายๆ ว่าบ้านนางเอกคือบ้านพระเอกแหละ 

หลังจากพระเอกเรียนจบ ก็ไม่กลับมาเยี่ยมบ้านเลยค่ะ ติดต่อกับ Nick สม่ำเสมอ แต่ไม่กลับมา ประสบความสำเร็จในงาน และกำลังจะเปิดร้านอาหารที่ปารีสอยู่ ... ส่วนนางเอกก็เปลี่ยนงานไปเรี่อย ล่าสุดถูกเลิกจ้างชั่วคราว เพราะร้านอาหารที่นางเอกทำอยู่นั้นจะปิดปรับปรุง นางเอกก็เลยว่างงาน 

ประจวบเหมาะพอดีที่พระเอกขาหักทั้งสองข้างค่ะ แล้วคราวนี้เนี่ยดันมีคอร์สสอน Patisseries ที่พระเอกต้องสอนในช่วงระหว่างนั้น ยกเลิกก็ไม่ได้ด้วย ... นางเอกเลยเสนอตัว (โดยให้พี่ชายกดดัน) ให้พระเอกรับนางเอกเข้าเป็นผู้ช่วยชั่วคราว ... คือนางเอกอยากเรียนเป็นเชฟขนมหวานค่ะ ส่วนพระเอกไม่มีทางเลือก ตัวเองขาเดี้ยง ไม่สามารถเตรียมการสอนได้ 

นางเอกนิสัยน่ารักค่ะ เป็นคนที่ใครอยู่ด้วยก็สบายใจ เข้ากับคนง่าย นางเอกรู้ใจตัวเองดีว่ายังรักพระเอกอยู่ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร คือรับเท่าที่ได้ ตัวนางเอกไม่ได้คิดว่าพระเอกชอบเธอค่ะ 

ส่วนพระเอก ปากหมาค่ะ คือตอนแรกน่ะเข้าใจได้ว่าเจ็บขา เลยพูดอะไรแรงๆ กับนางเอกไป แต่คนอ่านเห็นสัญญาณว่าพระเอกก็แอบมีใจให้นางเอกมานานแล้วแหละ แต่ฟอร์ม

แต่เห็นเคมีที่ยังไม่เข้ากันหนึ่งอย่างคือ พระเอกยังรู้สึกดูถูกนางเอกอยู่ค่ะ คิดว่านางเอกเป็นพวกหยิบโย่ง ทำอะไรไม่จริงจัง ไม่สู้งาน เพราะถูกตามใจ คือไม่ว่านางเอกทำงานอะไร ถ้าเธอไม่ชอบ เธอก็กลับมาบ้าน ที่บ้านสนับสนุนเธอเสมอ เธอไม่เคยต้อง "สู้" เพื่อให้ได้มา ในขณะที่พระเอกต้องดิ้นรน ต้องสู้เพื่อให้พ่อยอมรับในการตัดสินใจเลือกเรียนเป็นเชฟ ไม่เลือกเรียนทางด้านธุรกิจอย่างที่พ่อต้องการ สู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับซะจนหลงลืมแรงบันดาลใจที่ตัวเองเลือกเรียนที่จะเป็นเชฟตั้งแต่แรกไปค่ะ

คอร์สเรียนจัดสัปดาห์ละหนึ่งวันค่ะ ในร้าน Patisseries เก่า ที่อดีตเคยรุ่งเรือง แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีลูกค้าแล้ว ขนมก็ไม่ได้อบเองแล้ว สั่งสำเร็จรูปมาแทน และมีผู้จัดการร้านท่าทางเบื่อโลกอยู่หนึ่งคน 

หนังสือเล่าถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ของเพื่อนในชั้นเรียนคลาส Patisseries ค่ะ ที่ทั้งหมดมารู้จักกัน และกลายเป็นเพื่อนกัน และช่วยกันปรับปรุงร้าน (ร้านที่พระเอกยังคิดไม่ออกว่าจะเอาไว้ทำอะไร คือร้านนี้ซื้อแถมมากับอีกสองร้านที่พระเอกต้องการ) แอบกันปรับปรุงร้านโดยไม่บอกพระเอกที่เป็นเจ้าของด้วยนะ นางเอกมาร้านทุกวันค่ะ เพื่อมาฝึกซ้อมทำขนม ทำเสร็จ ขนมนั้น ผู้จัดการร้านก็เอามาขาย ขายดีด้วยนะ อย่าเป็นเล่นไป นางเองมีคิดสูตรใหม่ ผสมผสานระหว่างขนมหวานแบบฝรั่งเศสกับบิสกิตแบบอังกฤษ ...ขายดิบขายดีค่ะ มีลูกค้ามาต่อคิวซื้อ ขนมขายหมดทุกวัน ....แต่ทั้งหมดนี้พระเอกไม่รู้ค่ะ ยังติดกับภาพลักษณ์ว่านางเอกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออยู่ ... ปมตรงนี้ถ้ายังไม่คลี่คลาย ทั้งคู่ก็คงครองรักด้วยกันอย่างเท่าเทียมกันยากค่ะ

คือนะ นางเอกน่ารักและเข้าใจพระเอกที่เป็นคนปากหมา และอยู่ด้วยยากค่ะ คือรู้จักพระเอกมาตั้งแต่เด็กๆ  พระเอกเองถึงจะชอบนางเอกแต่ก็ไม่หาญจีบ เพราะกลัวเสียเพื่อนสนิทไปค่ะ พระเอกแคร์บ้านนางเอกมาก เพราะเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวที่เขามีไงคะ 

แต่ตอนจบ ตอนที่ทุกอย่างคลี่คลาย ... พระเอกก็หวานอยู่นะ คือพอไม่มีฟร์อมต้องเก๊ก ก็แบบรักนางเอกมากกกกๆ  


Wednesday, January 19, 2022

A Year of Taking Chances

 


หนังสือชื่อ  :  A Year of Taking Chances

ผู้แต่ง  :  Jennifer Bohnet

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


พักจากการอ่านนิยายสืบสวน ฆาตกรรม มาเป็นอ่านนิยายโรแมนติกบ้างค่ะ เล่มนี้ตอนแรกตั้งใจจะอ่านในช่วงวันปีใหม่ ให้สมกับชื่อเรื่อง แต่กลายเป็นว่า ยังอ่านนิยายฆาตกรรมเล่มก่อนหน้านี้ไม่จบ ดังนั้นเล่มนี้จึงเลื่อนมาอ่านหลังปีใหม่แทนค่ะ

อ่านสบายๆ ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ค่ะ เป็นนิยายเรื่อยๆ อารมณ์ Slice of life ค่ะ

นิยายเป็นเรื่องของ 3 สาวกรุงลอนดอน คือ ตอนแรกเนี่ย Jodie กับ Tina เป็นเพื่อนรักกัน และทั้งคู่ยังเช่าแฟลตห้องเดียวกันด้วย สองปีที่แล้วในวันส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่ Jodie กับ Tina ไปฉลองกันที่นิวยอร์คค่ะ และทั้งคู่ต่างอธิษฐานต่อจักรวาลคอสมอส ภายในสองปี ชีวิตของทั้งคู่จะต้องมีความเปลี่ยนแปลง สิ้นสุดกันทีกับชีวิตสาวโสด!

ปีกว่าผ่านไป ... ชีวิตของ Jodie เปลี่ยนแปลงค่ะ พบรักกับ Ben นักเขียนชาวฝรั่งเศส แล้วก็ปุ๊บปั๊บ แต่งงาน ลาออกจากงาน และย้ายตาม Ben มาอยู่ฝรั่งเศส ดังนั้นหนังสือในส่วนของ Jodie จึงเล่าถึงการปรับตัวของเธอกับชีวิตใหม่ต่างบ้านต่างเมือง ภาษาใหม่ แม่สามี และต้องเรียนรู้นิสัยของ Ben (เพราะรักกันเร็ว แต่งงานกันเร็ว ยังไม่ทันได้ศึกษากัน) และดูเหมือนแม่ของ Jodie จะมีอดีตที่ไม่เคยบอกเธอด้วยค่ะ (แม่ของ Jodie เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปเมื่อสามปีที่แล้ว Jodie ยังทำใจไม่ค่อยได้อยู่ค่ะ ยังเศร้าอยู่เมื่อนึกถึง) 

ส่วนชีวิตของ Tina เหมือนเดิม (ในตอนแรกค่ะ) ยังอยู่แฟลตเดิม ทำงานเดิม ... จนวันหนึ่ง เพื่อนของ Tina แนะนำให้รู้จักกับ Maisie เด็กสาวจากสก็อตแลนด์ ที่ตามมาลอนดอนเพื่อหวังจะมาอยู่กับแฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเด็กวัยรุ่น ... แต่กลายเป็นว่า แฟนมีแฟนใหม่ไปแล้ว และทิ้งเธออย่างไม่ใยดี ปล่อยให้ Maisie ต้องเร่ร่อนไร้บ้านในลอนดอนกว่าสองสัปดาห์ จนมาเจอกับ Tina ที่กำลังหาเพื่อนหารหาห้องอยู่ค่ะ

Tina รู้สึกสงสาร Maisie และคิดว่าเธอพอช่วยได้ ก็เลยรับให้ Maisie มาอยู่ด้วย ... และ Maisie คือสาวคนที่สามในเรื่องนี้ค่ะ

ส่วนของ Tina จะเป็นเรื่องงานประจำที่เธอเคยคิดว่าดี แต่ตอนนี้ชักจะไม่ดีแระ เพื่อนร่วมงานเป็นพิษ ... จนในที่สุดเธอก็เลยลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง Tina เป็นเอเย่นซี่ของนักเขียนค่ะ ... ด้วยการก้าวมาเป็นฟรีแลนซ์นี่เอง ทำให้เธอได้รู้จักกับ Luc และรู้สึกคลิกกัน ชอบพอกัน ...​แต่ดูเหมือนชีวิตส่วนตัวของ Luc จะซับซ้อน และมีเรื่องบางอย่างซ่อนอยู่ที่ Luc ยังไม่พร้อมจะแชร์ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อนข้างจะคลุมเครือ คือจะเป็นคนรัก หรือจะเป็นแค่ลูกค้ากับเอเย่นต์?

ส่วนชีวิตของ Maisie ก็เหมือนเด็กสาวเพิ่งก้าวพ้นอกพ่อแม่มาอยู่เมืองใหญ่น่ะค่ะ พยายามทำงานหาเงิน พยายามตั้งต้นชีวิตในเมืองใหญ่ รวมถึงต้องระวังแฟนเก่าซึ่งเริ่มน่ากลัว ตามมาระราน และไม่ต้องการจบความสัมพันธ์ (ทั้งๆ ที่เป็นคนทิ้ง Maisie ไปก่อนตอนแรก)

สนุกค่ะ อ่านง่ายๆ สบายๆ รับพลังบวก รับรู้ถึงมิตรภาพที่ดีต่อกันระหว่างเพื่อน ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละประเทศ แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ง่ายที่ติดต่อ อัพเดทข่าวคราวถึงกันอย่างสม่ำเสมอ 

Thursday, January 13, 2022

The Coffin Maker's Garden

 


หนังสือชื่อ  :  The Coffin Maker's Garden

ผู้แต่ง  :  Stuart Macbride

สำนักพิมพ์  :  HarperCollins Publishers


เป็นการอ่านครั้งแรกของนักเขียนคนนี้ค่ะ หยิบมาอ่านเพราะหน้าปกบอกว่าเป็นคนเดียวกับที่แต่งซีรีย์ DCI Banks ซึ่งบังเอิญเคยดูซีรี่ย์นี้มาก่อนในทีวีน่ะค่ะ เลยอยากรู้ว่าสำนวนเขียนเป็นยังไงค่ะ

อ่านยากค่ะ มารู้ตอนจบว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มล่าสุดในชุดของนักสืบ Ash Anderson -- คือมาอ่านเล่มสาม ดังนั้นจึงเหมือนมาดูหนังตอนกลางเรื่องน่ะค่ะ คืองงไปหลายบทเลยว่าใครเป็นใคร คุยเรื่องอะไรกัน เพราะแต่ละคนในเล่มต่างมีความหลังเชื่อมโยงกันมา

อ่านยากเพราะอังกฤษสำนวนสก๊อตด้วยค่ะ ไม่คุ้น ผู้เขียนบรรยายภาพต่างๆ อย่างละเอียด ซึ่งช่วยได้บ้าง แต่ยังไงก็ไม่คุ้นกับภูมิประเทศของสก๊อตแลนด์ ก็จะจินตนาการตามยากสักนิดค่ะ

.

เรื่องมันเริ่มจากที่มีคนเจอโครงกระดูก และบังเอิญคนที่เจอนั้นเป็นอดีตนักศึกษานิติเวช เธอเห็นแว่บแรกก็รู้เลยว่าเป็นกระดูกมนุษย์ เลยแจ้งเจ้าหน้าที่ ... แต่ปัญหาคือโครงกระดูกนั้นถูกฝังอยู่ในสวนหลังบ้าน ที่อยู่ริมหน้าผา และกำลังจะถล่มได้ทุกเมื่อ! 

บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของ Gordon Smith ชายแก่หน้าตาใจดีคล้ายซานตาครอส อายุ 75 เนื่องจากบ้านเขาอยู่ในจุดเสี่ยงที่จะถล่มลงทะเลข้างล่างได้ทุกเมื่อ ดังนั้นทางเทศบาลจึงไล่เขาออกไปค่ะ ... เขาเพิ่งอพยพออกไปเมื่อไม่นานมานี้เอง อพยพไปไหนไม่มีใครรู้

คดีนี้ Ash กับ Dr. Alice ถูกขอให้มาช่วยดูโครงกระดูกค่ะ พอทั้งคู่เห็นก็รู้เลยว่าเป็นโครงกระดูกมนุษย์ แต่ขุดหรือทำอะไรกับโครงกระดูกนั้นไม่ได้ เพราะมันอยู่ตรงหน้าผา เพราะบางส่วนมันถล่มลง มันเลยเผยในเห็นโครงกระดูกที่ถูกฝังไงคะ และดูเหมือนจะมีหลายศพเลยที่ถูกฝังอยู่ ... ดังนั้นทั้งคู่เลยเสี่ยงเข้าไปในบ้านของ Gordon ค่ะ 

ในบ้านของ Gordon ก็ชัดเลยว่านี่คือบ้านของฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต ที่ใช้ห้องหนึ่งบ้านหลังนี้ในการทรมานและสังหารเหยื่อ ดูเหมือน Gordon เองจะรู้ว่า บ้านนี้จะถล่มในอีกไม่นาน ดังนั้นเขาจึงทิ้งหลักฐานต่างๆ ไว้ เหมือนเป็นคอลเล็กชั่นงานชิ้นเอกของเขาน่ะค่ะ ที่ถ้ามันถล่ม ก็จะไม่มีใครรู้เห็นไปตลอดกาล

คดีนี้รู้ตัวฆาตกรตั้งแต่ต้นเรื่องเลยค่ะ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ไหน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของการตามหา Gordon Smith ในระหว่างนั้นก็มีเห็บหมาอย่างอดีตคู่นอนของ Ash ที่ตามสะกดรอยเพื่อเอาเรื่องคดีไปเขียนหนังสือ รวมถึง Helen MacNeil ที่ต้องการตามล่า Gordon เพราะเชื่อว่า Gordon ฆ่าลูกสาวเธอ และล่อลวงหลานสาวให้หนีตาม Gordon ไปด้วยกัน (Helen เคยเป็นเพื่อนบ้านสนิทกับ Gordon ค่ะ และ Gordon ก็ช่วยดูแลทั้งลูกและหลานให้ ในระหว่างที่ Helen ติดคุก)

ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า Coffin's maker คนทำโลงศพ เพราะ Gordon เป็นชายใจดีค่ะ ถ้าเด็กคนไหน สัตว์เลี้ยงตาย เขาก็จะทำโลงศพให้สัตว์เลี้ยงของเด็กๆ ซึ่งพ่อแม่และเด็กต่างซาบซื้งมาก เลยทำให้ Gordon เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวบ้านด้วยฉายานี้

ในระหว่างที่ตามหา Gordon, Ash และ Dr. Alice ก็มีอีกคดีก่อนหน้าที่ต้องสะสางค่ะ คือการตามหาฆาตกรต่อเนื่องสังหารเด็ก ... เด็กถูกลักพาตัวและถูกทรมานจนเสียชีวิต 

คดีนี้เป็นการหาตัวฆาตกรที่ไม่รู้เลยว่าเป็นใคร Dr. Alice เป็นอาชญาจิตแพทย์ตั้งสมมุติฐานว่า ฆาตกรมีประวัติขาวสะอาด ไม่เคยทำผิดทางเพศมาก่อน เหยื่อที่เป็นเด็กคนแรกคือการทำครั้งแรก และเป็นการเปิดประตูฆาตกรให้ค้นพบว่าเขาตื่นเต้น และชอบฆ่าเด็ก

การทำงานสืบสวนของ Dr. Alice ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะตอนนี้มีเด็กคนที่สี่ ที่เพิ่งหายตัวไป และยังหาไม่พบ จึงมีความหวังว่า ถ้าหารู้ตัวฆาตกรได้เร็ว ก็อาจจะช่วยชีวิตเด็กได้ทัน!

.

สรุป หนังสือเล่มนี้มี 2 คดีค่ะ 2 อาชญากรโรคจิต ที่ทั้งคู่ไม่เกี่ยวกันค่ะ เพียงแต่คาบเนื่องในช่วงเวลาเดียวกัน และนักสืบ ตัวละครหลักในหนังสือต้องสืบสวนสองคดีนี้ไปพร้อมๆ กัน

ในระหว่างนั้น ผู้เขียนก็แทรกเรื่องในอดีตของ Ash และความจิตใจอ่อนไหวใจดีของ Alice ลงไปค่ะ 

Ash - ลูกสาวถูกฆาตกรโรคจิตลักพาตัวไปทรมานและฆ่า ตอนอายุ 13 ปี ผ่านมา 9 ปีแล้ว แต่ Ash ยังลืมไม่ได้ค่ะ

Alice - ติดเหล้า จิตใจอ่อนโยน และอุทิศตัวให้กับการตามหาฆาตกรต่อเนื่อง แต่ยังเชื่อในความดีของมนุษย์ อ่านไปก็ประหลาดใจไปว่า ทำไมเธอยังคงโลกสวยได้ทั้งที่รอบข้างและงานที่ทำเต็มไปพวกจิตวิปริต?

.

ในเล่มมีหลายเรื่องที่รู้สึกว่าเว่อร์ไป เช่น Jennifer อดีตชู้ของ Ash ที่ยังคงตามสะกดรอย Ash อยู่เพื่อเอาข้อมูลมาเขียนหนังสือ คืองงว่า สิ่งที่นางทำลงไปกับอดีตของ Ash นางไม่มีสำนึกมโนธรรมบ้างหรือไร? คือผู้หญิงปกติไม่น่าจะทำแบบนั้น ยกเว้นว่านางจะแค้น Ash ...แต่พอตอนจบ ก็ไม่ใช่ เพราะบทนางจะจากไป นางก็หายไปง่ายๆ 

หรือภาคไอที แหม... Sabir ซึ่งเป็นผู้ช่วยไอทีของ Ash แค่คนเดียว ทำงานได้ดีกว่าแผนกไอทีของตำรวจทั้งกรม! ไม่ว่าจะเป็นการระบุตำแหน่งของฆาตกรจากสัญญาณมือถือ การดึงข้อมูลติดต่อของ Alice ในวันที่ถูกทำร้าย ฯลฯ คือแบบชีวิตจริง มันไม่ได้ง่ายขนาดทำคนเดียวได้นะเออ 

หรือตอนที่ฆาตกรจะตัดนิ้ว Ash เพื่อเอาไปใช้ปลดล็อกมือถือ ซึ่งไม่รู้ว่า Ash ใช้มือถือยี่ห้ออะไร ...แต่มือถือส่วนใหญ่ นิ้วที่ตายปลดล็อกมือถือไม่ได้นะเออ 

.




Saturday, December 25, 2021

Last Tang Standing

 


หนังสือชื่อ  :  Last Tang Standing

ผู้เขียน  :  Lauren Ho

สำนักพิมพ์  :  Harper Collins Publishers


ตลก สนุก โรแมนติก และได้แง่คิดค่ะ เหมือนดูรายการ Crazy Rich Asians ผสมกับอ่านหนังสือ Bridget Jones Diary รวมๆ กันยังไงยังงั้นเลยค่ะ 

.

หนังสือเป็นไดอารี่ของ Andrea Tang ค่ะ อายุ 33 ปี ดูภายนอกเธอดูเป็นคนเก่ง พร้อมไปหมดทุกอย่าง เป็นทนายความที่กำลังรุ่งในหน้าที่การงาน ทำงานบริษัททนายความชั้นนำของสิงคโปร์ เรียนจบจากอังกฤษ พูดได้หลายภาษา บ้านก็รวย ... แต่คนรวยก็มีทุกข์ของคนรวยเนอะ

ทุกข์ของ Andrea คือเป็นสาวคนสุดท้ายในตระกูล Tang ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ... คือต้องนึกภาพครอบครัวคนจีนนะคะ Andrea เป็นคนจีน-มาเลเซีย แต่มาทำงานที่สิงคโปร์ คนจีนจะมีค่านิยมว่าพออายุถึงวัยแล้ว ผู้หญิงต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ควรแต่งงานกับคนที่เหมาะสม และมีลูกสืบวงศ์ตระกูลค่ะ ดังนั้น Andrea เนี่ยถือว่าช้ามากแล้วค่ะ แถมล่าสุด ลูกพี่ลูกน้องของ Andrea ที่รู้ๆ กันว่าเป็นเลสเบี้ยน จู่ๆ ก็ประกาศแต่งงานค่ะ 

ในหนังสืออธิบายให้คนอ่านเข้าใจวัฒนธรรมคนเอเชีย เรื่องความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่ หรือผู้มีพระคุณของเอเชีย คือฝรั่งคงงงว่าทำไมต้องยอมให้คนอื่นมาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่ค่านิยมของคนเอเชียมันสลัดยากจริงๆ ค่ะ ค่านิยม "อวด" ชีวิตดี๊ดี ลูกหลานฉันดีอย่างนั้นอย่างนี้ อวดกันเนี่ย ดูเหมือนฝั่งคนจีนเขาจะแรงกว่าญาติพี่น้องคนไทยเยอะเลยค่ะ

หลังชนฝาแล้ว Andrea ต้องหาผัวให้ได้ค่ะ ไม่งั้นป้า wei wei จะตัดออกจากกองมรดก Andrea ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และตัวเธอเองก็โหลดแอปหาคู่มาลองเล่นดูค่ะ

ไปๆ มาๆ คนไม่มีแฟนเลย (เคยมีแต่เลิกไปแล้ว) พอดวงจะมี ก็มีผู้ชายมาให้เลือกถึง 3 คนค่ะ 

คนแรกคือ Orson อายุ 23 ปี คนนี้ไม่ได้เรื่องค่ะ (คนอ่านตัดสิน) ถ้าเราอ่าน เราจะรู้สึกว่า ถึงแม้ Andrea จะอายุไม่น้อยแล้ว แต่เธอค่อนข้างไร้เดียงสา คือไว้ใจคนง่าย มองคนไม่ออก หรือไม่ก็คงเพราะความรักความหลงบังตา 

ลืมบอกไป ถ้าเชื่อเรื่องพรหมจรรย์อะไรพวกนี้ ไม่ต้องหยิบเรื่องนี้มาอ่านเลยนะคะ นางเอกของเรามีเซ็กส์เมื่อรู้สึกดีกับคนๆ นั้นค่ะ คือไม่ได้ซีเรียสว่าต้องคบหาดูใจกันสักระยะก่อนอะไรเทือกนั้น

คนที่สองคือ Eric คนนี้ โครตรวยค่ะ รวยมากๆ เป็นคนอินโดนีเซีย เชื้อสายจีน เจอกันที่งานบุ๊กคลับ Eric ประทับใจนางเอก เพราะความสวย ฉลาดของเธอ ... พอเราอ่านไปสักพัก เราจะเห็นความเหมาะสมในภายนอกของทั้งคู่ แต่ขณะเดียวกันก็เห็นความดูเหมือนเคมีจะเข้ากัน ..แต่จริงๆ แล้วไม่เข้ากัน คือ Eric เหมาะกับผู้หญิงหัวอ่อนหน่อยนะคะ แต่ Andrea ไม่ใช่ นางเป็นเวิร์กกิ้งวูแมน เป็นผู้หญิงทำงาน และมีปมเรื่องการรับความช่วยเหลือโดยเฉพาะทางการเงินจากคนอื่น เพราะชีวิตที่ผ่านมา ป้า Wei Wei ออกเงินค่าโรงพยาบาลให้พ่อ หรือพ่อแม่ที่ทำงานหนักส่งเสียเธอเรียน จนเธอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ และรู้สึกเหมือนติดกับ ไม่มีอิสระในชีวิต เพราะคนเหล่านี้เข้ามาก้าวก่ายชีวิตเธอในขณะที่ Eric ติดนิสัยคนรวย เผด็จการหน่อยๆ อะไรใช้เงินซื้อได้ก็ซื้อเลย ไม่ปรึกษานางเอกก่อน ...​สรุป Eric คือบุคลิกเป็นพระเอกในนิยายไทยหลายๆ เรื่องที่เคยอ่านมาเลยล่ะค่ะ

คนที่สามเป็นเพื่อนร่วมงานค่ะ ชื่อ Suresh เป็นคนสิงคโปร์ เชื้อสายอินเดีย นางเอกมองว่า Suresh เป็นคู่แข่งชิงเลื่อนตำแหน่งเป็นพาร์ทเนอร์ค่ะ แต่เนื่องด้วยสำนักงานกำลังปรับปรุง ดังนั้น Suresh และนางเอกจึงต้องมาใช้ห้องทำงานร่วมกันชั่วคราว ... คนอ่านจะเห็นความเคมีเข้ากันของคู่นี้ค่ะ คือมันเริ่มจากนางเอกเห็น Suresh เป็นศัตรู เลยทำตัวร้ายๆ แต่ร้ายของเธอมันไร้เดียงสาไงคะ ดูตลกๆ มากกว่า ดูไม่มีชั้นเชิง ... จากนั้นทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น มีงานที่ต้องทำร่วมกัน Suresh เริ่มเล่าความฝันลึกๆ ในชีวิตของเขาให้เธอฟัง ส่วนเธอก็สนับสนุนให้เขาทำตามฝัน คือไม่ได้หัวเราะเยาะ หรือมองว่าไร้สาระเหมือนที่คนอื่นๆ คิด 

ถึงเราจะเห็นเคมีที่เข้ากันของ Andrea และ Suresh แต่ภายนอกนั้นทั้งคู่ไม่เหมาะสมกันหรอกค่ะ คือความรักมันอาจจะเร่ิมต้นด้วยคนสองคน แต่สุดท้ายมันก็มีญาติพี่น้องสังคม ... Suresh เป็นคนอินเดีย ที่พ่อแม่ก็อยากให้แต่งงานกับคนเชื้อสายอินเดียด้วยกัน วรรณะเดียวกันยิ่งดี ส่วน Andrea เป็นคนเชื้อสายจีน ที่ "ควร" หาคู่ครองที่เป็นคนจีนด้วยกัน และอีกประเด็นสำคัญ Suresh มีคู่หมั้นแล้วค่ะ กำลังจะแต่งงานด้วย (แต่คู่หมั้นยังอยู่อังกฤษ) ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง Andrea กับ Suresh ก็เลยออกจะคลุมเครือๆ อย่างนี้ไปเกือบตลอดเรื่องค่ะ

ในหนังสือ ชอบตอนที่นางเอกไปบังเอิญเจอแฟนเก่าเดินควงมากับแฟนใหม่ และเลี่ยงไม่ได้ เลยจำเป็นต้องทักทายกัน นางเอกพยายามกดให้แฟนใหม่ของแฟนเก่าดูต่ำกว่าเธอ (เช่น ถามว่าทำงานอะไร ฯลฯ) จนแฟนเก่าต้องด่านางเอกใส่หน้า ประมาณว่า "คุณเกลียดผม เพราะผมอยู่ในระบบและชอบมัน ในขณะที่คุณมักทำตัวเหนือกว่า เหมือนกับว่าคุณมีที่ที่ดีกว่าให้ไป แต่รู้อะไรไหม คุณก็ยังคงอยู่ในระบบ"

เพราะ Andrea มีความฝันอยากทำงานเป็นทนายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนค่ะ แต่ทนายแบบนั้นรายได้ไม่ดี ตัวเธอเองมีค่าโน่นค่านี่ต้องจ่าย มีสังคม มีแฟชั่นที่ต้องตาม ฯลฯ ทั้งหมดนี้ใช้เงิน ดังนั้นเธอจึงยังคงต้องติดอยู่ในวังวนของการทำงานหนัก

จริงนะ บางครั้งเราอยู่ในระบบ ในสังคมที่เราไม่ชอบ ไม่มีความสุข แต่เราไม่เคยเลยที่จะดิ้นรนที่จะออกไป ยังคงติดอยู่กับการไม่มีความสุขกับงานที่ทำ ชีวิตคู่ครอง หรือสังคมที่มีอยู่ ... จริงๆ ทางออกมันมีแหละ แต่เราไม่มีความกล้าที่จะเลือกมันต่างหาก

สรุปคือ ค่านิยมแบบเอเชียที่ชอบเปรียบเทียบความสำเร็จของแต่ละคนด้วยสิ่งของ วัตถุเนี่ย เป็นค่านิยมที่น่ากลัวมาก แต่ในอีกด้าน มันคือความกดดันที่ทำให้ลูกหลานเอเชียประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนะคะ

.

อยากเห็นหนังสือเล่มนี้แปลเป็นภาษาไทย น่าจะอ่านเข้าใจกว่านี้ เพราะในเล่มมีศัพท์บางคำที่ดูเหมือนเป็นทับศัพท์ หรือเป็นแสลงของสิงคโปร์ อ่านไม่เข้าใจบางคำค่ะ แต่โดยรวมแล้วไม่มีปัญหา มีศัพท์ทางกฎหมาย มีเรื่องทางกฎหมายที่นางเอกทำงาน อันนี้ก็อ่านไม่เข้าใจเพราะไม่ได้มีพื้นอยู่ในวงการนี้ ...แต่โดยรวมแล้วหนังสือสนุก ขำ คลายเครียดและให้แง่คิดค่ะ แนะนำค่ะ

Monday, December 20, 2021

The Teacher

 


หนังสือชื่อ  :  The Teacher

ผู้แต่ง  :  Katerina Diamond

สำนักพิมพ์  :  Avon


หดหู่ ตัวละครเยอะจัด สนุกแต่ไม่สุด ...นี่คือความรู้สึกหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะ

ตอนหยิบมาอ่านตอนแรก อยากได้หนังสือแนวนักสืบ สืบสวน...แต่กลายเป็นผิดหวังค่ะ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นสืบสวนหาหลักฐาน แบบพระเอกในเล่มเป็นตำรวจหาหลักฐานต่างๆ เชื่อมโยงกัน อะไรแบบนี้เลยค่ะ 

หนังสือออกแนวเหมือนเรากำลังดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์มากกว่า คือเห็นภาพการกระทำต่างๆ ของคนร้าย เพียงแต่ไม่เห็นหน้าว่าใครเป็นคนทำ แต่เขียนบรรยายการกระทำของคนร้าย ความคิดการกระทำของเหยื่อ

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่เมือง Exeter ของอังกฤษ ... หนังสือเปิดตัวด้วยการตายของ Jeffrey Stone ครูโรงเรียนมัธยม ที่แขวนคอตาย ลักษณะเหมือนฆ่าตัวตาย แต่คนอ่านอย่างเรารู้ว่าไม่จริง Jeffrey ตายเพราะถูกบังคับให้แขวนตัวเองต่างหาก

โรงเรียนที่ Jeffrey สอนคือโรงเรียนที่ Tom ลูกชายของนายตำรวจ Adrian Miles เรียนอยู่ค่ะ -- Adrian คือพระเอกของเรื่องนี้ เขากำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ถูกพักงาน เนื่องจากทำหลักฐานสำคัญหาย ทำให้เจ้าพ่อค้ายาคนสำคัญของเมือง Ryan Hart หลุดคดีไปได้

Adrian ถูกเรียกตัวให้กลับมาทำงาน และได้คู่หูใหม่ เป็นผู้หญิง คือ Imogen Grey ดูเหมือน Imogen จะมีปัญหาจากที่ทำงานเก่า เลยถูกย้ายมาอยู่ที่นี่ค่ะ 

เหตุที่ Adrian ถูกเรียกกลับมาทำงานเนื่องจาก เกิดเหตุฆาตกรรมสยองขวัญ ผู้ตายคือ Kevin Hart พ่อของ Ryan และ Ryan ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าพ่อตัวเอง! ... มีแต่ Adrian ที่ไม่เชื่อว่าการตายนี้เป็นฝีมือของ Ryan

ก่อนหน้านี้ก็มีฆาตกรรมสยองขวัญลักษณะเดียวกัน เกิดขึ้นที่ท้องที่อื่นเช่นกัน แต่ตำรวจเมือง Exeter ไม่รู้ มีแต่คนอ่านรู้ เพราะนักเขียนเขียนบรรยายการตายของแต่ละคนเอาไว้ ... ทำให้คนอ่านลุ้นว่า เมื่อไรตำรวจจะรู้ความจริง ว่ายังมีคนตายคนอื่นๆ อีก ... แต่กลายเป็นผิดหวังหน่อยๆ เพราะมันไม่ใช่จากการสืบสวนของตำรวจตัวเอกของเรื่องค่ะ คนที่จับสังเกต และเชื่อมโยงความผิดปกตินี้ได้ กลับเป็นตัวละครตัวประกอบ ที่ถูกเรียกให้มาช่วย เพื่อนของ Grey ที่ปรากฎตัวแค่ฉากเดียว แล้วก็หายไป

หนังสือเขียนสลับจากตัวละครที่ Adrian เป็นตำรวจ กับเหยื่อที่ถูกสังหารทีละคน เรื่องของ Abbey Lucas ตัวละครหญิงอีกคนที่ทำงานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ที่ตอนนี้กำลังตกหลุมรักเพื่อนร่วมงานคนใหม่ และสลับด้วยเรื่องในอดีตเมื่อห้าปีที่แล้วของ Abbey 

ตัวละครทุกตัว (ยกเว้นเหยื่อ) มีบาดแผลในอดีตค่ะ เป็นผู้ถูกกระทำทารุณ เคยถูกล่วงละเมิด 

นักเขียนพยายามเล่าให้เราคนอ่านรู้สึกเห็นใจ และโน้มน้าวให้เราเห็นด้วยว่าการกระทำของฆาตกรเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ให้ความรู้สึกสะใจที่คนที่เคยทำร้ายคนอื่น ในที่สุดก็ต้องชดใช้เวรกรรม ... แต่คือสำนวนยังไม่ดีนักค่ะ อ่านแล้วไม่รู้สึก "อิน" สุดๆ แบบนั้น  อีกทั้งเล่าสลับตัวละครไปมา ทำให้อารมณ์ไม่ต่อเนื่องค่ะ คือคนอ่านไม่รู้จะสมมุติว่าตัวเองเป็นใครดี และมีหลายๆ ฉากที่อ่านแล้วไม่เข้าใจที่ไปที่มา ไม่เข้าถึงอารมณ์ของตัวละคร ทำให้เกิดคำถามว่าทำไปทำไม? 

ตัวละครบางคนก็ปรากฎในเล่ม แล้วก็หายไปเลย คือไม่ใช้แล้วก็ทิ้ง ว่างั้น 

หนังสือสนุกพอสมควรนะคะ ไม่ได้แย่หรอกค่ะ เพราะถ้าแย่คงอ่านไม่จบ ... แต่คือแนะนำสำหรับคนอ่านว่า ให้หาสมุดจดชื่อตัวละครไว้ด้วยค่ะ เพราะตัวละครชื่อเยอะจัด




Saturday, December 11, 2021

New Waves

 


หนังสือชื่อ  :  New Waves

ผู้แต่ง  :  Kevin Nguyen

สำนักพิมพ์  :  One World


ออกตัวว่าไม่ค่อยได้อ่านนิยายแนวชีวิตคนปกติสักเท่าไรค่ะ ปกติจะอ่านนิยายแนวสืบสวน ฆาตกรรม ดังนั้นหนังสือเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เลยออกจะ "ธรรมดา" ไปเลยค่ะ เมื่อเทียบกับนิยายแนวที่ชอบอ่าน ... แต่ไม่ได้หมายความว่า เล่มนี้ไม่สนุกนะคะ สนุกค่ะ แต่ไม่ชินเท่านั้นเอง

เรื่องเกิดขี้นที่นิวยอร์ค อเมริกาค่ะ เป็นเรื่องของ Lucus ชาวอเมริกัน ที่เป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นเวียดนาม แม่เป็นคนจีน ดังนั้นให้จินตนาการหน้าตาจะออกแนวเอเชียๆ ค่ะ Lucus ทำงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ในบริษัทสตาร์ทอัพชื่อ Nimbus เป็นเอเชียคนเดียวในบริษัทนั้นค่ะ

กับตัวละครอีกคนคือ Margo เป็นผู้หญิงผิวดำ เป็นเพื่อนร่วมงานของ Lucus ทำงานเป็นวิศกรคอมพิวเตอร์ เก่งมาก และเป็นผู้หญิง + ผิวสี คนเดียวในบริษัทค่ะ

มันเป็นเรื่องการเหยียดชาติพันธ์ุน่ะค่ะ ไม่ได้รุนแรงหรอกค่ะ แต่อึดอัด อย่าง Lucus เนี่ย คนอเมริกันจะคาดหวังว่า คนเอเชียต้องเก่ง แต่ Lucus ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ทำงานด้านไอทีไงคะ ซึ่งสำหรับ Lucus ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่อึดอัด (คือเราคนเอเชีย เราไม่ค่อยสนใจเรื่องสีผิวอะไรมากมายนักหรอกค่ะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่จนต้องรู้สึกเป็นปมด้อย หรือต้องอ่อนไหวกับมันเวลาใครมาแตะ) 

ในขณะที่ Margo ที่คนอเมริกันมักเหมารวมว่า คนผิวดำไม่เก่งเลข แต่ Margo เป็นอัจฉริยะเลยล่ะค่ะ (ตามที่ Lucus บอก) ดังนั้น Margo จะอ่อนไหวเรื่องสีผิวมาก ... จนบางครั้งคนอ่านรู้สึกว่า มันมากเกินไปหน่อย และด้วยเหตุนี้ Margo เลยเข้ากับเพื่อนที่ทำงานไม่ได้ เลยโดนไล่ออกจาก Nimbus ค่ะ

Margo กับ Lucus เป็นเพื่อนออนไลน์กันมาก่อน (โดยไม่เคยเห็นหน้ากัน) ก่อนจะมาเจอกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกันที่ Nimbus ดังนั้นจึงดูเหมือน Lucus จะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของ Margo 

วันที่ Margo ถูกไล่ออก เธอได้ขอให้ Lucus ช่วยเธอขโมยข้อมูลรายชื่อ อีเมล์ ของลูกค้าของ Nimbus จำนวนกว่าสองร้อยล้านรายการค่ะ ตอนทำเหมือนเธอไม่ได้มีแผนซับซ้อนอะไร แค่โกรธ และอยากแก้แค้นบริษัท ... หลังจากโดนโน้มน้าว + เมา Lucus ก็ช่วยค่ะ

พอวันรุ่งขึ้น สติกลับมา ทั้งคู่สัญญาว่าจะทำลายรายการของชุดอีเมล์ของตน แล้วก็จะลืมเรื่องนี้เสีย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ... ซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่รู้เลยว่า อีกฝ่ายนั้นได้ทำลายข้อมูลจริงหรือไม่ (Lucus ยังเก็บไว้ค่ะ ...แต่ไม่รู้ในส่วนของ Margo)

ต่อมาทั้งคู่ (ทั้ง Lucus และ Margo) ได้งานใหม่ ในบริษัทคู่แข่ง ชื่อบริษัท Phantom ทั้งคู่ทำงานตำแหน่งเดิม ...​ทุกอย่างดูโอเค จนไม่กี่เดือนถัดมา Margo โดนอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต 

แม่ของ Margo ขอให้ Lucus ลบบัญชีเฟสบุ๊กของลูกสาว เนื่องจากทนความเสียใจไม่ได้ Lucus เลยแอบขโมยโน้ตบุ๊กของ Margo มา 

ต่อจากนั้นเรื่องก็ดำเนินไปช้าๆ ค่ะ Lucus ต้องหาพาสเวิร์ดล็อกอินเข้าโน้ตบุ๊กของ Margo พอรู้พาสเวิร์ดแล้ว ก็เกิดป๊อด ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรมากไปกว่า ลบบัญชีเฟสบุ๊กของ Margo ตามคำขอของแม่ แต่ด้วยเหตุบังเอิญ ทำให้ Lucus พบว่า Margo มีเพื่อนออนไลน์อีกคน ที่เธอติดต่อสม่ำเสมอทุกวันทางอินเตอร์เน็ต เพื่อนคนนั้นคือ Jill แต่ทั้ง Jill และ Margo ไม่รู้จักหน้าค่าตากันเลยค่ะ  

เนื่องจาก Margo เสียชีวิต Lucus เลยติดต่อนัดเจอกับ Jill และทั้งคู่ก็สานสัมพันธ์กัน ... แต่ไม่ใช่สัมพันธ์แบบโรแมนติกนะคะ คือไงล่ะ เหมือนความต้องการเดียวกัน ก็เลยใช้ชีวิตด้วยกัน เหงาเหมือนกัน แต่อ่านแล้วไม่ได้สัมผัสความรัก ความผูกพันอะไรระหว่างกันมากนักค่ะ 

... เรื่องส่วนตัวก็มีเท่านี้แหละค่ะ หนังสือเล่าในส่วนของ Lucus สลับกับช่วงท้ายๆ เล่าในส่วนของ Jill หนังสือเน้นเล่าในส่วนของการทำงานในวงการสตาร์ทอัพมากกว่า เหมือนพล็อตเรื่องเป็นส่วนหลักก็จริง แต่ไม่น่าตื่นเต้น ส่วนเสริมคืองานของ Lucus ในวงการสตาร์ทอัพต่างหากที่น่าสนใจ 

และสลับกับสคริปต์เรื่องเล่าไซ-ไฟ (แนววิทยาศาสตร์) ของ Margo ค่ะ เพราะ Margo ชอบนิยายไซไฟ เธอเลยอัดเสียงไอเดียพล็อตเรื่องแนวนี้เอาไว้ และทั้ง Lucus และ Jill ชอบฟัง เป็นกิจกรรมร่วมกันของทั้งคู่

หนังสือเล่าในมุมของ Lucus ที่เป็นคนนอกผู้ใกล้ชิด แต่ไม่ใช่คนใน ไม่ได้ทำงานไอที หนังสือเล่าเรื่องการแก้ปัญหาในส่วนของผู้ใช้ ปัญหาด้านความเป็นส่วนตัว ปัญหาด้านจริยธรรม (ให้นึกภาพปัญหาในชีวิตจริง ที่เฟสบุ๊กประสบอยู่น่ะค่ะ แต่ในสเกลที่เล็กกว่า เพราะผู้ใช้ของ Phantom มีน้อยกว่า) 

ในส่วนของ Margo, Margo ที่ Lucus รู้จัก ไม่เหมือน Margo ที่ Jill รู้จัก ตัว Lucus ยึดติดว่าเขาเป็นเพื่อนคนเดียวของ Margo แต่เราไม่รู้เลยค่ะ ว่า Margo จะคิดอย่างไรกับ Lucus คิดว่าเป็นเพื่อนจริงๆ หรือแค่เพื่อนร่วมงาน 

ในขณะที่ Jill (เป็นฝรั่งผิวขาว) กับ Margo (เป็นคนผิวสี) ก็อ่อนไหวกับเรื่องการเหยียดชาติพันธุ์ เหมือนที่อเมริกา เรื่องนี้เป็นปัญหาน่ะค่ะ ในขณะที่ Lucus ไม่ชอบการเหยียดชาติพันธุ์ (แน่ล่ะ ใครจะชอบ) แต่ก็ไม่ได้โฟกัสกับเรื่องนี้ และไม่ได้อ่อนไหวจนใครแตะความเป็นเอเชียของเขาไม่ได้ 

ในฐานะคนเอเชีย อยู่ยุโรป ก็เข้าไม่ถึงความอ่อนไหวเรื่องสีผิวของ Margo นักหรอกค่ะ เหมือนคนผิวขาวที่อเมริกากลัวจะมีคนมองว่าตัวเองเหยียดผิว ในขณะที่คนผิวดำก็อ่อนไหว ใครแตะหรือแม้กระทั่งพูดขำๆ เรื่องผิวสีไม่ได้เลย ส่วนเอเชียอยู่ตรงกลาง ไม่ชอบก็ไม่คบ เราไม่สามารถทะเลาะกับคนทุกคนที่ไม่ชอบเราได้หรอก คนขี้เหยียดยังไงก็เหยียดวันยังค่ำแหละ ไม่ควรเหนื่อยเปลืองแรงกับคนแบบนี้